| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จิตและตัวตน สิ่งที่เราพยายามค้นหากันมานานแสนนาน
สลักธรรม 1....."จิต แสง และ ไอสไตน์"
สวัสดีครับ ครั้งนี้มาว่ากันออกเชิงวิทยาศาสตร์นิดหน่อย ความจริงพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ท้าให้มาพิสูจน์ มีหลักสูตรเป็นขั้นตอน แล้วแต่ความสามารถของผู้เรียน ว่าจะสอบผ่านถึงขั้นใด และไม่ได้บังคับให้เชื่อ คราวนี้มาลองย้อนถึงคำพูดของไอสไตน์ที่ว่า "ทุกสิ่งเป็นพลังงาน พลังงานไม่เคยหยุดนิ่ง แต่แปรเปลี่ยนไปตามสภาพต่างๆ เท่านั้น
" ประโยคนี้ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ท่านได้กล่าวไว้ว่า "จิต ก็เป็นพลังงานที่แปรเป็นแสงได้" น่าคิดมากครับ ผมคิดว่าถ้าแรกเริ่มเดิมทีทุกอย่าง อยู่ในความว่าง
พลังอันหนึ่งในธรรมชาติ ย่อมก่อให้เกิดสรรพสิ่งด้วยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์ แสง สี เสียง คลื่นต่างๆ หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในจักรวาล แสดงว่าความจริงแล้ว พลังงานนั้นหาจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดไม่ได้ เป็นธรรมชาติดั้งเดิมโดยแท้จริง ไร้สภาพความเป็นตัวตน ปราสจากอัตตา อาตมัน อามาตมัน หรือบุคลาธิษฐานใดๆทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า เทวดาใดๆ มนุษย์ สัตว์ต่างๆ ย่อมกำเนิดจาก การแปรไปของพลังงาน ต้นกำเนิดนี้ทั้งสิ้น ถ้าจะย้อนกลับมาพิจารณาในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า นิพพาน ก็เป็นสภาพ อันหนึ่ง ไม่มีที่เริ่มต้น ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ยั่งยืน ไม่สลายไป เรื่องนิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา ไม่ขอพูดถึงในที่นี้ แต่เป็นสภาพอันดำรงอยู่ด้วยความเป็นปกติ เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว
แต่หนทางที่จะกลับสูสภาพเช่นนั้น ใช่ว่าจะง่าย เนื่องจากพลังงานที่แปรเปลี่ยนไปในรูปแบบต่างๆแล้วนั้น จะให้ย้อนกลับไปถึงสภาพเดิมแท้ หรือพุทธมหายานเรียกว่า "จิตเดิมแท้" นั้น ไม่ง่าย เนื่องจากมี "อวิชชา" มาบดบังจิต
และอวิชชานี้ เป็นของสะสม เป็นสิ่งเคลือบจิตที่แนบเนียนที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม พุทธมหายาน ก็เชื่อว่า "จิตเดิมแท้" นั้น มีอยู่ในทุกสรรพสัตว์ ขึ้นอยู่ที่ว่าสรรพสัตว์เหล่านั้น จะสามารถลืมตาตื่นตากฝัน ทั้งๆที่ลืมตาอยู่ได้อย่างไร เมื่อไหร่ หากจะกล่าวในเชิงพุทธเถรวาท ก็กล่าวได้ว่า มนุษย์ยังติดอยู่ในบ่วงของ กิเลส-กรรม-วิบาก ไม่มีที่สิ้นสุด
โดยมีอวิชชาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิต ให้หลงไป เที่ยวไป..เช่นนั้น หากไม่สามารถตัดวงล้อแห่งปฏิจสมุปบาตได้ ก็ไม่สามารถจะออกจากวงล้อนั้นได้ตลอดไป ก็จะเป็นพลังงานที่แปรเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด กลับมาสู่ความเป็นจริงตามสภาพดั้งเดิมไม่ได้ หนทางที่พระพุทธองค์ทรงประกาศว่าเป็นหนทางอันประเสริฐ เป็นหนทางที่ล่วงจากทุกข์ พ้นสมมุติทั้งปวง ตัดวงล้อแห่งปฏิจสมุปบาตได้สิ้นเชิงนั้น
พระองค์ได้ทรงค้นพบแล้วด้วยพระปัญญา และได้ทรงพิสูจน์ด้วยตัวของพระองค์เอง จนถึงซึ่งความบริสุทธิ์หมดจด เป็นพระบริสุทธิคุณ และได้นำวิธีนั้น มาเผยแพร่ให้แก่สาธุชน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ แก่สัตว์โลก
ทางนั้นคือ มรรคมีองค์แปด ซึ่งอยู่ในหมวดของ "มรรค" คือ หนทางดับทุก เป็นหนึ่งในอริยสัจสี่ อังนั้นจะล่วงทุกข์ได้ จะกลับสู่สภาพความเป็นจริงได้ ก็ด้วยการศึกษาอริยสัจสี่ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และนำมาปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผล ตามที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะไว้นั่นเอง
........โดย โอม [8 มี.ค. 2545 , 21:36:59 น.] ( IP = 203.170.155.77 : : )
สลักธรรม 2.."ชวนกันมาตัด อวัยวะ"
สวัสดีครับ ผมตั้งใจจะเขียนเป็นบทความนี้ ให้เป็นบทหนึ่งใน series จากหนังสืองานพระราชทานเพิงศพท่านอาจารย์ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีสักกี่บทความ เท่าไหร่ก็เท่านั้นละกันครับ ยังสนุกอยู่ก็เขียนให้อ่านกัน หากท่านทั้งหลายชอบใจ ก็บอกกันมาได้ครับ จะได้ขยันนำมาลงให้อ่านกันเพลินๆ
ตอนนี้ว่ากันถึงเรื่องการ "ตอน" หากท่านได้อ่านกลอนถาม- ตอบ ด้านล่างนี้
แล้ว อาจนึกถึง กฎหมายฉบับเก่า มีความว่า หากชายใดทำการล่วงละเมิดทางเพศแก่สตรีในที่สาธารณะถึง 3 ครั้ง ติอต่อกัน ให้ "ตอน" ซะ .อุ๋ยยยยซ์ ฟังดูน่าเสียวใส้ . ผมอาจจำภาษากฎหมายไม่ได้ แต่ก็มีเนื้อความ อ่านแล้วเข้าใจว่าอย่างนี้ น่าหวาดเสียวพิลึก
แต่ในสมัยนั้นก็มี "ขันที" เป็นแถว โจรปล้นสวาทแทบไม่เหลือหรอ แสดงว่ากฎหมายข้อนี้ ใช้ได้ผลมาก ประกอบกับได้อ่านกลอนดังกล่าวนี้ ท่านคึกฤทธิ์ตอบได้ฮาแฮ ดีเหลือเกินครับ เชิญท่านเสพคารมหม่อมอาจารย์ได้ ณ บัดนี้
ปัญหาประจำวัน สยามรัฐ 1,128 (19 พ.ย. 2493) 4,7
ปัญหา
"อันกาเมสุมิจฉานี้สาหัส
ถ้าใครตัดเสียได้ฉันให้ถอง
อุส่าห์หัดวิชาหาเงินทอง
ก็เพราะของสิ่งเดียวมันเกี่ยวกวน"
นี่ผมจำคำกลอนสุนทรภู่
คิดๆดูโลกมนุษย์สุดปั่นป่วน
เพราะตัณหาพาใจให้รัญจวน
มันเกี่ยวกวนยวนยั่วตัวสำคัญ
ยั่วให้เรียนเพียรหาทรัพย์นับว่าเลิศ
แสนประเสริฐเหลือล้นคนขยัน
แต่ที่เห็นดกดื่นทุกคืนวัน
ไม่เปนดั่งบทประพันธ์จอมกวี
มักยั่วให้ใฝ่ชั่วตัวตัณหา
ศีลธรรมจรรยาก็เสื่อมศรี
พอเริ่มแรกแตกพานร่านสตรี
ที่ทรัพย์สินมากมีก็วอดวาย
ที่ขยันหมั่นเรียนเพียรไฝ่วิทย์
ก็เปลี่ยนจิตต์หลบลี้หลีกหนีหาย
ดูนังนุงยุ่งกันจริงหญิงกับชาย
เพียงคิดหมายมั่นแนบ จะแอบอิง
มานึกตรึกตรองหมองสะท้อน
อยากจะตอนเช่นขันทีหนีผู้หญิง
เรื่องกาเมเหห่างอย่างใจจริง
แต่ยังกริ่งเกรงคิดผิดธรรมดา
อันหม่อมหรือผมถือเปนเช่นบัณฑิต
จึงอ่อนน้อมยอมเปนศิษย์ขอปรึกษา
ตอนหรือไม่ไหนจะดีชี้แจงมา
จะวันทานบนอบขอบคุณเอย
ชาวสวนพลู
คำตอบ
ของดีๆมีไว้อย่าไปตัด
เพียงประหยัดเก็บไว้ค่อยใช้สอย
ขอจงจำคำสุนทรพูดก่อนฟรอยด์ (Freud)
มิใช่น้อยเรื่องเพศเหตุใหญ่โต
คนจะชั่วจะดีตรงนี้เอง
จะโกงแกมฉลาดหรืออาจโง่
ความต้องการทางนี้จี้มโน
ให้เติบโตก่อสร้างทุกอย่างไป
แม้นว่าตอนเปนขันทีไม่ดีแน่
ถ้าจะแย่มองก็เห็นเช่นกับไก่
เรื่องต่างๆห่างกังวลไม่สนใจ
เลิกขันไข่ทันทีดีแต่กิน
คุณยังขันได้เพราะเสนาะนัก
ผมนึกรักวาทีกวีศิลป์
หาครบเครื่องจะบรรลือชื่อระบิน
แม้นขาดวิ่นถูกตอนสิ้นกลอนเอย
คึกฤทธิ์ ปราโมช
อันที่จริงเรื่องอย่างนี้ มีมาแล้วในสมัยพุทธกาลนะครับ สมัยหนึ่งเมื่อพระเถระรูปหนึ่ง มีศรัทธาเข้าอุปสมบท ในพระบวรพุทธศาสนา เวลานั้นพระพุทธองค์ยังมิได้ทรงบัญญัติห้ามภิกษุเกี่ยวข้องกับสตรี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้ทรงสอนให้ละกามอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ออกมาเป็นกฎเท่านั้น
เนื่องจากยังไม่มีข้อบังคับนี้เอง ทำให้เกิดช่องว่าง ด้วยบิดามารดาของภิกษุรูปนั้น ท่านปรารถนา อยากได้หลานสืบเอาไว้สกุล จึงคะยั้นคะยอขอให้ท่านลาสิกขา ท่าก็ไม่ยอม หลายครั้งเข้าไม่รู้จะทำยังไง พอ่แม่ก็ออกอุบาย ไม่สึกก็ได้ แต่ขอให้มีอะไรกับผู้หญิงนางนึง พ่อแม่จะได้มีหลานสืบสกุล ภิกษุรูปนั้นท่านทัดทานไม่ไหว
ก็จำยอม ก็ได้สมประสงค์ของบิดามารดาท่าน ต่อมาความทราบถึงพระกรรณของพระบรมสุคต ท่านจึงได้ตำหนิภิษุรูปนั้นเป็นอย่างมาก ทรงเปรียบเทียบไว้ว่า "หากแม้นเธอจำเป็น ต้องสอดใส่อวยวะนั้น ในปากของงูพิษ ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องตายก็ตาม ก็จะยังให้พรหมจรรย์ของเธอให้บริสุทธิ์อยู่" แล้วจึงได้ตั้งบัญญัติไว้ ห้ามมิให้ภิกษุเกี่ยวข้องด้วยอิสตรี มิให้องคชาติล่วงล้ำ สู่ร่างกายของสตรีแม้เท่าปลายนิ้วก้อย และมิให้น้ำอสุจิเคลื่อนออกมา สู่ช่องคลอดแม้เท่าปลายเมล็ดงา มิฉะนั้นถือว่าเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ภิกษุรูปนั้นก็กลาย เป็นต้นบัญญัติไป
ความจริงต้นบัญญัติไม่ถิอว่าผิด เพราะท่านก็ไม่ได้ทำผิดอะไรก่อนที่จะมีการบัญญัติ แต่ด้วยความที่ท่านกังลงมาก ว่าพรหมจรรย์ของ ท่านไม่บริสุทธิ์แล้ว ตลอดชีวิต ท่านจึงมิได้บรรลุมรรคผลใดๆเลย ส่วนภรรยาและบุตร ซึ่งต่อมาได้อุปสมบทในพระบวรพุทธศาสนา ได้บรรลุธรรมชั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ไปทั้งคู่ ด้วยเหตุแห่งบัญญัตินี้เอง ประกอบกับคำสอนของพระจอมไตร จึงมีกรณีหนึ่งซึ่ง ไม่น่าเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือมีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง ได้ทำการตัดอวัยวะของตนเอง ด้วยความที่ต้องต่อสู้กับข้าศึก คือกิเลสกาม อันมีอยู่รุนแรงตามกำลังของวัย อันระงับได้อย่างยากยิ่ง .
ความทราบถึงพระตถาคต พระองค์ทรงตรัสเรียกภิกษุนั้น และทรงตำหนิว่า "ภิกษุสิ่งที่ควรตัดเธอไม่ตัด เธอไปตัดสิ่งที่ ไม่ควรตัด" พระดำรัสนี้หมายความว่าอย่างไร ทรงหมายความว่า สิ่งที่ควรตัดนั้นคือกิเลส ให้มีมานะพยายาม อดทนอดกลั้น มีสติ พิจารณาอสุภกรรมฐาน แล้วความไม่เที่ยง ตลอดจนประคองใจ มิให้หลงไปกับกิเลสใฝ่ต่ำ มิใช่กระทำที่ปลายเหตุเช่นนี้ ก็น่าเห็นใจภิกษุรูปนั้นอยู่นะครับ เนื่องจากกิเลสข้อนี้ ต้องอาศัยกำลังใจ ระดับพระอานาคามีขึ้นไป จึงตัดได้
แม้แต่พระโสดาบัน และพระสกิทาคามี ก็ยังหนีไม่พ้นกาม แต่ด้วยการครองเพศบรรพชิต สิ่งนี้พระพุทธองค์ทรงย้ำ ทรงห้ามปรามเป็นหนักหนา ดังนั้น เราในฐานะฆารวาส จึงหลีกไม่พ้นเรื่องอย่างนี้ แต่ทำอย่างไรจึงจะไม่ผิด ไปจากทำนองคลองธรรม ท่านจึงให้มีศีลข้อ กาเมสุมิฉาจาร ไว้ในศีล 5 คือ ความเป็นปกติของมนุษย์ปุถุชน ให้ซื่อสัตย์เพียงคู่ครองของตนเท่านั้น ปัญหาต่างๆจะไม่เกิด ปัญหาที่ว่านั้นมีมากมาย นึกกันเอาเองก็แล้วกันครับ หากทำได้ ครองสติได้ ก็คงไม่ต้องถึงกับ "ตอน" กัน ถ้าหากนึกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ก็ขอให้ได้นึกว่า แม้สัตว์เดียรัจฉานยังมีฤดูผสมพันธุ์ แล้วเราประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น เราจะประคองสติ ความใคร่มิได้เชียวหรือ
...........โดย โอม [8 มี.ค. 2545 , 21:39:05 น.] ( IP = 203.170.155.77 : : )
สลักธรรม 3...การเลือก..ศรีภรรยา
เมื่อกล่าวถึงภรรยาแล้ว ชายทุกคนคงอยากได้ภรรยาที่ทั้งสวยทั้งฉลาด เอ..ไม่แน่ แต่ถ้าเป็นผม ผมเลือกฉลาดไว้ก่อน ถ้าได้ทั้งสองอย่างดีมาก ดังนั้น วันนี้จะเสนอข้อพึงสังวร ของการเป็นภรรยาที่ดี แก่คุณผู้หญิงทั้งหลาย รับรองทั้งพ่อแม่สามี และตัวสามี รักสุดๆ ไม่ต้องทำเสน่ห์ หมอหมูยอหมูหยองอะไรทั้งสิ้นครับ
นางที่จะกล่าวถึงเป็นตัวอย่างในวันนี้ คือนางวิสาขา มหาอุบาสิกา คงไม่มีใครที่ศึกษาพุทธประวัติแล้ว ไม่เคยได้ยินชื่อของเธอ เธอเป็นคนงาม หมายถึงเป็นคนงามตามวัย คือเมื่อเป็นเด็กก็งามอย่างเด็ก เมื่ออยู่ในวัยสาวก็งามอย่างหญิงสาว เมื่ออยู่ในวัยชราก็งามอย่างคนชรา
อีกทั้งนางวิสาขามหาอุบาสิกา ยังสมบูรณ์พร้อมด้วยลักษณะ ของเบญจกัลยาณี 5 ประการ อันประกอบด้วย
1. ผมงาม หมายถึง มีผมซึ่งยาวสลวยลงมา แล้วมีปลายช้อนขึ้นเองตามธรรมชาติ
2. ฟันงาม หมายถึง ฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบ เรียบ เหมือนไข่มุขที่จัดเรียงไว้
3. ริมฝีปากงาม หมายถึง มีริมฝีปากบาง โค้งเป็นรูปกระจับ สีชมพูเรื่อคล้ายผลตำลึงสุก
4. ผิวงาม หมายถึง ผิวขาวละเอียดอ่อนเหมือนสีดอกกรรณิการ์ ถ้าผิวดำ ก็ดำอย่างดอกอุบลเขียว อมเลือดอมฝาด เปล่งปลั่งคล้ายสีน้ำผึ้งซึ่งนำมาจากรังใหม่ๆ (ถ้าสมัยนี้เรียกว่าผิวสีน้ำผึ้ง)
5. วัยงาม - ได้อธิยายไปแล้ว นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นผู้มีอุปการคุณแก่พุทธศาสนามากมาย จะไม่นำมากล่าวในที่นี้
ท่านสามารถหาอ่านได้จากพุทธประวัติ หรือหนังสือพระอานนท์ พุทธอนุชา ของท่านอาจารย์ วศิน อินทสระ ท่านแต่งได้งดงามน่าอ่านมาก
ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะตอนที่นางวิสาขาแต่งงาน แล้วต้องย้ายไปอยู่บ้านของสามี โดยบิดาของนางคือท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้ให้โอวาทไว้ 10 ข้อ เป็นหลักในการครองเรือน เป็นแม่เรือนที่ดี เพื่อให้ท่านผู้หญิงทั้งหลาย ได้นำไปพิจารณาปฏิบัติกัน เพราะเห็นว่ายังคงใช้ได้ แม้ในสมัยปัจจุบัน หรือหนุ่มใด จะเลือกคู่ครอง ก็ขอให้นำไปใช้พิจารณาเพิ่มเติม
ในส่วนของลักษณะของตรีที่หมายปองได้เป็นอย่างดี โอวาท มีดังต่อไปนี้
1. จงอย่านำไฟในออก หมายความว่า หากมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นภายในครอบครัว หรือเกิดระหองระแหง กับครอบครัวของสามี ก็อย่านำเรื่องเหล่านั้นไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง เพราะเป็นเรื่องประจานตัวเอง
2. จงอย่านำไฟนอกเข้า หมายความว่า อย่าได้นำเรื่องยุ่งๆภายนอกเข้ามาในบ้าน ให้เป็นที่รำคาญแก่สามี หรือบิดามารดาของสามี
3. จงอย่าให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายความว่า ถ้าให้ใครยืมทรัพย์สินเงินทองไปแล้ว ไม่ได้รับการใช้คืน คราวต่อไปก็อย่าให้ยืมอีก เพราะเรื่องเงินๆทองย่อมไม่เข้าใครออกใคร จะทำให้เสียมิตร
4. จงให้แก่คนที่ให้ หมายความว่า ถ้ามีคนมาขอยืมเงินทอง แล้วมาใช้คืน คราวหน้าก็ให้ยืมต่อไปได้อีก
5. จงให้แก่ทั้งคนที่ให้และไม่ให้ หมายความว่า หากสามารถสงเคราะห์ญาติพี่น้องที่กำลังได้รับความลำบาก ให้สงเคราะห์ได้ตามกำลัง ไม่ต้องคิดว่าจะได้คืนหรือไม่ เพราะถือเป็นการสงเคราะห์ญาติ
6. จงนั่งให้เป็น หมายความว่า ไม่ควรนั่นสูงกว่าสามี หรือบิดามารดาของสามี มิฉะนั้นจะเป็นกริยาอันไม่งาม สมกับสุภาพสตรี
7. จงนอนให้เป็น หมายความว่า ให้ตื่นก่อน นอนทีหลังสามี และบิดามารดาของสามี และนอนให้เรียบร้อย คือ วางมือวางเท้าให้เรียบร้อยเหมาะสม ปรนนิบัติท่านให้ได้รับความสะดวกสบายทุกประการ สมเป็นแม่ศรีเรือน
8. จงบริโภคให้เป็น หมายความว่า ให้ดูแลการบริโภคของสามี บิดามารดาของสามีให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยบริโภคของตน หรืออย่างน้องก็บริโภคพร้อมกัน และระหว่าบริโภค ก็ให้สำรวมกริยาให้เรียบร้อย
9. จงบูชาเทวดา หมายความว่า ให้บูชาสามีทั้งกายและใจ พร้อมทั้งมีความเคารพสามีประดุจดั่งเคารพเทวดา
10. จงบูชาไฟ หมายความว่า ให้บูชาบิดามารดา ของสามี เพราะท่านทั้งสองเปรียบเหมือนไฟ ให้ได้ทั้งคุณและโทษ จึงควรปฏิบัติต่อท่านด้วยดี ไม่ควรดูหมิ่น
นางใดมีคุณสมบัติดังกล่าวมาแล้วนี้ พร้อมด้วยรูปทรัพย์ ปัญญาทรัพย์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นกุล-สตรีที่เพียบพร้อมด้วยประการทั้งปวง เป็นที่หมายปองของบุรุษทั้งหลาย
..........โดย โอม [8 มี.ค. 2545 , 21:41:01 น.] ( IP = 203.170.155.77 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |