มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


โพธิปักขิยธรรม







อันตรายของการทำดีโดยไม่ละโทษ

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ


เป็นธรรมที่ประกอบกับชีวิตมนุษย์ เป็นทางที่นำไปสู่ความรู้ ผู้ที่ประกอบไปด้วยโพธิปักขิยธรรม เป็นธัมมานุวัตต์บุคคล พระอริยบุคคล ๔ ขั้น คือ

๑. พระโสดาบัน
๒. พระสกิทาคามี
๓. พระอนาคามี
๔. พระอรหันต์

พระอริยบุคคลขั้นแรก คือ พระโสดาบัน เป็นธัมมานุวัตต์บุคคล ผู้ประพฤติตนตามธรรม เป็นผู้บรรลุถึงความสุขอย่างแท้จริงเป็นขั้นแรก จุดมุ่งหมายของท่านเหล่านั้นก็คือ หมายพระนิพพาน คือ ความดับตัณหาสิ้นเชิง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:24:10 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

อะไรเรียกว่าโสดา

โสดา แปลว่า กระแสเป็นเครื่องถึงพระนิพพาน ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ พระนิพพานถ้าปราศจากมรรค ๘ ก็ไม่มีใครสามารถบรรลุได้

ผู้ปฏิบัติตามมรรค ๘ จนกระทั่งมรรค ๘ ประชุมกันเป็นองค์อันเดียวเรียกว่า มรรคสามัคคี กำจัดสังโยชน์ ๓ ประการคือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส ทั้ง ๓ ได้เด็ดขาด เรียกว่า โสดาบัน ผู้บรรลุถึงกระแส เป็นเครื่องถึงพระนิพพาน

พระโสดาบัน เป็นนักปฏิบัติขั้นแรก ที่สามารถยืนยันว่าพระนิพพานมีจริง ก็เพราะความรู้แจ้งเรื่องพระนิพพาน มีในขณะที่สังโยชน์ ได้ถูกทำลายไปแล้ว ด้วยกำลังแห่งมรรคสามัคคี

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:27:24 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 2

มรรคสามัคคีทำลายสังโยชน์ได้อย่างไร

๑. สักกายทิฏฐิ (ความสำคัญผิดในกายตน) คำว่า กายของตน หมายความถึง ขันธ์ ๕

ก. รูปขันธ์ ได้แก่รูปกายที่สามารถมองดู ด้วยตาเห็นได้
ข. เวทนาขันธ์ ได้แก่ความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ค. สัญญาขันธ์ ได้แก่ความสำคัญหมาย
ง. สังขารขันธ์ ได้แก่ความคิดปรุงแต่ง
จ. วิญญาณขันธ์ ได้แก่ความรู้อารมณ์ทั่วสกลกาย

ขันธ์ ๕ นั้น ย่นลงแล้วเป็น ๒ คือ
๑. เป็นรูป= สิ่งที่สามารถมองเห็นด้วยตาได้
๒. เป็นนาม = สิ่งที่มาสามารถมองเห็นด้วยตาได้ แต่เป็นของมีจริง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:28:27 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 3

รูปนาม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องประกอบทำให้คนเป็นคน สัตว์เป็นสัตว์ ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เป็นคน เป็นสัตว์ได้เมื่อมีปัญญาเข้าใจแล้ว ยังจะควรไปยึดมั่นถือมั่นหรือไม่ เพราะว่าสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็มีความดับไปเป็นธรรมดา แม้ในเรื่องของขันธ์ ๕ ก็ตาม

ผู้ที่พิจารณาเห็นความจริงจนเห็นได้ว่า เบญจขันธ์ ก็คือ ร่างโครงของเรือน ที่ถูกนำมาติดต่อกันเข้า ด้วยอำนาจของตัณหาและอวิชชา แต่แล้วก็ต้องมีความพินาศไปในที่สุดเช่นเดียวกัน

พระโสดาบัน ได้เห็นความจริงของเบญจขันธ์ ด้วยกระแสวิปัสสนาญาณ เมื่อรู้ความจริงแล้ว จึงเป็นผู้ที่ไม่มีความสำคัญผิด ว่าเบญจขันธ์เป็นตัวตน หรือเป็นของตน ไม่มีอำนาจใด ๆ ทำให้เบญจขันธ์เป็นร่างโครงอยู่ไว้ตลอดไป นอกจากแยกแตกย่อยยับจากกันแล้ว ยังสามารถเข้าเกาะกุมกันใหม่ได้ด้วยอำนาจของตัณหาและอวิชชา ความแยกออกและเข้ายึดเกาะกุมเข้าใหม่ จะมีอยู่เสมอ ตลอดกาล ที่อวิชชาและตัณหายังเป็นเจ้าของจิตใจของคนและสัตว์อยู่

พระโสดาบันได้รู้เรื่อง การก่อและการทำลาย ของเบญจขันธ์ หรือจะพูดได้ว่า พระโสดาบันได้เรียนรู้ต้นทางแห่งชีวิตของคนและสัตว์ทั้งหมดว่า มนุษย์และสัตว์เกิดมาจากอะไร ทำไมจึงต้องเกิด ถ้าจะไม่เกิดจะไม่ได้หรือ และเรียนรู้ปลายทางของชีวิตว่า สุดท้ายของชีวิตเป็นอย่างไร มีความจริงแค่ไหน ยิ่งกว่านั้น ยังรู้ถึงเงื่อนต่อระหว่างความเกิดและความตายอีกว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

รวมความว่า พระโสดาบันเป็นผู้รู้จักชีวะเป็นอย่างดี สิ่งที่รู้เหล่านี้เป็น ภูมิธรรม ของพระโสดาบัน ในเรื่องราวของมนุษย์และสัตว์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:29:16 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 4

๒. วิจิกิจฉา ที่ต้องตัดด้วยอริยมรรค กับวิจิกิจฉานิวรณ์ ต้องละได้ด้วยองค์ญาณต่างกัน

วิจิกิจฉาที่เป็นสังโยชน์ หมายถึง ความสงสัยในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่ามีจริงหรือไม่และมีความจริงแค่ไหน
วิจิกิจฉานิวรณ์ หมายถึง ความสงสัยเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปได้ด้วยวิจารณ์

พระรัตนตรัย ในที่นี้หมายถึง วิสุทธิธรรม คือ ธรรมที่บริสุทธิ์ วิสุทธิธรรม มีลักษณะ ๓ ประการ คือ เป็นพุทธ เป็นธรรม เป็นสงฆ์

ความสงสัยในวิสุทธิธรรม จะดับไปในเมื่อสักกายทิฏฐิดับไปแล้ว เพราะสักกายทิฏฐิเป็นเครื่องบังวิสุทธิธรรม เมื่อสักกายทิฎฐิเป็นเครื่องบังวิสุทธิธรรม เมื่อสักกายทิฏฐิดับไป วิสุทธิธรรมก็ปรากฏ ความสงสัยที่เรียกว่า วิจิกิจฉาก็หายไปด้วย วิสุทธิธรรม เป็นความบริสุทธิ์ หรือเรียกว่า เป็นความดับโดยไม่เหลือมลทิน พระโสดาบันเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ก็จะหมดความลังเลสงสัย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:30:03 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 5

๓. สีลัพพตปรามาส (ความประมาทในศีลในพรต)

หลักการประพฤติให้เกิดความสงบสุข เรียกว่า ศีล ความสงสัยในศีลอันเป็นเหตุให้ประพฤติเพื่อความสงบสุข เป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ เดี๋ยวถูก เดี๋ยวผิด สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องสีลัพพตปรามาสสำคัญมาก พระโสดาบันกำจัดความวิปลาสในเรื่องนี้ได้เด็ดขาด มีความสามารถรู้ว่า การปฏิบัติเช่นใดถูก เช่นใดผิด จึงมีการปฏิบัติถูกโดยไม่มีความสงสัย

สีลัพพตปรามาส ถ่วงความเจริญของชาติ ศาสนา มากมาย เพราะความหลงงมงายในความไม่รู้จริง ก็เพราะการเชื่อมั่นยึดมั่นอย่างไม่มีปัญญา สังโยชน์ทั้ง ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส จะหายไปพร้อมกัน ในขณะที่ ญาณทัสสนะ แก่กล้าเต็มขีดเป็นองค์มรรค ความเข้าใจในเรื่องชีวิตก็แจ่มแจ้ง ความสงสัยในวิสุทธิธรรมก็หมดไป ความสงสัยในศีลในพรตก็หมดไป พร้อมกับความประชุมลงแห่งมรรคครั้งแรก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:31:16 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 6

คุณลักษณะของพระโสดาบัน

๑. มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า
๒. มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระธรรมเจ้า
๓. มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระสงฆเจ้า
๔. มีศีล ๕ เป็นข้อปฏิบัติประจำตัว ไม่มัวหมองด่างพร้อย

และมีคุณลักษณะพิเศษ ๒ ประการ คือ

๑. มีจิตประกอบไปด้วยกุศล ยินดีที่จะบริจาคทุกเมื่อ
๒. มีปัญญากล้า เป็น สัมมาทิฏฐิ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:32:56 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 7

ประพฤติอย่างไรจึงจะบรรลุโสดาได้
๑. สมาคมกับผู้ฉลาด มีความสงบกาย วาจา ใจ เป็นคุณลักษณะ
๒. ฟังธรรม คือ หลักวิชาข้อปฏิบัติถี่ถ้วน
๓. ใช้ใจดำริตริตรองได้ถี่ถ้วน
๔. พยายามปฏิบัติตาม สุดความสามารถ

คุณธรรม ๔ ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะความเจริญนับแต่ปุถุชน หมุนไปสู่ความเป็น กัลยาณชน
จาก กัลยาณชนสู่ความเป็นอริยะ
จาก อริยะสู่สกิทาคามี
จาก สกิทาคามีสู่อนาคามี
จาก อนาคามีสู่อรหันต์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:33:58 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 8

ความพ้นทุกข์เกิดมีได้นี้ ก็เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ แจ้งแล้ว และได้นำมาแจกเป็นข้อต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักการดำเนินให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ ธรรมนั้นมีอยู่ถึง ๓๗ ข้อ ธรรมนี้เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ และเพื่อความรู้จริง เรียกธรรมเหล่านั้นว่า โพธิปักขิยธรรม แปลว่า ธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งความรู้

ธรรม ๓๗ ข้อแบ่งออกเป็นหมวด ๆ คือ
๑. สติปัฎฐาน ๔
๒. สัมมัปปธาน ๔
๓. อิทธิบาท ๔
๔. อินทรีย์ ๕
๕. พละ ๕
๖. โพชฌงค์ ๗
๗. มรรค ๘

เป็นความลำบากมาก ที่จำเป็นจะต้องบำเพ็ญธรรมถึง ๓๗ ข้อให้บริสุทธิ์เสียก่อน จึงจะสามารถพ้นจากความทุกข์ไปได้ แต่ความจริง โพธิปักขิยธรรม นั่นก็คือ มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งพระพุทธองค์ได้แสดงไว้ว่า มีองค์แปดประการ แล้วสงเคราะห์ลงใน ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

การที่นำมาขยายเพื่อให้เกิดความเข้าใจให้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องเที่ยวเก็บอันโน้นบ้างอันนี้บ้าง มาคิดทำแก้ให้เป็นเรื่องยุ่งยาก เราคงเพียงแต่ปฏิบัติตนให้อยู่ในหลักของ ศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้น เมื่ออบรมให้มี ศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์ได้ ธรรมทั้ง ๓๗ ข้อ ก็เป็นอันสมบูรณ์ไปด้วย

ศีล สมาธิ ปัญญา คู่กับ กาย วาจา ใจ ถ้า กาย วาจา ใจ ประกอบด้วยทุจริต ก็ย่อมนำผลคือ ความทุกข์มาให้ แต่ถ้ากาย วาจา ใจ ประกอบด้วยสุจริต ก็ย่อมนำผลคือ ความสุขมาให้อัตภาพทั้งหมดนั้น ไม่ว่าโดยวิถีของเหตุทุกข์และเหตุสุข ก็มีแต่เพียง กาย วาจา และใจ เท่านั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:35:13 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 9

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นยอดแห่งปราชญ์โดยแท้จริง โดยทรงแนะนำให้เอาเหตุสุขมาบรรจุลงใน กาย วาจา ใจ และพร้อมกันนั้น ก็เท่ากับการไล่เหตุทุกข์ คือ เหตุทุกข์ และเหตุสุข ย่อมอยู่คนละฝ่ายกัน เมื่อเหตุสุขเข้ามาดัน เหตุทุกข์ก็พ่ายไป โดยทำนองนี้จึงเห็นได้ว่า กาย วาจา ใจ นี่แหละเป็นตัวประกอบเหตุประกอบผล และความสุขความทุกข์ ในส่วนที่เป็นเหตุและเป็นผล ไม่เลือกว่า ความสุข ความทุกข์ ชั้นใด ๆ แต่ความสุขว่าโดยส่วนที่สูงสุด คือ พระนิพพาน ก็ย่อมเป็นไปใน กาย วาจา ใจ ทั้งสิ้น

ศีล ทำหน้าที่กำกับกายกับวาจา และทำกายกับวาจาให้เป็นสุจริตทุกขณะ
สมาธิ ทำหน้าที่กำกับใจ ทำใจให้บริสุทธิ์สงบอยู่เสมอ
ปัญญา ทำหน้าที่ตัดอุปสรรคของศีลและสมาธิ อุดหนุนให้ศีลและสมาธิขยายตัวได้เต็มที่ เมื่อศีลและสมาธิขยายตัวได้เต็มที่แล้วก็กลับเป็นตัวอุดหนุนปัญญา และถ้าปัญญาขยายตัวได้เต็มที่แล้ว ควบคุมกันเป็นองค์ธรรม คือ สุจริต กาย วาจา ใจ และผู้ที่สามารถดำเนินเช่นนี้ได้เป็นธรรมทั้งตัว เป็นสุจริต ผลก็คือความสุขอย่างแท้จริง

โดยหลักของการครองชีพ โพธิปักขิยธรรม เป็นหลักเอกมีทางเดียวเท่านั้นที่บริสุทธิ์แท้ คือ บริสุทธิ์ทั้งส่วนเหตุ และส่วนผล โดยไม่มีการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นปนอยู่ในข้อปฏิบัตินี้เลย ซึ่งตรงกันข้าม ผู้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมนี้เท่ากับเป็นผู้ไม่ดูหมิ่นตนเองเป็นผู้ที่รักตนเองโดยถูกทาง และเป็นผู้สงเคราะห์ตนด้วยตนเองได้

การทำตนของตนให้ก้าวขึ้นสู่หลักธรรม เป็นเมตตาอย่างประเสริฐ ผู้ที่จะบรรลุถึงความสุข ตามขีดของการปฏิบัติ ย่อมเป็นผู้ไม่นิ่งดูดาย เพราะรอบ ๆ ตัวมีแต่ความทุกข์ ความลำบาก ต้องดิ้นรนแก้ไข โดยไม่มีวันจบสิ้น จึงต้องรีบก้าวขึ้นจากความทุกข์ระทมเหล่านั้นเสีย นอกจากการช่วยตน ประกอบด้วยเมตตาแล้ว ก็มีการช่วยผู้อื่นประกอบไปด้วยเมตตาเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้หวังความตอบแทนประการใด ช่วยด้วยการเสียสละ มีความเด็ดขาด มิได้หวั่นหรือย่อท้อต่อสิ่งใดทั้งสิ้นได้ นั่นหมายถึง ชีวิตของผู้ที่ชนะตน


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 เม.ย. 2549 , 17:36:48 น.] ( IP = 58.136.205.140 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์ครับผม


เป็นความรู้ที่น่าสนใจศึกษามากๆเลยครับ

โดย ทับตะวัน [28 เม.ย. 2549 , 19:22:43 น.] ( IP = 58.9.146.46 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org