มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สติปัฎฐาน ๔







โพธิปักขิยธรรม

สติปัฎฐาน ๔


ย่อมเป็นที่รู้ดีทั่วกันว่า ถ้าคนลงเสียสติ ก็เท่ากับเป็นคนบ้าเท่าที่สติธรรมที่มีกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เป็นสติที่พอป้องกันไม่ให้เป็นบ้ากันเท่านั้น เพราะฉะนั้น สติจึงเป็นตัวเอก สำหรับแก้ความบ้าที่ไม่รู้ตัว โดยการพยายามปลูกฝังสติ ให้มีขึ้นในตัวให้มากที่สุด

การเจริญสติให้มั่นคง เป็นทางเดียวเท่านั้นที่ยังบุคคลผู้เจริญให้ถึงพระนิพพานได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกทางนั้นว่า “สติปัฎฐาน” คือการดำรงสติให้มั่นคง ซึ่งมีประโยชน์มากมายมหาศาลแก่ผู้ปฏิบัติ คือ

เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและความร่ำไร เพื่อความอัสดง (ดับ) ของทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมอันเป็นเครื่องรู้ เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งใจ

การดำรงสติที่ถูกต้อง มีฐาน ๔ ประการ คือ

๑. กาย คือ รูปร่างรวมทั้งอวัยวะภายนอก ภายในของตน และผู้อื่น
๒. เวทนา คือ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขเป็นทุกข์มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่มีอยู่ในตนเองและผู้อื่น
๓. จิต คือ ความนึกคิดที่วิ่งไปในความดี และความชั่วของตนและผู้อื่น
๔. ธรรม คือ สิ่งที่กั้นจิตมิให้บรรลุความดี ที่มีทั้งในตนเองและผู้อื่น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:04:18 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การกำหนดในฐานะทั้ง ๔ ประการนั้น ไม่ใช่ต้องรวมกำหนดทั้ง ๔ แต่หมายความว่าต้องกำหนดไปทีละอาการ เช่น กายมีอาการถึง ๓๒ ประการ มี ผม เป็นต้น เราก็ต้องกำหนดตามไปในอาการเหล่านั้น ตามลำดับไป

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าในการเจริญสติปัฎฐาน ต้องมุ่งเพื่อความสงบใจที่ฟุ้งซ่าน เป็นเบื้องต้นให้ได้ จึงต้องพึ่ง “สมถะ” ก่อน ลักษณะของสมถะก็คือ ควรกำหนดใจในฐานใดฐานหนึ่ง ให้ใจผูกอยู่ในฐานนั้น เรียกว่า “เอกคฺคตา” คือถึงความเป็นจิตเลิศดวงเดียวได้

สติปัฎฐาน ในสมถะที่มั่นคงเป็นเอก ต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. อาตาปี คือ มีความมั่นคงพยายามเพื่อมุ่งทำลายกิเลส
๒. สมฺปชาโน คือ มีสัมปชัญญะรู้ว่าตัวประกอบด้วยสติ และมุ่งทำลายกิเลส
๓. สติมา คือ เป็นผู้มีสติบริสุทธิ์ ประกอบด้วยอุเบกขา

ลักษณะ ๓ ประการนี้ เป็นลักษณะของสมาธิชั้นเอก เป็นยอดของสมถะ ในส่วนที่เป็นไปเพื่อ ความรู้แจ้ง เห็นจริง ซึ่งเรียกว่า ญาณทัสสนะ เพราะเป็นการรวมคุณที่ประเสริฐของกำลังจิต ที่ประกอบด้วย ธรรม ๒ ประการ คือ
๑. อภิชฺฌา ทำลายความเพ่งเล็งในผู้อื่น และสมบัติของผู้อื่น
๒. โทมนสฺสํ ทำลายความมัวหมองของใจได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:05:17 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 2

สติปัฎฐาน เป็นการแสดงทางดำเนิน ถึงความพ้นทุกข์ ด้วยความเป็นผู้มีสติเป็นใหญ่ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสติ ด้วยการดำเนินการปฏิบัติ การปฏิบัติแบ่งตามประเภทเป็น ๒ ประการ คือ

๑. สติที่ดำรงอยู่ในองค์ของสติปัฎฐานแล้ว ทำใจสงบ เป็นสมถะ
๒. สติที่ประกอบกับใจสงบดีแล้ว กำหนดรู้ตามฐานเหล่านั้นตามความเป็นจริงเป็นวิปัสสนา

ตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้พูดมาแล้วในขั้นต้น เรียก “สมถะ” เพราะเป็นแต่เพียงจิตสงบเท่านั้น เตรียมตัวเพื่อการกำหนดรู้หรือเพื่อการค้นคว้าเท่านั้น

ต่อไปจะพูดถึงการเจริญวิปัสสนาของผู้ที่เจริญสติปัฎฐานชั้นสมถะ สำเร็จดีแล้ว ให้มีความก้าวหน้าขั้นต่อไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:05:56 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 3

การกำหนดตาม

เมื่อจิตประกอบด้วยสติ และสัมปชัญญะบริสุทธิ์ดีแล้ว ก็น้อมจิตไปเพื่อการกำหนดฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เกิดความรู้จริงตามฐานเหล่านั้น และต้องเข้าใจว่า การกำหนดตามนั้น ต้องถือหลักว่า กำหนดตามอาการอันหนึ่งในอาการทั้งหมดที่ปรากฏอยู่เสมอไปทีละอาการ
๑. กำหนดตามฐานที่เป็นภายใน
๒. กำหนดตามฐานที่เป็นภายนอก
๓. กำหนดเทียบกันทั้งภายในและภายนอก

สกลกายของเราเองได้ชื่อว่าภายใน สกลกายของผู้อื่นได้ชื่อว่าภายนอก เมื่อกำหนดตามฐานทั้ง๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม แต่ละอย่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในตนดีแล้ว ก็กำหนดตามฐานทั้ง ๔ เหล่านั้นแต่ละอย่าง ๆ ที่มีอยู่ในสกลกายของผู้อื่นต่อไป

ครั้นกำหนดตาม ๒ เงื่อนไขนี้บริสุทธิ์ดีแล้ว ให้น้อมเอาฐานเหล่านั้นทั้งที่ปรากฏในตนและผู้อื่นมาเทียบเคียงกันดู จนรู้ประจักษ์แน่ชัดว่ามีความเป็นไปอย่างเดียวกัน คือจะดูของเขา เขาก็เหมือนของเรา ดูของเราก็เหมือนของเขา โดยเงื่อนไขเหล่านี้ประชุมในลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจฺจํ ไม่เที่ยง, ทุกฺขํ เป็นทุกข์, อนตฺตา มิใช่ตัวตน จึงได้ชื่อว่ากำหนดเห็นทั้งภายในภายนอก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:06:39 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 4

การกำหนดที่ถูกต้อง

๑. ต้องมีสติกำหนดรู้ว่า สิ่งเหล่านั้นมีอยู่หรือไม่
๒. ความรู้นั้นก็สักแต่ว่าเป็นความรู้ อย่าให้ไหวตามสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น
๓. สติก็เป็นแต่ว่าสติ เป็นขณะ ทุกขณะ อย่าให้หลงฟั่นเฟือนตามอาการของทุกสิ่ง
๔. ระวังใจ มิให้อาศัยอยู่ ติดอยู่ ในสิ่งเหล่านั้น
๕. ไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งหมดว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา

หลักทั้ง ๕ ข้อนี้นับได้ว่า เป็นหลักใหญ่ของผู้เจริญวิปัสสนาตามหลักของสติปัฏฐาน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:07:10 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 5

ความเข้าใจในสติปัฎฐาน

สติปัฎฐาน คือ การดำรงสติในฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ถ้าดูกันเผิน ๆ จะเข้าใจว่า ยากมาก มีตั้ง ๔ อย่าง ทำอย่างไรจึงจะกำหนดได้ทั้งหมด ตามความเป็นจริงธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วนั้น แสดงไว้ให้พวกเราพากันดำเนินตาม

และถ้าธรรมเหล่านั้น มนุษย์เช่นเราดำเนินตามไม่ได้แล้ว ธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นสักแต่ว่าธรรมเท่านั้น จะไม่มีผลเป็น นิยยานิกะ คือ นำสัตว์ให้พ้นไปจากทุกข์ได้ แต่ผู้ที่ดำเนินตามทางที่พระองค์ทรงแสดงนี้ ได้ถึงความพ้นทุกข์ไปได้แล้วมากมาย ย่อมเป็นพยานให้เห็นได้ว่า เป็นของไม่เหลือวิสัยแน่นอน

และผู้ที่อยากจะพ้นทุกข์นั้นก็ต้องดำเนินตามทางอันนี้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นทางสายเดียวและสายเอกเท่านั้นจึงอย่าไปท้อถอยเลยเพราะมีทางเดียว ฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นของต่อเนื่องถึงกันเป็นลำดับ ไม่ใช่เป็นของที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว

ซึ่งตามความจริงปรากฏแน่ชัด เมื่อรู้กายแล้วก็จักรู้เวทนา รู้เวทนาแล้ว ก็จักรู้จิต รู้จิตแล้วก็รู้จักธรรมฐานทั้ง ๔ นี้ละเอียดขึ้น ๆ เป็นลำดับ ส่วนกายเป็นส่วนที่หยาบกว่าเพื่อน และเห็นได้ง่าย จึงจัดเอาไว้เป็นต้นทางของการเจริญสติปัฎฐาน

ถ้าเรารู้จักฐานทั้ง ๔ ได้โดยพร้อมมูลในขณะเดียวกันนับว่าประเสริฐมาก และเป็นตามความจริงที่ว่า ฐานทั้งสี่รวมกันเป็น เอกายนมรรค คือ เป็นทางอันเดียว มิใช่ ๔ ทาง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:07:47 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 6

หัวใจ ก็นับว่าเป็นหลักสำคัญของการเจริญสติปัฎฐาน คือ หัวใจ (สติ) เป็นตัวกลางของการรู้ตามฐานทั้ง ๔

๑. ว่าโดยกาย หัวใจก็จัดเป็นกายส่วนหนึ่ง
๒. ว่าโดยเวทนา ใจก็เป็นผู้กำหนดรู้ ความเสวยอารมณ์ทั้งหมด
๓. ว่าโดยจิต ใจก็เห็นเหตุของความนึกคิด
๔. ว่าโดยธรรม ใจก็เป็นตัวตั้ง เป็นประธานของธรรม

เพราะฉะนั้นหลักโดยย่อของการเจริญสติปัฎฐาน จึงมีแต่เพียงว่า “พึงกำหนดใจให้อยู่ที่ใจ” เท่านั้นเอง คือรู้แล้วก็ดับไปไม่ปรุงแต่ง เมื่อกำหนดอยู่ที่ใจได้ดีแล้ว ก็จักกำหนดรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ได้โดยถูกต้องและง่าย

เพราะถ้าสติไม่ประกอบกับใจให้ดีเสียก่อนแล้ว การกำหนดในฐานต่าง ๆ คอ กาย เวทนา จิต ธรรม แต่ละอย่าง ๆ ทีละอาการ ก็พลอยเสียไปตามกันเพราะความตั้งมั่นของสติไม่มี เพราะถ้าไม่ทำใจให้อยู่ที่ใจก่อนจะไปหยิบเอาอย่างอื่นมาทำก่อน ประโยชน์ที่จะได้มานั้นไม่คุ้มกับเวลาที่ล่วงไป

เพียงแต่การอบรมใจให้สงบ เป็นสมถะ ตามหลักของสติปัฎฐาน ก็ไม่ยากเย็นนัก ขณะใดเรากำหนด กาย เวทนา จิต ธรรม ได้ในขณะเดียวกัน ขณะนั้นใจก็ตั้งสงบมั่นเป็นสมมาสมาธิ คือ เป็นสมาธิที่ถูกต้อง กำจัดอภิชฌาและโทมนัส ได้โดยไม่ยาก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:08:18 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 7

การกำหนดฐาน ทั้ง ๔ ด้วยใจในขณะเดียวของสมถะ ก็คือ

๑.รู้ว่าตนกำลังบำเพ็ญอยู่ด้วย อิริยาบถใด
๒.เวลาเสวยเวทนาอะไรอยู่ ก็รู้
๓.เวลานั้นจิตบริสุทธิ์ สงบ ก็รู้ว่าจิตบริสุทธิ์ สงบ
๔.รู้ว่าตนมีจิตปราศจาก กามฉันทะ ก็รู้

สมถะ ที่เป็นตามเช่นนี้ จัดว่าเป็นสมถะชั้นเอก เพราะมีความเข้มแข็งเตรียมพร้อม เพื่อจะเข้าสู่สนามรบ คือ ทำสงครามกับกิเลส และค้นคว้าหาข้าศึกที่แอบแฝงอยู่ในบริเวณของตน จึงต้องมีการเตรียมพลังอันสำคัญไว้ก่อน (คือสติที่มั่นคง)

เนื่องจากสมถะที่ถูกอบรมเพื่อวิปัสสนา เมื่อการอบรมเพื่อสมถะเป็นไปโดยเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นก็ควรจะต้องค้นคว้าหาฐานทั้งสี่ให้เข้าใจชัดขึ้น ตามเหตุและผลที่เป็นจริง การรวบรวมกำลังใจ ที่เป็นองค์สมถะ คือ สงบรวมกันเป็นองค์เดียว ที่ฝึกฝนมา ให้มีอยู่เสมอตลอดเวลาของการค้นคว้าเหตุผลนั้นตามความเป็นจริง

เพราะเมื่อจิตมีกำลังมาก การค้นคว้าก็ย่อมไม่รู้สึกลำบาก และย่อมเป็นเหตุให้ค้นคว้าหาเหตุผลที่เป็นจริงได้โดยไม่เคลื่อนคลาดจากความจริง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:08:53 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 8

หลักของความจริงที่จะต้องค้นคว้า ให้ประจักษ์ชัดแก่ใจมีอยู่เพียง ๓ ประการ คือ
๑. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง
๒. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์
๓. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา

การค้นคว้าเป็นกิจสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ค้นคว้าจะต้องมีความเพียรด้วยขันติอันมั่นคง จึงจะสามารถเข้าใจในลักษณะทั้งสามประการได้อย่างชัดเจน กายเป็นส่วนที่จะต้องถูกค้นก่อนฐานใด ๆ ทั้งหมด เพราะเป็นส่วนหยาบที่ปกปิดส่วนละเอียดเอาไว้ เพ่งให้รู้ชัดว่า กายนี้มีความเกิดขึ้นแล้ว ก็จักมีความดับไปเป็นที่สุด แล้วพึงกำหนดใจให้เป็นเครื่องบังคับกายนั้นว่า ไม่มีเรา ไม่มีของ ๆ เรา เพราะที่สุดก็ถูกทำลายไป

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จักพิจารณาเห็นฐานอื่นๆ ที่เหลืออยู่ คือ เวทนา จิต ธรรม ตามลำดับ โดยมีความเข้าใจถูกว่า แม้สิ่งต่าง ๆ ที่เหลืออยู่เหล่านี้ ก็มีความดับไปเป็นธรรมดา จนประจักษ์ชัดว่าดับไปจริง ไม่มีอะไรเหลืออยู่และเกิดความรู้ขึ้นในธรรมเหล่านั้นว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

เมื่อปัญญาเข้าใจถูกเช่นนั้น ปัญญาจึงรู้ชัดลงไปว่า สิ่งทั้งหมดไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ล่วงมาแล้ว หรือปัจจุบันหรือยังมาไม่ถึง หรือว่าจะโดยสามัญลักษณะก็คือ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:09:19 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 9

ฐานทั้ง ๔ เหล่านั้น กายเป็นส่วนรูปขันธ์ เวทนา จิตเป็นส่วนนามขันธ์ รวม กาย เวทนา จิต เข้าด้วยกัน เป็นส่วนธรรมขันธ์ จึงเกิดนิวรณ์ ๔ ขึ้นในธรรมนี้ เมื่อพิจารณาดูให้แน่ชัดด้วยใจแล้ว ก็จะเห็นได้คือ นิวรณ์ ๔ นั้น เกิดขึ้นมาครอบงำจิตก็เพราะ ความไม่รู้เท่าทันฐานทั้งสาม คือ กาย เวทนา จิต

แต่ถ้าเราพิจารณาสิ่งเหล่านี้ออกให้ประจักษ์ แล้วรู้เท่าทันตามความเป็นจริง นิวรณ์ก็ไม่มี เพราะความจริงนั้นก็คือ กาย เวทนา จิต ตามธรรมดา เป็นที่ประชุมเกิดนิวรณ์ นิวรณ์ แปลว่า เครื่องห้าม ถ้าเราไม่รู้ กาย เวทนา จิต อย่างแน่ชัด ก็เป็นเครื่องห้ามอยู่ดี เพราะเมื่อไม่รู้ก็หลง หลงตามกาย ตามเวทนา ตามจิต เป็นบ่อเกิดของความฉิบหายจากความดี ความเป็นจริงกั้นจิตมิให้บรรลุความดีได้

เมื่อเราแยกกายออกพิจารณาให้เห็นชัด ก็จักเห็นเวทนา เมื่อเห็นเวทนาแล้ว ก็จักเห็นจิตเมื่อความเห็นในฐานทั้งสาม คือ กาย เวทนา จิต บริสุทธิ์ดีแล้วก็เห็นธรรมได้โดยง่าย

คำว่าเห็นธรรมนั้นพูดได้ ๒ นัย นัยหนึ่งเห็นว่าฐานทั้งสามเป็นธรรม เครื่องห้ามในเมื่อไม่รู้เท่าทัน อีกนัยหนึ่ง คำว่า ธรรม แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑.สังขตธรรม คือธรรมที่เป็นไปด้วยความปรุงแต่ง
๒.อสังขตธรรม คือธรรมที่ไม่ต้องการความปรุงแต่ง

กาย เวทนา จิต เป็นสังขตธรรม เพราะเป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อเห็นสังขตธรรม แล้วก็จะเห็น อสังขตธรรม โดยธรรมทั้งสองนี้บังคับอยู่ในตัว

เมื่อทำลายสังขตธรรมปรากฏแก่ปัญญาจักษุแล้ว ก็เท่ากับเปิดประตูของอสังขตธรรมด้วย ฉะนั้นคำว่า เห็นธรรม ก็คือเห็นทั้ง สังขตธรรม และอสังขตธรรม


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [29 เม.ย. 2549 , 07:09:54 น.] ( IP = 58.136.212.97 : : )


  สลักธรรม 10

สติปัฎฐาน ๔ เป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์มากจริงๆครับ

และเป็นสิ่งที่เราท่านควรรู้จักเพราะเป็นหนทางเอกที่จะพาชีวิตไปจากสังสารวัฏฏ์ได้ ที่สำคัญเป็นพระพุทธประสงค์จริงๆ

ขอบพระคุณมากครับที่นำมาเผยแผ่ให้ได้อ่านเพื่อสร้างความรู้คือปัญญาครับผม.

โดย พี่เณร [29 เม.ย. 2549 , 08:23:28 น.] ( IP = 58.9.139.96 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org