มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ (๕)






ปุคคลบัญญัติ

คัมภีร์ที่ ๖ ยมก


บาลี

เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูลา ?
เย วา ปน กุสลมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา.
เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลามูเลน เอกมูลา ?
เย วา ปน กุสลมูเล เอกมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา.

คำแปล

อนุโลมปุจฉาว่า ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลของกุศลใช่ไหม ?
ปฏิโลมปุจฉาว่า ก็หรือว่าธรรมะเหล่าใด ที่ชื่อว่าเป็นมูลของกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ?
อนุโลมปุจฉาว่า ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม ?
ปฏิโลมปุจฉาว่า ก็หรือว่า ธรรมะเหล่าใด ที่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ?

โดย ศาลาธรรม [4 พ.ค. 2549 , 09:34:56 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.36 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

หมายเหตุ ตามคำแปล และบาลีเท่าที่ยกมาสวดตามประเพณีทั้งหมดนี้ จะเห็นว่ามีแต่เฉพาะคำถามเท่านั้นทั้งส่วนอนุโลมและปฏิโลมปุจฉาไม่ได้มีคำวิสัชนาอยู่เลย

ถ้าจะทำความเข้าใจเฉพาะบาลีที่ได้นำเอามาสวดกับคำแปลเท่านั้น ก็ย่อมจะทำความเข้าใจให้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นพระหรือชาวบ้านที่ไม่มีพื้นการศึกษาสภาวะอยู่บ้างแล้ว ก็ยิ่งจะมืดแปดด้านเหมือนกับเดินเข้าถ้ำที่ปราศจากแสงสว่างทีเดียว เพื่อให้เกิดแสงสว่างตามที่พอจะทำได้ก็จะขอแยกความเข้าใจไว้ในที่นี้สักเล็กน้อยพอเป็น นิทัสสนนัย

ก่อนอื่นควรจะทราบถึงคำว่า “กุศล” กับคำว่า “มูล คือรากเหง้าของกุศล” เสียก่อน จึงจะแยกออกว่าอะไร เป็นอะไร ไม่อย่างนั้น มันจะปนกันไปหมดอย่างชนิดที่ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้เลย

ก็คำว่า “กุศล” เท่าที่ทรงแสดงองค์ธรรมไว้ในกุสลติกะนั้นก็ได้แก่ กุศลจิต ๒๑ กับเจตสิกที่เกิดร่วมกันอีก ๓๘ เท่านั้น

ส่วนมูลที่เป็นรากเหง้าของกุศลนั้น มี ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ เท่านั้น ที่ว่านี้ เป็นองค์ธรรมของข้อความในพระบาลีทั้ง ๔ ตอนนี้

โดย ศาลาธรรม [4 พ.ค. 2549 , 09:35:55 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 2

เมื่อได้รับทราบถึงตัวธรรมะของคำว่า “กุศล” และคำว่า “มูลคือรากเหง้าของกุศล” แล้ว ก็หันมาพิจารณาดูพระบาลี และคำแปลที่ได้ยกเอามาสวดกันดูว่า ตามคำถามที่ได้ถามนั้น หมายความถึงอะไร ?

คำถามในอนุโลมปุจฉาที่เป็นสันนิษฐานบทที่ว่า

เย เกจิ กุสลา ธมฺมา ? ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู่, สพฺเพ เต กุสลมูลา ? ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลของกุศลใช่ไหม ?

ซึ่งคำถามตอนหลังนี้เป็นอนุโลมปุจฉา สังสยบท ก็จะมีคำวิสัชนาออกมาว่า ตีเณว กุสลมูลานิ, อวเสลา ธมฺมา น กุสล-มูลา. ความว่า

เฉพาะความไม่โลภ ความไม่โกรธ และความไม่หลง ๓ ตัวนี้เท่านั้น ที่จัดเป็นมูลคือรากเหง้าของกุศล, กุศลธรรมที่เหลือคือกุศลจิต ๒๑ เจตสิกอีก ๓๕ (โดยยกเอากุศลเหตุ ๓ ตัว ที่ออกไปเสียแล้ว) เป็นเพียงกุศล แต่ไม่ใช่เป็นมูลคือรากเหง้าของกุศล ฯ

โดย ศาลาธรรม [4 พ.ค. 2549 , 09:36:20 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 3

ส่วนบาลีในปฏิโลมปุจฉาทั้งสันนิฏฐานบท และสังสยบทที่ว่า

เย วา ปน กุสลมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ? ความว่า ก็หรือว่า ธรรมะเหล่าใดที่ว่าเป็นมูลของกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ?

คำวิสัชนาก็จะออกมาว่า อามนฺตา. รับรองว่า “ใช่” ที่ว่านี้หมายความว่ากุศลมูลคือตัวของความไม่โลภ ความไม่โกรธและความไม่หลงซึ่งเป็นรากเหง้าของกุศลนั้น นอกจากตัวเขาจะเป็นรากเหง้าให้เกิดกุศลแล้ว ตัวเองก็เป็นกุศลด้วย

(ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของบาลีที่เป็นคำถามในตอนแรก พูดถึงเรื่องของมูล มูลของกุศลกับกุศลเท่านั้น)

โดย ศาลาธรรม [4 พ.ค. 2549 , 09:36:52 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 4

ส่วนพระบาลีในท่อนที่ ๒ ต่อมาที่ว่า

เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลา ? ความว่า ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่งซึ่งเป็นกุศลมีอยู่ทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม ?

เมื่อมีคำถามขึ้นมาอย่างนี้ คำวิสัชนาก็จะออกมาว่า อามนฺตา. ซึ่งแปลว่า “ใช่” ที่ว่านี้หมายความว่า กุศลธรรมทั้งหมดที่เกิดร่วมกันเมื่อจะแยกออกให้เห็นชัด ๆ แล้ว ก็พอจะจำกัดความได้ว่า

ในกุศลจิตตุปบาทอย่างหนึ่ง เช่นเกิดจิตกุศลขึ้น ๑ จะมีเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกันถึง ๓๘ คราวนี้ในเจตสิก ๓๘ นั้น ก็ยกเอา เจตสิกที่เป็นมูลของกุศลคือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ออกเสีย ๓ ตัว ส่วนที่เหลืออีก ๓๕ และจิตอีก ๑ เป็น ๓๖

เมื่อถามว่า กุศลจิต ๑ กับเจตสิกที่นอกจากมูลอีก ๓๕นั้น ทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศมูลใช่ไหม ตอบว่า “ใช่” ที่ว่านี้หมายความว่า มี ๒ อย่างด้วยกันคือ

อย่างที่ ๑ กุศลจิต ๑ กับเจตสิกที่เหลือจากมูล ๓๕ ก็เป็นธรรมที่มีมูลเป็นอันเดียวกับกุศลมูลคือตัว อโลภะ อโทสะ และอโมหะ

อย่างที่ ๒ หมายเอาตัวมูลเองก็มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลเหมือนกันคือ อโลภะ ก็มีอโทสะและอโมหะเป็นมูล อโทสะ ก็มีอโลภะและ อโมหะเป็นมูล และอโมหะ ก็มีอโลภะและอโทสะเป็นมูล เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีมูล” เป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลตามบาลีนั้น

โดย ศาลาธรรม [4 พ.ค. 2549 , 09:37:34 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 5

ข้อสังเกตเกี่ยวกับคัมภีร์ยมก เท่าที่ได้ยกเอามาสวดนี้ มีเพียงคำถามเท่านั้น และก็ย่อเอามาเฉพาะมูลยมก กล่าวถึงเรื่องกุศลมูลของกุศลและธรรมที่เป็นมูลเดียวกันกับกุศลเท่านั้น ในส่วนที่ยังเหลืออีกมากมายถึง ๑๐ คัมภีร์ และในคัมภีร์หนึ่ง ๆ ก็มีมากมาย เช่นในมูลยมกนิทเทสวารของกุศลติกะ ก็มีถึง ๑๐ วาระ และใน ๑๐ วาระนั้น ก็มีถึง ๔ นัยคือ

กุศลบท ๔ นัย คือ มูลนัย ๑ มูลมูลนัย ๑ มูลกนัย มูลมูลกนัย ๑ แม้ในอกุศลบทและอัพยากตบทก็มี อย่าง ๔ นัยเหมือนกัน นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีนามบทอีก ๔ นัย ถือ มูลนัย ๑ มูลมูลนัย ๑ มูลกนัย ๑ มูลมูลนัย ๑ เมื่อทรงแสดงมูลยมกจบแล้ว ก็ทรงแสดง ขันธยมก อายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก สังขารยมก อนุสยยมก จิตตยมก และอินทริยยมก ในยมกเหล่านี้ก็ทรงแสดงไว้อีกมากมาย เช่นทรงแสดงถึงมหาวาระไว้ ในอนุสยยกว่า อุปปัตติวาระ มหาวาระ

๑. อนุสยวาระ แยกออกเป็น ๓ ตอน คือ อนุโลมบุคคล อนุโลมโอกาส และอนุโลมปุคคโลกาส และแยกออกอีก ๓ ตอน คือ ปฏิโลมบุคคล ปฏิโลมโอกาส และปฏิโลมปุคคโลกาส
๒. สานุสยวาระ แยกออกเป็น ๒ ตอน คือ เป็นฝ่ายอนุโลม ๓ คือ อนุโลมบุคคล อนุโลมโอกาส อนุโลมปุคคโลกาส แม้ฝ่ายปฏิโลมก็มี ๓ เช่นกัน
๓. ปชหนวาระ ฝ่ายอนุโลม ๓ ฝ่ายปฏิโลม ๓ รวมเป็น ๖
๔. ปริญญาวาระ ฝ่ายอนุโลม ๓ ฝ่ายปฏิโลม ๓ รวมเป็น ๖
๕. ปหีนวาระ ฝ่ายอนุโลม ๓ ฝ่ายปฏิโลม ๓ รวมเป็น ๖

แม้ในยมกที่ยังเหลืออีก ๙ ยมก หรือ ๙ คัมภีร์ที่ยังมิได้ยกมาแสดง ก็ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์นั้นอย่างวิจิตรพิสดารเช่นกัน ผู้ต้องการโปรดตรวจดูได้ในที่นั้นเถิด เพราะในอรรถกถาปัญจปกรณ์แก้คัมภีร์ที่หกได้อธิบายไว้อย่างวิจิตรพิสดารแล้ว สำหรับในสถานที่นี้จะขอยกเอามาแสดงไว้พอเป็นนิทัสสนนัยเท่านั้น ฯ

จบคัมภีร์ยมก


โดย ศาลาธรรม [4 พ.ค. 2549 , 09:38:59 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.36 )


  สลักธรรม 6


คัมภีร์นี้ช่างล้ำลึก ทรงตั้งคำถามมกลับไปกลับมาครอบคลุมทุกด้าน

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย พี่ดา [4 พ.ค. 2549 , 12:47:29 น.] ( IP = 124.121.174.150 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณค่ะ
คัมภีร์นี้นอกจากจะลึกซึ้งแล้ว
การถามการตอบทในอนุโลมปุจฉา และปฏิโลมปุจฉา

ทำให้เข้าใจในหมวดธรรมอันลึกซึ้ง
และทำให้ผู้ตอบเป็นบุคคลที่มีความละเอียดรอบคอบต่อสภาวะธรรมยิ่งขึ้น

เพราะสภาพธรรมบางอย่างอาจจะคล้ายกัน
แต่ก็มีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน

โดย น้องอุ๊ [4 พ.ค. 2549 , 17:50:51 น.] ( IP = 61.47.101.27 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org