มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


โพชฌงค์ ๗







อินทรีย์และพละ ๕

โพชฌงค์ ๗


ธรรมที่อุดหนุนผู้ปฏิบัติ ให้เป็นผู้รู้ตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าเรียกว่า โพชฌงค์ แบ่งออกเป็น ๗ ประการ ซึ่งแต่ละประการล้วนเป็นหลักสำคัญในการอบรมจิต ให้มุ่งตรงต่อสันติสุขทั้งสิ้นผู้ที่หวังความสงบสุขแท้จริง ตามวิธีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะขาดแม้แต่ข้อเดียวไม่ได้เลย คือ

๑. สติ ความระลึกได้
๒. ธมฺมวิจยะ ความค้นคว้าหาเหตุผลของธรรม
๓. วิริยะ ความพากเพียรมุ่งตรงต่อสันติสุข
๔. ปีติ ความดื่มธรรมที่ตนได้ค้นพบแล้ว
๕. ปสฺสทฺธิ ความสงบ
๖. สมาธิ ใจมุ่งตรงต่ออารมณ์อันเดียว
๗. อุเปกฺขา ใจเพ่งเฉย

ถ้าแบ่งหัวข้อทั้ง ๗ นี้ให้ละเอียดออกไปอีก คือ

สติ ความระลึกในธรรมภายใน ๑ ภายนอก ๑
ธมฺมวิจยะ พิจารณาธรรมภายใน ๑ ภายนอก ๑
วิริยะ ความเพียรทางกาย ๑ ทางจิต ๑
ปีติ ความดื่มธรรมประกอบด้วยวิตกวิจาร ๑ ไม่มีวิตกวิจาร ๑
ปสฺสทฺธิ ความสงบกาย ๑ สงบจิต ๑
สมาธิ มีวิตกวิจาร ๑ ไม่มีวิตกวิจาร ๑
อุเปกฺขา ความเพ่งเฉยภายใน ๑ ภายนอก ๑

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ค. 2549 , 08:45:45 น.] ( IP = 58.136.212.72 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ธรรมเหล่านี้ส่งเสริมกำลังของกันและกันมาโดยลำดับตั้งแต่สติจนถึงอุเบกขา ผู้ปฏิบัติธรรมต้องอบรมสติให้บริบูรณ์ตามหลักของสติปัฎฐาน แล้วน้อมใจไปเพื่อการค้นคว้าเหตุผลตามความจริง โดยเฉพาะการค้นคว้านั้นต้องเป็นไปใน สายสัมพันธ์ของชีพ คือ ค้นจากปัจจุบันลงไปหาอดีต จากอดีตขึ้นมาหาปัจจุบัน การค้นชนิดนี้ย่อมดำเนินตรงไปสู่ความเป็นอิสระของดวงจิต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ตรงสู่ความพ้นทุกข์ เรียกว่า วิริยะ

เหตุผลของธรรมที่ค้นคว้าเห็นประจักษ์ชัดแล้ว ย่อมไม่มีการลืมเลือน ซึ่งทุกสิ่งทุกข้อถูกค้นคว้าประจักษ์และเก็บไว้แล้ว ซึ่งจะเรียกการเก็บนั้นว่าการดื่ม หรือ ปีติ

ลักษณะของปีติก็คือปลูกความเบิกบานให้แก่กายและใจ เป็นความเยือกเย็นทั้งกายและใจ ที่สนิทแนบแน่น แต่ก็ยังเป็นเพียงยาชูกำลังของนักค้นคว้าตามหลักของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ยังไม่ใช่สันติสุขที่แท้จริง

ปีติให้ผลคือ ปัสสัทธิ ความสงบกายและใจ กายและใจที่เบาบางจากความเสียดแทงให้เจ็บปวดลงทีละน้อย ๆตามอำนาจของปีติ เรียกว่า ปัสสัทธิ

เมื่อปัสสัทธิมีมากขึ้นเท่าใดก็อำนวยผลให้จิตรวมกำลังกันเป็นดวงเดียวเร็วขึ้นเท่านั้น จิตที่รวมกำลังกันนั้นเรียกว่า สมาธิ สมาธิเป็นชื่อของใจที่มั่นคง เมื่อสมาธิมีมากขึ้นเท่าไร ก็อุดหนุนให้เกิดอุเบกขามากขึ้นเท่านั้น

และความเพ่งเฉยของจิตนั้น เป็นบาทฐานของ ญาณทัสสนะ คือ ความรู้เห็นความจริงตามส่วนของชีววิทยา คือ เรื่องเกี่ยวกับชีวิตจิตใจ เพราะฉะนั้น อุเบกขาจึงนับว่าสำคัญที่สุด ที่จะต้องเอาใจใส่อบรมบำรุงให้เกิด ให้มีขึ้นในตนเป็นอย่างมาก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ค. 2549 , 08:46:27 น.] ( IP = 58.136.212.72 : : )


  สลักธรรม 2

ดังนั้นการค้นหาความจริงตามหลักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งมาก ประกอบไปด้วยเหตุผลทุกแง่ทุกมุม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ได้พากันค้นคว้าเรื่อง ชีววิทยา กันมาอย่างมากมาย แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงเหตุที่แท้จริง เช่น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชี้เหตุผลของ “ชีววิทยา” ไว้อย่างแจ่มแจ้ง ทั้งในส่วนทุกข์และส่วนสุข ว่าต้นเหตุมาจากไหน ส่วนนักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์และชี้แจงได้เฉพาะความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของร่างกาย “ชีว” เท่านั้น ก็เพราะผู้ค้นคว้าเหล่านั้น ไม่มีธรรมเครื่องอุดหนุนให้มีกำลัง ๗ ประการให้ครบบริบูรณ์

โพชฌงค์ ทั้ง ๗ เป็นองค์ประกอบกับชีวิตของนักพิสูจน์เหตุผล ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงเบื้องปลาย จัดเป็น ๕ ชั้น คือ

๑. ชั้นเตรียมหรือชั้นฝึกหัด
๒. ชั้นสมถะ
๓. ชั้นวิปัสสนา
๔. ชั้นเสขะ
๕. ชั้นอเสขะ

ว่าโดยธรรมที่อาศัยกัน ที่สำคัญที่สุดโดยส่วนเหตุ ก็คือ ธัมมวิจยะ คือความค้นคว้าหาเหตุผล ผู้ที่ปฏิบัติจะขาด ธัมมวิจยะ ไม่ได้เลยเป็นอันขาด อุเบกขา คือความเพ่งเฉยของดวงจิต เป็นผลของธัมมวิจยะอีกทีหนึ่ง และอุเบกขา จัดเป็นธรรมที่สำคัญที่สุดโดยฐาน เพราะเป็นเหตุแห่ง ญาณทัสสนะ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ค. 2549 , 08:46:48 น.] ( IP = 58.136.212.72 : : )


  สลักธรรม 3

ชั้นเตรียมและชั้นสมถะ

กำหนดองค์โพชฌงค์ด้วย สมาธิ เพราะสมาธิเป็นหัวหน้าแห่งธรรมทั้งหมดในส่วนปรากฏ ผู้ปฎิบัติที่ปราศจากสมาธิ จะมีโพชฌงค์บริบูรณ์ตามหลักไม่ได้ สมาธิแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑. อุปจารสมาธิ กำลังใจสามารถน้อมเอาอารมณ์ภายนอกเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนวัตถุให้มาอยู่ในใจได้
๒. อัปปนาสมาธิ กำลังใจสามารถตั้งเข็มมุ่งอยู่เฉพาะในกายของตนได้ ไม่วิ่งไปสู่อารมณ์ภายนอก

ผู้ที่มีใจตั้งมั่นเป็น อุปจารสมาธิ จัดเป็นชั้นเตรียม อัปปนาสมาธิ จัดเป็นชั้นสมถะ ทั้ง ๒ ชั้นนี้ สมรรถภาพของดวงจิต มีพิเศษกว่ากันตามลำดับ แต่ต้องคงอยู่ในฐานเป็นเหตุของวิปัสสนา ด้วยกันทั้งนั้น

สมาธิว่าโดยลักษณะ ซึ่งเป็นเหตุต่างกันแล้ว ก็มีเพียง ๒ ชนิด อุปจารสมาธิ เป็นการก้าวครั้งแรกจากจิตธรรมสู่โพชฌงค์ อัปปนาสมาธิ เป็นการก้าวครั้งที่ ๒ คือการตั้งระยะแห่งการตั้งฐานของจิต คือ ฝึกจิตให้มั่นคง มีกำลังไม่ท้อถอยในการค้นคว้า ให้สำเร็จในเมื่อจิตเป็น อัปปนาสมาธิแล้ว

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ค. 2549 , 08:47:09 น.] ( IP = 58.136.212.72 : : )


  สลักธรรม 4

ชั้นวิปัสสนา

ชั้นวิปัสสนา เป็นชั้นที่ ๓ ชั้นนี้มีความรู้เห็นเกิดขึ้นในจิต เรียกว่า ญาณทัสสนะ เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นคว้าหาเหตุผลความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติที่จะค้นคว้าหาเหตุผลตามความเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อญาณทัสสนะเกิดขึ้นแล้ว เหตุให้เกิดทุกข์ทุกชนิดจะถูกตัดออก และเหตุให้เกิดสุขต้องถูกบำรุงให้มีขึ้น ตามลำดับ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ค. 2549 , 08:47:31 น.] ( IP = 58.136.212.72 : : )


  สลักธรรม 5

ชั้นเสขะ

ชั้นที่ ๔ ชั้นนี้เป็นชั้นของผู้ปฏิบัติหรือนักพิสูจน์ ได้รับผลของการค้นคว้าบ้างแล้ว โดยสามารถค้นเห็นเงื่อนต้น และเงื่อนปลาย ของความเกิดและดับแห่งสายสัมพันธ์ของชีพที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท คือ รู้ความจริงในเรื่อง “ชีวะ” ไม่มีความสงสัย

ผู้ปฏิบัติชั้นนี้ แบ่งออกเป็น ๓ คือ โสตาปนฺน ผู้ถึงกระแสพระนิพพานเป็นปฐม สกิทาคามี ผู้ถึงกระแสพระนิพพานเป็นครั้งที่ ๒ อนาคามี ผู้ถึงกระแสพระนิพพานเป็นครั้งที่ ๓ รวมเรียกผู้ปฏิบัติทั้ง ๓ ชั้นนี้ว่า พระเสขะ คือ ผู้ยังต้องศึกษาอยู่อีก เพราะยังไม่ถึงแก่นแท้แห่งอภิปรัชญา

“สังโยชน์” คือกิเลสเครื่องผูกพันจิต แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดที่ฉุดจิตให้มุ่งไปในทางชั่ว ๑ ชนิดที่ฉุดจิตให้ติดอยู่กับความเพลิน ๑ พระเสขะชั้นที่ ๓ คือ อนาคามี สามารถตัดชนิดที่ฉุดลงไปเบื้องต่ำคือ ทางชั่วได้เด็ดขาด ส่วนพระเสขะอีก ๒ เบื้องต้น ก็ยังสามารถตัดได้เด็ดขาด ตามกำลังแห่งปัญญาตนเท่านั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ค. 2549 , 08:47:49 น.] ( IP = 58.136.212.72 : : )


  สลักธรรม 6

ชั้นอเสขะ

ชั้นที่ ๕ ชั้นนี้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุถึงแก่นแห่งอภิปรัชญาแล้วโพชฌงค์ทั้ง ๗ ได้ถูกอบรมให้เต็มที่ ในชั้นนี้ สังโยชน์ทั้ง ๒ ชนิดได้ถูกพระอเสขะ ทำลายเสียหมดสิ้น สมรรถภาพของจิตได้มีขึ้นอย่างสมบูรณ์

พระอเสขะ แปลว่า ผู้เสร็จการศึกษา หรือผู้ไม่ต้องศึกษาอีก หมายถึง ผู้เข้าใจในหลักวิทยาต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว

ตามระยะธรรมดาของโพชฌงค์ ทั้ง ๗ นับจาก สติ จนถึง อุเบกขา รวมเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติดำเนินเป็นกลาง ๆ หมายถึง การกระทำที่ไม่ประมาท พยายามปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังและมั่นคง ทุก ๆ ระยะ ที่ก้าวไปของการปฏิบัติ


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ค. 2549 , 08:48:07 น.] ( IP = 58.136.212.72 : : )


  สลักธรรม 7


โพชฌงค์ ๗ เป็นข้อธรรมที่ยากที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ โพชฌงค์ ๗ แต่ละข้อ ก็เป็นปัจจัยอุปการะแก่กัน แถมยังมีระเบียบความเป็นไปถึง ๕ ขั้นตอน

กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

โดย พี่ดา [5 พ.ค. 2549 , 09:41:39 น.] ( IP = 124.121.172.181 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org