มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ (๖)






ยมก

คัมภีร์ที่ ๕ กถาวัตถุ


บาลี

ปฺคคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกตฺถปรมตฺเถนาติ ?
อามนฺตา.
โย สจฺฉิกตฺโถ ปรมตฺโถ, ตโต โส ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกตฺถปรมตฺเถนาติ ?
นเหวํ วตฺตพฺเพ, อาชานาหิ หิคฺคหํ, หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ, สจฺฉิกตฺถปรมตฺเถน ?
เตน วต รเ วตฺตพฺเพ. โย สจฺฉิกตฺโถ ปรมตฺโถ, ตโต โส ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกตฺถปรมตฺ เถนาติ มิจฺฉา.

คำแปล

สกวาที ถามว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และโดยอรรถที่อย่างยิ่งกระนั้นหรือ ?

ปรวาที ตอบว่า ใช่ ฯ

สกวาที ซักต่อไปว่า สภาพใดที่มีอรรถอันแจ่มแจ้ง และมีอรรถอย่างยิง มีปรากฎอยู่ ท่านเข้าไปหยั่งเห็นบุคคลนั้น โดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และโดยอรรถอันยิ่งกระนั้นหรือ ?

ปรวาที กล่าวปฏิเสธว่า ไม่สมควรจะกล่าวอย่างนั้น

สกวาที กล่าวว่า ท่านรู้แต่พลั้งไป ถ้าว่า ท่านหยั่งรู้เห็นบุคคลได้โดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และอรรถอย่างยิ่งได้แล้วไซร้ ?

เพราะเหตุนั้นแล ท่านก็ควรจะกล่าวว่า สภาพใดมีอรรถที่แจ่มแจ้ง และมีอรรถอย่างยิ่งมีปรากฎอยู่ ข้าพเจ้าก็เข้าไปหยั่งเห็นบุคคลนั้น โดยอรรถที่แจ่มแจ้งและโดยอรรถอันเยี่ยมยิ่งได้ เพราะเหตุนั้น ดังนี้

โดย ศาลาธรรม [6 พ.ค. 2549 , 07:45:12 น.] ( IP = 58.136.212.12 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

(ในปัญหากรรมนี้ ท่านควรจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าไปหยั่งเห็นบุคคลโดยอรรถที่แจ่มแจ้งแลโดยที่อย่างยิ่ง แต่ไม่สมควรจะกล่าวว่า สภาพใดมีอรรถที่แจ่มแจ้ง และมีอรรถอันอย่างยิ่งปรากฎอยู่ ข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นบุคคลนั้นโดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และโดยอรรถที่อย่างยิ่งดังนี้ คำของท่าน) จึงผิดพลาด ฯ

หมายเหตุ อันที่จริงบาลีตรงนี้ มีบาลีเต็ม แต่ในอภิธรรมคัมภีร์ที่ ๕ เท่าที่โบราณาจารย์ของเราคัดมา ไม่ได้เอามาด้วย แต่เวลาแปลก็แปลให้เต็มบาลีที่มีอยู่ ฯ

ข้อความที่ควรทำความเข้าใจในคัมภีร์นี้ เป็นคัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตร ได้ยึดเอานัยเท่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาไว้แล้ว ก็ตั้งเป็นรูปสกวาที และตบกันเป็นสูตรสำหรับถาม ๕๐๐ สูตร และสูตรสำหรับแก้อีก ๕๐๐ สูตร เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการที่จะทำลายทิฐิ คือความเห็นที่ผิดพลาดของฝ่ายอื่นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคำสอนในพระพุทธศาสนานี้นั่นเอง รวมคำถามของฝ่ายพุทธ ๕๐๐ ของฝ่ายอื่น ๕๐๐ สูตร จึงรวมเป็น ๑,๐๐๐ สูตรพอดี สำหรับท่านที่สนใจโปรดตรวจดูได้ในกถาวัตถุ และอรรถกถาที่ท่านได้แก้ไว้อย่างวิจิตรพิสดารแล้ว ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ ฯ

จบคัมภีร์กถาวัตถุ

โดย ศาลาธรรม [6 พ.ค. 2549 , 07:45:56 น.] ( IP = 58.136.212.12 : : )


  สลักธรรม 2

คัมภีร์ที่ ๗ มหาปัฏฐาน


บาลี

เหตุปจฺจโย, อารมฺมณปจฺจโย, อธิปติปจฺจโย, อนนฺตรปจฺจโย, สมนนฺตรปจฺจโย, สหชาตปจฺจโย, อญฺญมญฺญปจฺจโย, นิสฺสยปจฺจโย, อุปนิสฺสยปจฺจโย, ปุเรชาตปจฺจโย, ปจฺฉาชาตปจฺจโย, อาเสวนปจฺจโย, กมฺมปจฺจโย, วิปากปจฺจโย, อาหารปจฺจโย, อินฺทริยปจฺจโย, ฌานปจฺจโย, มคฺคปจฺจโย, สมฺปยุตฺตปจฺจโย, วิปฺปยุตฺตปจฺจโย, อตฺถิปจฺจโย, นตฺถิปจฺจโย, วิคตปจฺจโย, อวิคตปจฺจโย.

คำแปล

ธรรมที่มีเหตุหกเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีอารมณ์หกเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีอธิบดีสองประเภทเป็น ปัจจัย, ธรรมที่มีนามขันธ์ที่ดับไปอย่างหาระหว่างขั้นมิได้เป็นปัจจัย. ธรรมะที่มีนามขันธ์ที่ดับไปอย่างหาระหว่างคั่นมิได้โดยลำดับเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีธรรมเป็นที่อาศัยสองประเภทเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีธรรมอาศัยกันอย่างมีกำลังแรงสามประเภทเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีรูปธรรมที่เกิดก่อนสองประเภทเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนามขันธ์ซึ่งเกิดในภายหลังเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีอาเสวนชวนะเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีเจตนากรรมสองประเภทเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีมรรถเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีวิบากเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีฌานเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีธรรมเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนามขันธ์สมปยุตกันเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนามรูปเป็นวิปปยุตกันเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีรูปนามที่กำลังมีอยู่เป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนามขันธ์ที่ไม่มีแล้วเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนามขันธ์ที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัย, และธรรมะที่มีนามรูปที่ยังไม่ดับไปเป็นปัจจัย ฯ

โดย ศาลาธรรม [6 พ.ค. 2549 , 07:46:42 น.] ( IP = 58.136.212.12 : : )


  สลักธรรม 3

อธิบายโดยย่อ ในคัมภีร์ปัฏฐานมหาปกรณ์นี้ เป็นคัมภีร์ที่ทรงแสดงไว้อย่างกว้างขวางวิจิตรพิสดารอย่างเหลือเกิน ซึ่งก็พอจะสรุปให้เห็นเป็นรูปร่างย่อ ๆ ดังต่อไปนี้ คือ ธรรมะทั้งหมดที่มีปรากฎอย่างในปัจจัย ๒๔ นี้ ถ้าจะจัดเข้าเป็นตอน ๆ แล้วจัดเป็น ๓ ตอน คือ

๑.ธรรมะที่เป็นฝ่ายปัจจัย คือ ผู้อุปการะ
๒.ธรรมะที่เป็นฝ่ายปัจจยุบัน คือ ผู้ได้รับอุปการะหรือที่เกิดมาจากปัจจัย
๓.ธรรมที่นกเหนือออกไปจากธรรมที่เกิดจากปัจจัย เช่น อย่างอารัมมณปัจจัยเป็นตัวอย่าง

รูปารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดการเห็น รูปารมณ์เป็นตัวปัจจัย ส่วนการเห็นและเจตสิกที่เกิดร่วมอีก ๗ ผัสสะ เป็นต้น ก็เป็นปัจจยุบัน คือ เป็นธรรมที่เกิดจากรูปารมณ์เป็นปัจจัยให้ ส่วนปรมัตถธรรม คือจิต เจตสิก และรูปที่เหลือซึ่งไม่ได้มีปรากฎอยู่ในปัจจุบันธรรมนั้น ก็เป็นปัจจนิกไป

เหตุนั้นจึงรวมความได้ว่า ธรรมะที่เป็นปัจจัยก็คือเป็นผู้ให้อุปการะ ธรรมะที่เป็นปัจจยุบันที่เกิดจากปัจจัยก็คือผู้รับ ส่วนธรรมะที่ไม่ได้รับ อุปการะก็ตกเป็นปัจจนิกธรรมไป จากนั้นก็ทรงแสดงไว้ถึง ๗ วาระ และแสดงไปตามติกาะ ๒๒ ทุกะ ๑๐๐ แสดงอนุโลม ๑ เป็นปฏิโลม ๑ อนุโลมปฏิโลม ๑ เป็นต้น ฯ

จบคัมภีร์มหาปัฏฐาน


โดย ศาลาธรรม [6 พ.ค. 2549 , 07:47:13 น.] ( IP = 58.136.212.12 : : )


  สลักธรรม 4

อนุโมทนาค่ะ

และกราบขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา [8 พ.ค. 2549 , 08:28:27 น.] ( IP = 124.121.173.192 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org