| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๗)
![]()
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๗)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
วัตถุหรือสสาร(Matter) คือสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕ สสารเป็นสิ่งซึ่งมีน้ำหนัก มีเนื้อที่ของตัวมันเอง และมีมวล (Mass) ด้วยเหตุนี้เอง จึงอาจชั่งตวงสสารนั้นได้ เช่น ก้อนหิน เหล็ก น้ำมัน อากาศ ฯลฯ เป็นต้น
สสารบางชนิด เราสามารถมองดูด้วยตาแล้วเห็นได้ เช่น ดิน น้ำ ก้อนเมฆ แต่ก็มีสสารอีกหลายชนิดเหมือนกันที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตัวอย่างเช่นอากาศ เชื้อโรค ก๊าซไนโตรเจน แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นสสารที่มองไม่เห็นด้วยการดูตามธรรมดา นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะชั่งน้ำหนักของมันได้ แม้เชื้อโรคบางชนิดก็ใช้กล้องจุลทัศน์ส่องขยายมันจนเห็น และเมื่อลมพัดมาถูกต้องร่งกายเข้า ก็รู้ได้แน่ว่า อากาศมันเคลื่อนไหว และอากาศก็ชั่งตวงได้
ยังมีธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่ไม่อาจจะทราบได้ด้วยการสัมผัสจากประสาททั้ง ๕ ธรรมชาติดังกล่าวนี้ไม่มีน้ำหนัก จึงชั่งไม่ได้ ไม่ต้องการที่อยู่ จึงไม่อาจจะตวงได้ เราไม่เรียกว่าวัตถุหรือสสาร ธรรมชาตินั้นก็ได้แก่แสงสว่าง เสียง ความร้อน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ความเร็ว เป็นต้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า พลังงาน(energy) คือมีความสามารถที่จะทำงานได้ สิ่งใดที่มีความสามารถทำงานได้ เราเรียกว่าพลังงาน สิ่งใดที่มีความสามารถทำงานได้มาก สิ่งนั้นก็นับได้ว่ามีพลังงานมาก สิ่งใดที่สามารถทำงานได้น้อย ก็มีพลังงานลดลงไปตามส่วน
สำหรับในพระพุทธศาสนานั้น อธิบายถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปอีกแบบหนึ่ง แม้แต่คำเรียกชื่อ เช่นคำว่า ธาตุ เป็นต้น วิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนามีความมุ่งหมายที่จะอธิบายไปคนละทาง ทั้งการเรียกชื่อก็ไม่เหมือนกัน เช่นไม่ได้เรียกว่า สสาร ไม่ได้เรียกว่า พลังงาน แต่เรียกว่า "รูป" เป็นต้น
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 พ.ค. 2549 , 10:39:34 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 1
คำว่า "รูป" นั้น ในปรมัตถทีปนีฎีกาแสดงไว้ว่า "รุปฺปนตีติ รูปํ" ได้แก่ธรรมชาติที่มีความปันแปรแตกดับ ดังได้กล่าวมาแล้ว
คำว่า "รูป" นี้ มีหลักฐานบาลีแสดงอยู่อีกหลายแห่ง แต่เมื่อรวบรวมใจความแล้วก็ได้แก่ธรรมชาติที่ผันแปรเปลี่ยนแปลง (รุปฺปนลกฺขณํ) อยู่เสมอ ด้วยอำนาจของความเย็นและความร้อน หรือสลายตัวไปได้ด้วยกระทบกับเหตุอันเป็นปฏิปักษ์ หรือเหตุที่ไม่ถูกกัน เรียกว่า วิโรธปัจจัย เช่น เย็น ร้อน หิว กระหาย แดด ลม ยุงกัด เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้รูปยังเป็น อพยากตธรรม คือเป็นธรรมชาติที่ไม่เป็นบุญและไม่เป็นบาป และรู้สึกนึกคิดอะไรไม่ได้เลย (นามคือจิต เป็นบุญเป็นบาปได้ รู้อารมณืได้) ส่วนที่ว่ามีอะไรบ้างที่เป็นเหตุทำให้รูปเกิดขึ้นมา จะได้กล่าวถึงในหมวดที่ ๓ คือ รูปสมุฏฐานนัย
ในเรื่องของความรู้สึกนึกคิด เห็น ได้ยิน หรือรู้อารมณ์ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากมีความเข้าใจว่าเป็นรูป โดยยกเอามันสมองและระบบประสาท ซึ่งตรงกันข้ามกับพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาแสดงว่า รูปจะรู้อะไรไม่ได้เลยเป็นอันขาด
ในเรื่องสมองและระบบประสาทมีความคิดนึกรู้สึกได้นี้ ได้ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานแสนนาน เพราะท่านนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งมีความเข้าใจเช่นนั้น แต่ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยา ซึ่งศึกษาวิชาว่าด้วยเรื่องของจิตใจโดยเฉพาะ ว่าไม่ใช่แต่ก็ไม่อาจจะอธิบายได้ว่า จิตใจนั้นคืออะไร จึงได้ให้ผู้ศึกษาเข้าใจในเรื่องจิตใจว่า "ธรรมชาติที่สนองตอบต่อสิ่งเร้า" โดยยึดเอาพฤติกรรมที่แสดงออกมาตั้งเพื่อให้ศึกษากันไปพลางก่อนโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 พ.ค. 2549 , 10:41:12 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 2พระพุทธศาสนาได้แสดงเรื่องของจิตหรือวิญญาณ อันเป็นะรรมชาติที่รู้สึกนึกคิด เห็น หรือได้ยิน เอาไว้ตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว แต่แม้จะนานอีกสักเท่าใด ก็ไม่ต้องแก้ไขเพราะเป็นปรมัตถธรรม
ผู้ศึกษาพระอภิธรรมท่านหนึ่ง เป็นแพทย์ผู้เป็นอาจารย์บรรยายวิชากายวิภาคแก่นักศึกษาแพทย์แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ยืนยันว่า มันสมองไม่ใช่จิตและคิดนึกอะไรไม่ได้
สำหรับคำว่า "รูป" ในพระพุทธศาสนานั้น มีคำจำกัดความตลอดจนคำอธิบายแตกต่างกันไปคนละแง่กับในวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะความมุ่งหมายของผู้ให้การศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์นั้นปรารถนาจะปลูกเพาะให้ผู้ศึกษาเกิดความเฉลียวฉลาด เป็นผู้มีเหตุผลดีมีความรู้เท่าทันกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ของธรรมชาตเหล่านั้นได้ และใช้ความรู้ความสามารถตลอดจนเหตุผลที่ได้รับมา เข้าแก้ไขปัญหาที่มาเป็นอุปสรรคขวางกั้น ตลอดจนนำเอาความรู้เหล่านั้นมาใช้ผลิดสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อก่อประโยชน์ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่มวลมนุษย์ชาติ
ส่วนในพระพุทธศาสนานั้น มีความมุ่งหมายจะให้ทราบว่า ความเกิดเป็นทุกข์ แล้วการที่ต้องเกิดแล้วเกิดอีก หมุนเวียนอยู่ไม่ได้หยุดหย่อนนั้น เพราะอำนาจของตัณหา ราคะ กล่าวคือ ความหลงใหลติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นเอง และความหลงใหลติดอยู่ในราคะตัณหา จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีความโง่ความหลเข้าครอบงำ เพราะว่าทั้งรูป ทั้งนาม เฉพาะอย่างยิ่งรูปทั้งหลายหาได้สวยงามน่ารัก อันจะเป็นเหตุทำให้หลงใหลดังที่เข้าใจไม่ รูปทั้งหลายมันก็ตกอยู่ในฐานะของความจริงที่ว่าต้องเกิดต้องตั้งอยู่ และต้องดับไปอยู่ตลอดเวลา แต่ผู้โง่เขลาเบาปัญญาในปัญหาของชีวิต ไม่มีโอกาสจะพบความจริงอันนั้น โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 พ.ค. 2549 , 10:41:42 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 3นอกจากนี้ ในพระพุทธศาสนายังแสดงเรื่องรูปโดยพิสดารตั้งแต่ในขณะปฏิสนธิตอนที่เกิด และในปวัตติ คือหลังจากเกิดขึ้นมาแล้ว ว่ามีรูปอะไรบ้าง รูปต่างๆ เหล่านั้น เกิดขึ้นและผันแปรไปอย่างไรจนถึงจุติ คือตาย ทำให้ผู้ศึกษาเกิดปัญญาทราบว่าเรื่องของชีวิตนั้นมีความเร้นลับพิสดารอย่างไร และทราบแน่นอนว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ชีวิตประการใด
พระพุทธศาสนาเพ่งเล็งให้การศึกษาในเรื่องรูป ก็เพื่อให้เข้าไปสู่ความจริงอันลึกซึ้งจนผู้ศึกษาทราบแน่นอนว่า รูปทั้งหลายไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ จึงเอาเป็นที่พึ่งอย่างแน่แท้ถาวรหาได้ไม่ เมื่อเข้าใจความจริงดังนี้แล้ว ความยึดติดโลกอย่างแน่นหนาก็จะได้คลายลงบ้าง แล้วจะได้มีกำลังที่จะปฏิบัติกิจสูงสุดในพระพุทธศาสนา นั่นก็คือความพ้นทุกข์ต่อไป
คำว่า "รูป" ในพระพุทธศาสนานั้นบุคคลส่วนมากที่ยังมิได้ศึกษาในขั้นละเอียดก็จะมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง เพราะจะเข้าใจแต่เพียงว่ารูปนั้น ได้แก่ร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย อย่างมากก็เพิ่มดิน น้ำ โต๊ะ เก้าอี้ หรือต้นไม้ใบหญ้าเข้าไปด้วยเท่านั้น
ความจริง คำว่า " รูป" มิได้มีความหมายคับแคบเพียงเท่านั้น หากแต่มีความหมายไกลออกไปอีกมาก เช่น อากาศ แสง เสียง กลิ่น รส ก็เป็นรูป แม้ในบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่อาจเห็นและสัมผัสไม่ได้เลยด้วยประสาททั้ง ๕ ยังเรียกว่า "รูป" ก็มี เช่น ปริจเฉทรูป ซึ่งได้แก่ช่องว่างในระหว่างปรมาณู (ไม่มีปรมาณู ช่องว่างไม่มี) ภาวะรูปได้แก่รูปที่แสดงความเป็นเพศหญิง เพศชายที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (เพศหญิง เพศชายดูด้วยตาไม่ได้) หทยรูป (ไม่อาจมองเห็นด้วยตาได้) ได้แก่รูปอันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตเป็นต้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 พ.ค. 2549 , 10:42:17 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 4
ในวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แยกธาตุออกไปเป็นธาตุแท้ ธาตุผสม แต่ในพระพุทธศาสนานั้นมิได้แยกออกไปดังกล่าว หากแต่แยกออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ซึ่งทั้ง ๔ ธาตุนั้น เสมือนหนึ่งเป็นแม่ธาตุ เรียกว่ามหาภูตรูป แล้วยังมีรูปที่เกิดขึ้นโดยต้องอาศัยมหาภูตรูปอีกต่างหาก เรียกว่า อุปาทายรูป มีจำนวน ๒๔ จึงรวมรูปทั้งหมดเป็น๒๘ พอดี ไม่ขาดไม่เกิน ไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องลด แม้ว่าจะค้นคว้ากันไปอย่างไรในโลกนี้หรือโลกอื่น หรือจะเดินทางไปอยู่ที่แห่งใดในสากลจักรวาล ทั้งไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาไหนด้วย
การรวบรวมรูปทั้งหมดเป็น ๒๘ รูปนี้ เป็นการรวมรวบยอด หมายความว่า ในโลกนี้ หรือจะเป็นโลกไหนๆ หรือในจักรวาลใดก็ตาม รูปทั้งหมดก็มีอยู่เท่านี้เอง ไม่มากและไม่น้อยไปกว่านี้เลยเป็นอันขาด
ในจำนวนรูป ๒๘ นั้น เป็นนิปผันรูป ได้แก่ รูปที่มีปรมัตถ์รับรอง ๑๘ และเป็นอนิปผันนรูป ได้แก่รูปไม่มีปรมัตถ์รับรอง แต่ก็อาศัยรูปคือ รูปปรมัตถ์เกิดขึ้น ๑๐
เช่นร่างกายของคนเรานั้นมีอยู่ ๒๗ รูป โดยยกรูปอันเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย (ปรมาณูของเพศหญิงหรือเพศชายมาประชุมทั่วร่างกาย) ออกเสีย ๑ รูป และถ้าร่างกายของคนไม่สมประกอบ เช่นตาบอดหรือหูหนวก (จักขุปสาทะ โสตะปสาทะ เสียหาย) ก็หักออกอีก
ขอให้ท่านผู้ศึกษาได้พิจารณาให้เข้าใจในหัวข้อและในหลักการณ์ โดยยังไม่ต้องทำความเข้าใจจริงๆ แล้วยังไม่ต้องจำด้วย เพื่อจะได้ทราบโดยทั่วๆ ไปเสียคราวหนึ่งก่อน
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [9 พ.ค. 2549 , 10:42:37 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 5มาศึกษาต่อครับ ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจในคำว่ารูปดีขึ้นเป็นลำดับครับ และเห็นถึงความกว้างขวางของคำจำกัดความว่า..รูป..ด้วยครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์ครับผม โดย ทับตะวัน [9 พ.ค. 2549 , 11:15:11 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )
สลักธรรม 6![]()
มาติดตามต่อค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ..ที่นำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาฝากค่ะ
โดย เซิ่น [9 พ.ค. 2549 , 12:37:16 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 7มาศึกษาต่อค่ะ
กราบขอบพระคุณมากค่ะโดย พี่ดา [9 พ.ค. 2549 , 14:29:39 น.] ( IP = 124.121.175.216 : : )
สลักธรรม 8มาติดตามต่อค่ะ มาเข้าห้องเรียนทันบ้างไม่ทันบ้าง ขออภัยนะคะ หากภาระกิจเบาบางลง จะได้มาติดตามอย่างต่อเนื่องค่ะ
ขอบพระคุณค่ะโดย น้องอุ๊ [9 พ.ค. 2549 , 21:03:08 น.] ( IP = 125.25.147.22 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |