| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๑๓)
![]()
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๑๓)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ค. กสิณปฐวี หรือ อารมฺมณปฐวี ซึ่งได้แก่ดินที่เป็นนิมิตของผู้ที่ขึงตึงอยู่ในกรอบแล้วตั้งอยู่ตรงหน้า ผู้ปฏิบัตินั้นกำหนดจิตเพ่งดิน แล้วบริการรมว่า ดิน, ดิน, ดิน โดยลืมตาดูบ้าง หลับตาบ้าง เมื่อจิตแลบออกไปทางอื่นก็พยายามดึงกลับให้มาอยู่ที่ดิน
ดินของอุคหนิมิต ได้แก่ ดินที่ติดอยู่ในใจของผู้ปฏิบัติแนบแน่นมากขึ้น ผู้ปฏิบัติสมาธิไม่ต้องลืมตาขึ้นมาดูก็ย่อมเห็นวงกลมของดินนั้นติดอยู่ในใจ ประณีต, แจ่มใส ไม่ใคร่โยกคลอน ส ั่นไหวง่าย
ดินของปฏิภาคนิมิต ก็เหมือนกับอุคหนิมิต คือดินที่ติดอยู่ในจิตใจของผู้ปฏิบัติสมาธิ หากแต่ว่าแนบแน่นมากกว่า มั่นคงมากกว่า และประณีตมากกว่า
เพราะผู้ได้ปฏิภาคนิมิตจะเดินไปทางไหน หรือจะทำอะไร จะหลับตา หรือลืมตา นิมิตดินก็จะติดใจอย่างแจ่มใส ปราศจากราคี ทั้งจะย่อมให้เล็กหรือขยายให้ใหญ่โตเท่าใดก็ได้ ผู้ได้ปฏิภาคนิมิตดินจึงได้ชื่อว่าเฉียดปฐมฌาน คือใกล้ หรือมีหวังจะได้ปฐมฌานแล้ว
ง. ปกติปฐวี หรือ สมฺมติปฐวี ดินในที่นี้ก็ได้แก่ดินธรรมดา ที่สมมุติเรียกกันอยู่ทั่วไป เช่น พื้นดินที่เราเดินย่ำอยู่ทุก ๆ วัน หรือดินที่ทำเรือกสวนไร่นาต่างๆ หรือพื้นแผ่นดินที่มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน และพืชอาศัยตั้งอยู่
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2549 , 09:06:16 น.] ( IP = 58.9.135.33 : : )
สลักธรรม 1
ธาตุดินอันเป็นปรมัตถ์ก็มีอยู่ในข้อ ก.ข้อเดียว
อรรถ ๔ ประการของปฐวีธาตุ
กกฺขฬลกฺขณา มีความแข็ง เป็นลักษณะ
ปติฏฺฐานรสา มีการทรงอยู่ เป็นกิจ
สมฺปฏิจฺฉนปจฺจุปฏฺฐานา มีการรับไว้ เป็นผล
อวเสสธาตุตฺตยปทฏฐานา มีธาตุทั้ง ๓ ที่เหลือ เป็นเหตุใกล้
ลักษณะ คือธรรมชาติที่มีประจำตัว ไม่ว่าอะไรก็ต้องมีธรรมชาติที่ประจำตัวทั้งนั้น เช่น ไฟ มีความร้อนเป็นลักษณะ คือมีความร้อนอันเป็นธรรมชาติที่ประจำตัวและธรรมชาติที่มีอยู่ประจำตัว คือความร้อนนั้น ไม่อาจจะเอาออกได้ เพราะถ้าไม่ร้อนหรือเอาความร้อนออกไปเสียก็ไม่ชื่อว่าไฟ
รส คือกิจการที่กระทำ หรือเป็นการงานที่ธรรมชาตินั้นเป็นไป เช่น ไฟมีหน้าที่เผาไหม้
ปจฺจุปฏฺฐาน ผลที่ปรากฏ หมายถึงผลที่เกิดขึ้น เช่น ไฟ ทำให้สุก หรืออ่อนนิ่ม
ปทฏฺฐาน เหตุใกล้ที่ทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ธาตุที่เหลือทั้ง ๓ คือ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2549 , 09:06:46 น.] ( IP = 58.9.135.33 : : )
สลักธรรม 2
๒. อาโปคือธาตุน้ำ ธรรมดาคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจคำว่า "น้ำ" ดี เพราะใช้ดื่ม หรือใช้ซักผ้ากันอยู่ทุก ๆ วัน แต่ก็คนไทยส่วนใหญ่อีกเหมือนกันที่มีความเข้าใจผิดคิดว่า น้ำก็คือ "ธาตุน้ำ" เป็นอันเดียวกัน ยิ่งคนที่เคยอ่านธรรมมะมาบ้างก็จะกล่าวถึงธาตุ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม แล้วก็กล่าวต่อไปอีกว่า คนหรือสัตว์นั้น ก็ประกอบขึ้นด้วยธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม เข้าใจว่าธาตุน้ำก็คือคือน้ำเลือด หรีอน้ำเหลือง หรือเหงื่อ เป็นต้น ทั้งนี้เป็นความเข้าใจสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ความเข้าใจเช่นนั้นมิได้ถูกต้อง
ธาตุน้ำเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เรียกกันว่าธาตุน้ำ แต่หาใช่น้ำที่ดื่มหรือที่ใช้ซักผ้าผ่อนมิได้ เพราะคำว่าธาตุน้ำนั้น มีลักษณะที่ไหลหรือเกาะกุม ซึ่งได้แก่ ปคฺฆรณลกฺขณา หรือ อาพนฺธลกฺขณา
อาโปธาตุ คือธาตุน้ำนั้น เป็นสิ่งที่ออกจะน่าประหลาดใจของผู้ที่เพิ่งจะได้ศึกษาพระอภิธรรมอยู่บ้าง เพราะว่าธาตุน้ำนั้นไม่อาจจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ไม่อาจสัมผัสถูกต้องได้ ทั้งจะชั่งหรือตวงก็ไม่ได้ทั้งนั้น จะรู้ได้ก็แต่ทางใจทางเดียว
อย่างไรก็ดี อาจจะสังเกตได้โดยอาศัยการศึกษาจากสภาวะของมันจนเข้าใจแล้วก็อนุมานเข้าไป คือถ้าอาโปธาตุนี้เกิดอยู่เป็นจำนวนมากจริง ๆ ในสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ก็ย่อมจะทำให้สิ่งของนั้น ๆ เกิดการสลายตัวออก จนกลายเป็นของเหลวแล้วก็ไหลไปได้ แต่ถ้าสิ่งของนั้นมีอาโปธาตุน้อยก็จะเกาะกุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นเสมือนว่ามีของเหนียว ๆ ยึดโยงเชื่อมสิ่งของ ซึ่งก็ได้แก่ธาตุดินเหล่านั้นเอาไว้ จนก่อให้เกิดเป็นรูปร่าง หรือรูปพรรณสัณฐานต่าง ๆ กัน
เปรียบเหมือนกระดาษแผ่นนี้ก็ประกอบไปด้วยเซลลูโลสชิ้นเล็ก ๆ มารวมกัน เซลลูโลสก็ได้แก่เยื่อใยของไม้ต่าง ๆ แต่ถ้าเซลลูโลสเหล่านี้ไม่มีอะไรมายึดเหนี่ยวไว้แล้ว เซลลูโลสแต่ละชิ้นเหล่านั้น ก็จะกระจายออกจากกันจนเป็นแผ่นกระดาษไม่ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2549 , 09:07:07 น.] ( IP = 58.9.135.33 : : )
สลักธรรม 3
ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระปรมัตถธรรมส่วนมาก นอกจากจะเข้าใจผิด คิดว่าธาตุน้ำนั้นก็คือน้ำที่ใช้ดื่ม หรือน้ำที่ใช้สอยนี่เองแล้ว ก็ยังมีความเข้าใจผิด อีกประการหนึ่ง คือคิดไปว่าน้ำนั้นไหลได้ เช่นไหลลงไปยังที่ ๆ ต่ำกว่าเท่าที่ตามองเห็น หรือไหลลงไปในลำคอเท่าที่รู้สึกขึ้นทางใจจากการกระทบ
เหตุนี้เมื่อผู้ใดพูดว่าดื่มน้ำ จึงเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องตามสภาวธรรม เพราะน้ำนั้นดื่มไม่ได้ ที่ดื่มนั้นก็มิใช่น้ำ ทั้งสัมผัสถูกต้องก็ไม่ได้ด้วย และที่มันมาถูกปากหรือลิ้นนั้นก็ไม่ใช่ธาตุน้ำ หากแต่เป็นการกระทบปฐวีธาตุ คือธาตุดินต่างหาก ด้วยเหตุนี้ เมื่อจะพูดว่าดื่มน้ำจึงกลายเป็นดื่มปฐวีธาตุ คือดื่มธาตุดินนั่นเอง
โดยทำนองเดียวกันนี้ เราพูดว่าน้ำไหลไปยังที่ที่ต่ำกว่า จึงไม่เป็นการถูกต้องเหมือนกัน เพราะธาตุน้ำไหลไม่ได้ และธาตุน้ำไม่ได้ไหล ที่เราเห็นว่าไหลไปได้นั้นเป็นธาตุดินที่เกิดร่วมกับธาตุน้ำไหลไปต่างหาก แต่เพราะว่าธาตุดินที่ไหลไปเหล่านั้นมีอาโปธาตุ คือธาตุน้ำมาก จึงได้เอิบอาบไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าเราไม่อาจเห็นอาโปธาตุด้วยตาได้นั่นเอง ด้วยอาโปธาตุเป็นสุขุมรูป เป็นรูปที่ละเอียดประณีตมากที่สุด ยิ่งกว่าปรมาณูตามที่ได้แยกมาแล้ว
นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจไว้อีกข้อหนึ่งว่าธาตุดินหรือธาตุน้ำเหล่านั้นมิได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำ (น้ำที่สมมติ) เคลื่อนที่ไปมา เช่นการกระเพื่อม หากแต่มีเหตุอื่นที่เป็นตัวการให้กำลังงานอีกต่างหาก ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ค. 2549 , 09:07:37 น.] ( IP = 58.9.135.33 : : )
สลักธรรม 4การศึกษาพระปรมัตถธรรมแล้ว จะช่วยให้เรามีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ไม่หลงเข้าใจผิดๆ
ขอบพระคุณค่ะโดย เซิ่น [13 พ.ค. 2549 , 22:10:39 น.] ( IP = 58.8.46.196 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |