มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ของพระอริยสัจจ์ 4 ในวิปัสสนาญาณ




การกระทำสิ่งใดใด ผู้กระทำย่อมได้รับผลกรรมที่กระทำเช่นนั้น ๆ ทุกสิ่ง กระทำทางกาย ก็รับทางกาย กระทำด้วยวาจา ก็รับทางวาจา กระทำทางใจ ก็รับผลกรรม ทางใจ ในลักษณะเดียวกัน กับที่ได้กระทำไว้

ภัย และ ทุกข์ ของอกุศลกรรม อันเป็นผลกรรมไม่ดีนั้น ไม่เป็นความน่ายินดี พอใจ เพราะไม่ใช่สุข จึงต้องระมัดระวังในกาย วาจา ใจ ของตน เว้นหลีกจากทำอกุศล อันคือ กิเลสทั้ง ๓ คือโลภะ โทสะ โมหะ .... ตนปรารถนาสิ่งใดในกาย วาจา ใจ ควรกระทำในสิ่งนั้น ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะเป็นในพระอริยมรรค มีองค์ ๘ หรือการกระทำในสรรพสัตว์ ด้วยกัน

ความมีกิเลสทั้ง ๓ โลภะ โทสะ โมหะ ของสรรพสัตว์ ตัวอัตตา ตัวตนนั้น มีอยู่เต็ม ความยึดมั่นในตน และ ในบริวาร พวกพ้อง ของ ๆ ตน ไม่ยอมให้น้อยกว่าผู้ใด ความยึดความเห็นของตน ความถือตนว่าสำคัญกว่า ก็เพราะอำนาจของอัตตา โลภะกิเลสนั้น และย่อมไม่ชอบใจ ย่อมไม่พอใจคือโทสะ ถ้าหากอัตตาอันมีตัณหาโลภะกิเลสของตน ไม่ได้อย่างที่ตนพอใจ ที่ตนต้องการ ที่ตนสุข และก็เพราะโมหะความไม่รู้ใน พระอริยสัจจ์ ๔ ด้วยปัญญาของจิต

เพราะความรู้ใดใดด้วยสัญญาจำได้หมายรู้ เรียนรู้ทรงจำ ในพระอริยสัจจ์ ๔ ไม่มีความแรงพอในพระไตรลักษณ์ในจิตตนนั้น ความสะดุ้งสะเทือนขยาดในสภาวะ อนิจจังความไม่คงทน อยู่ ของรูป นามทั้งหลาย ทั้งปวงที่เกิดขึ้น แล้วดับไป อันเป็นสภาวะทุกข์ (ทุกข์สัจจ์) อย่างยิ่ง ที่ผู้ดู ผู้ที่เข้าไปเห็นอยู่ ในญาณปัญญานั้นไม่อาจให้รูป นาม ทั้งหลาย ทั้งปวง เกิด หรือ ดับ ได้ตามใจตน ตามคำสั่งตน ตามปรารถนาตน ได้แม้แต่สักรูป หรือ นามเดียว

เพราะรูป นาม ทั้งหลายนั้น เกิด ดับ ตามเหตุ ปัจจัย ของเขานั้นเอง

โดย กัลยารัตน์ [13 พ.ค. 2549 , 16:21:50 น.] ( IP = 58.10.24.29 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระอริยสัจจ์ ๔ นั้น ทุกข์ (ทุกข์สัจจ์) มีเหตุเกิดมาจากตัณหา พระไตรลักษณ์ ในญาณปัญญานั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี รูป หรือนามที่เกิด แล้วดับไป เต็มไปด้วยทุกข์ ภัย เพราะ ไม่ว่ารูป นามใด เกิดขึ้น ล้วนดับลงไปหมดสิ้น อย่างไม่เหลือรอย ไม่ทิ้งรอยไว้ และเมื่อเกิดใหม่ ก็คงอยู่ไม่นาน ก็ดับลงไปอีก รูป นาม ใดใดทั้งหลายนั้น ดับลงสนิทเหมือนดังว่าไม่เคยได้เกิดไม่เคยมีมาก่อนนั้นเลย ความเห็น ความเกิดแล้วดับ ซ้ำซากเช่นนี้ ไม่ใช่ นิจจัง ความเที่ยง อย่างแน่นอน

ดังนั้น รูป นาม ทั้งหลาย เป็นความอนิจจัง ไม่เที่ยง ความทุกข์ที่ต้องพบเห็น ความไม่เที่ยง ของรูป และนามนี้ ไม่ใช่ความมั่นคง ไม่มีสิ่งใด รูปนามใด ที่จะให้ยึดเป็นที่พึ่งได้เลย แต่ในจิตของบุคคลทั้งหลายย่อม ต้องการความมั่นคงในชีวิต ในรูปนามของตน อย่างยิ่ง ด้วยยึดว่ามีตนของตนอยู่ พยายามทุกทางในชีวิตที่เกิดมา ให้ชีวิตตนมั่นคง แสวงหาและสะสมสมบัติ สร้างครอบครัว หน้าที่ การงาน ความรู้ เกียรติยศ ฯลฯ

หากแต่ว่า พระไตรลักษณ์ ที่แสดงอยู่ในญาณปัญญานั้น กลับมีแต่สภาวะของ อนิจจัง ที่เกิด ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่ว่า รูปนามอันใด ของตน จะเกิดขึ้น ก็ดับไป ทุกรูป นาม นั้น เป็นอยู่เช่นนี้ จะมีอันใด เที่ยงแท้ มั่นคง เป็นนิจจังให้เห็นก็ไม่มีสักรูป นาม เดียว และ แม้ผู้อื่น รูปนามอื่นๆ ก็จักมีสภาวะของ อนิจจังนี้ เช่นเดียวกันไปในทุกสรรพสัตว์ ไม่มีอะไรคงอยู่ได้ เมื่อได้มีการเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมต้องดับลงไปทุกสิ่งเลย

ความเป็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัย เช่นนี้ ความหาตัว หาตนที่คงทนไม่ได้สักบุคคลเดียวเช่นนี้ และความไม่อาจสั่งสภาวะทั้งหลายที่เกิดดับอยู่เช่นนี้ ให้เป็นไปตามอำนาจตน (ที่จะให้เกิด ให้ดับ ตามปรารถนา)

โดย กัลยารัตน์ [13 พ.ค. 2549 , 16:53:37 น.] ( IP = 58.10.24.29 : : )


  สลักธรรม 2

ความรู้สึกของผู้ที่ได้เข้าไปพบเห็น ย่อมมีความระทึกใจอย่างมาก ความน่ากลัวในโทษ ในภัย ของรูป นามใดใด ที่แสดงความ เกิด ดับ ให้เห็นอย่างต่อเนื่องอยู่นั้น ไม่อาจทำไห้รู้สึก เกิดความยินดี ในรูปนามทั้งหลายนั้นได้เลย

ในพระอริยสัจจ์ ๔ นั้น สภาวะของนิโรธ คือการที่ทุกข์ดับไป เพราะการวาง การละ การทิ้งเสีย ซึ่งสมุทัย คือตัณหา เมื่อวางเฉยต่อความไม่อยากได้ ในสภาวะอันไม่น่าพอใจ (วิภวตัณหา) ของพระไตรลักษณ์นี้ลง ทุกข์ก็ดับ โดยจางหายไป อย่างรวดเร็ว เช่นกัน

สภาวะที่ทุกข์สัจจ์ ได้ดับลง หมดลงนี้ คือ นิโรธความดับไปของทุกข์ ซึ่งคือญาณปัญญา ในสังขารุเบกขาญาณ

และก็เพราะเหตุนั้น ที่บุคคล มีตัณหา คือโลภะกิเลสอันเป็นอกุศล ว่า มีตน และของๆตน เช่น ทรัพย์ เกียรติ ฯลฯ อย่างเหนียวแน่นอยู่ จึงทำทุกสิ่ง เพื่อตน และของๆ ตนนั้น ปรารถนาความมั่นคงยั่งยืนความนิจจังให้มากๆ พยายามขจัดทุกข์ให้มีสุขแก่ตนมากๆ พยายามทำทุกสิ่งให้เป็นไปได้ตามที่ปรารถนาให้มาก

เหตุนั้น ความทุกข์จึงมีไม่ขาดสายเพราะโมหะไม่รู้ในพระอริยสัจจ์ ๔ ด้วยปัญญาของจิต และสัญญาความทรงจำเรียนรู้ใดใดนั้น ไม่อาจให้เหตุผลอันเชื่อถือได้อย่างสนิทใจในพระไตรลักษณ์แก่จิตตนได้

โดย กัลยารัตน์ [13 พ.ค. 2549 , 17:15:31 น.] ( IP = 58.10.24.29 : : )


  สลักธรรม 3

โดยที่แม้ว่า รู้ว่าทุกข์นั้นมีเหตุมาจาก ตัณหาทั้ง ๓ แต่ถ้าหากเมื่อใดที่ได้เห็นด้วยญาณปัญญาว่า ทุกสิ่ง เกิด ดับ เพราะเหตุปัจจัยของสภาวะรูป นาม นั้นเอง ทุกสิ่งไม่ได้อยู่ใต้อำนาจใคร ไม่เป็นไปตามใจใคร และที่สุดเมื่อเห็นว่า การวางเฉยเสียในความอยากได้ ความไม่อยากได้อันเป็นตัณหา แล้วทุกข์นั้นดับลงไปได้ อัตตาตัวตนที่คือโลภะตัณหา อันเป็นกิเลส เป็นอกุศล จึงไม่ยึดถือไว้เหนียวแน่นในจิตของบุคคลผู้นั้น

ความที่เห็นในพระอริยสัจจ์ ๔ ด้วยญาณปัญญานี้ หากผู้ใดได้พบก็ย่อมทราบในใจได้ว่า พระธรรมคำสอนที่พวกเราชาวพุทธ ได้รู้ ได้ศึกษามานั้น คือ พระอริยสัจจ์ ๔ พระอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งพระบรมศาสดา ทรงค้นพบ และทรงสั่งสอนไว้ นั้นเป็นความจริง และพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นมีอยู่จริงโดยแน่นอน และเชื่อสนิทใจ มิมีความสงสัยแม้แต่น้อยในใจตน และโดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นบอก ในความมีอยู่จริงของพระบรมศาสดา และในพระธรรมคำสอน คือ พระอริยสัจจ์ ๔ ในพระอริยมรรค มีองค์ ๘ นั้นเลย

โดย กัลยารัตน์ [13 พ.ค. 2549 , 17:41:12 น.] ( IP = 58.10.24.29 : : )


  สลักธรรม 4

ดังนั้นแม้พระพุทธศาสนา เมื่อได้ผ่านกาลเวลา มาถึงบัดนี้ พระธรรมนั้นก็ยังคงความเป็นอกาลิโก ยังให้ผลได้เมื่อปฏิบัติถูกต้องในพระธรรม ซึ่งผู้รู้ ผู้เห็น ก็เห็นได้เฉพาะตนไม่อาจให้ผู้อื่นได้รู้ถึงซึ่งสภาวะแห่งญาณปัญญานั้นได้ด้วยการบอกเล่า แต่จะรู้ได้เมื่อบุคคลปฏิบัติตาม ในพระอริยมรรค มีองค์ ๘ ด้วยตนเองเท่านั้น และบุคคลสามารถเข้าไปพิสูจน์ เข้าไปรู้เห็นได้ด้วยตนเอง และสมควรที่ให้ผู้อื่นได้ ทราบถึงพระธรรมซึ่งพระบรมศาสดาตรัสสอนไว้แล้ว นั้น

พระพุทธศาสนาจะยั่งยืน มั่นคงอยู่ก็ด้วยพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนสืบต่อ สืบทอดพระธรรมคำสอนอันแท้จริง ของพระพุทธศาสนา และสามารถเจริญ พระอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ลุตลอดวิปัสสนาญาณ ๙ นั้น

ตราบใด พระอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ยังปรากฏอยู่ ยังมีผลที่ยืนยันได้ ก็ยังหวัง ยังแน่ใจได้ว่า แก่น คือ หัวใจที่แท้ๆ ของพระพุทธศาสนา อันเป็นหลักสำคัญได้แก่ พระอริยสัจจ์ ๔ พระอริยมรรคมีองค์ ๘ จักยั่งยืน คงความไพศาล และยังสรรพสัตว์ ให้พ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง ได้อีกจำนวนมาก

โดย กัลยารัตน์ [13 พ.ค. 2549 , 18:07:43 น.] ( IP = 58.10.24.29 : : )


  สลักธรรม 5

อ่านและพิจารณาตาม ได้ความอันเป็นสาระมากมาย ทั้งในส่วนของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
กราบอนุโมทนาที่แบ่งปันความรู้ความเข้าใจ ....ขอบคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ค. 2549 , 21:44:47 น.] ( IP = 58.136.207.174 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org