| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลุมพราง
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1บางครั้งก็กล้าที่จะแสดงเหตุผลขัดแย้งผู้อื่น ด้วยความถือมั่นยืนยันในความคิดตนแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือยึดถือในตำราของตน ครูของตน และปฏิเสธการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น โดยลืมมองให้กว้างขวางออกไปในพระไตรปิฎกที่มีถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่มีคำอธิบายในแง่มุมที่ต่างกันออกไป
บางครั้งก็เกิดความขุ่นข้องไม่พอใจในการกระทำของผู้อื่นที่ผิดพลาด ตัดสินความเป็นไปของผู้อื่นว่าไม่ถูกไม่ควรโดยใช้ความคิดเห็นของตนเป็นหลักควบคู่ไปกับการยกหลักธรรมบางประการไปประกอบความคิดตนอย่างไม่รอบคอบ แล้วก็จดจำเรื่องราวนั้นไว้อย่างไม่ยอมคลาย
ตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นเพียงส่วนน้อยที่ปรากฏในพฤติกรรมที่ต่างก็แสดงกันออกมา ซึ่งไม่ได้ปรากฏเฉพาะผู้ที่มีความรู้จากการศึกษาพระธรรม แต่ยังเป็นรวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่การงานต่างๆ ในชีวิต
ตัวอย่างที่ยกมานี้ บ่งบอกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นพฤติกรรมธรรมดาของความเป็นปุถุชน ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างปกติของพื้นอนุสัย ที่ยังไม่อาจชำระสะสางกิเลสให้เด็ดขาดได้
การศึกษาพระธรรมนั้นเป็นการชำระกิเลสในขั้นตทังคปหาณเท่านั้น ซึ่งมีอำนาจละกิเลสได้เพียงชั่วคราว แล้วจิตก็เกิดขึ้นเป็นบุญบาปสลับกันไปตามเหตุปัจจัย จึงไม่ใช่เรื่องน่าตำนิติเตียนผู้ศึกษาพระธรรมที่ยังมีอุปนิสัยของปุถุชน ที่ยังมากด้วยกิเลสตัณหาต่างๆ ซึ่งอาจมีความเข้าใจดีในเรื่องของ เหตุ-ปัจจัย ไตรลักษณ์ และอุปาทาน แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยการปฏิบัติ
จึงไม่แปลกเลยที่ใครบางคนจะจดจำความผิดพลาดของคนอื่นไว้อย่างแน่นแฟ้นในใจ โดยไม่ยกเลิก หรือใครบางคนพร้อมที่จะแบกปัญหาหรือความทุกข์ในตัวตนความเป็นเราต่อไปอย่างไม่รู้จักวางภาระโดย พี่ดอกแก้ว [18 พ.ค. 2549 , 08:11:42 น.] ( IP = 58.9.137.14 : : )
สลักธรรม 2และทั้งๆ ที่ศึกษาแล้วว่า ชีวิตประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล สิ่งทั้งหลาย ไม่มีตัวตน ไม่เป็นของเรา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยหนุนอยู่อุปถัมภ์ค้ำชูอยู่ก็ดำเนินต่อไปได้ พอขาดเหตุปัจจัยก็ดับไป
เหมือนเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมัน เมื่อยังมีเหตุปัจจัยคือไส้และน้ำมันอยู่ เปลวไฟก็ยังดำรงอยู่ได้ทีละขณะ ๆ พอสิ้นน้ำมันอันเป็นเหตุปัจจัยและไฟได้ไหม้ไส้เท่าที่พอจะไหม้ได้หมดแล้ว เปลวไฟก็ดับไป
แต่ในความเป็นไปแล้ว เมื่อถึงเวลาที่มีอารมณ์มากระทบ ความเป็นตัวตนกลับปรากฏขึ้นในความคิดอย่างทันที ซึ่งนั่นก็คือหลุมพราง ที่นักเดินทางอย่างเราๆ เดินตกลงไปอยู่ไม่เว้นแต่ละวันและวันละหลายๆ ครั้ง..ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเช่นกัน
แต่จะทำอย่างไรเล่าที่จะปรับปรุงความผิดพลาดเหล่านั้นให้เกิดน้อยลง และถูกขจัดให้เบาบางออกไป ซึ่งทางตรงก็คือการเจริญสติปัฏฐาน แต่ชีวิตของผู้ทุกข์ยากทั้งหลายก็ใช่ว่าจะมีโอกาสกระทำเช่นนั้นได้ตลอดเวลา เราจึงต้องนำหลักธรรมของพระพุทธองค์ในด้านต่างๆ มาเป็นเครื่องขัดเกลาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตตามสมควร
พระพุทธองค์ทรงสอนหลักการดำเนินชีวิตเพื่อประโยชน์ในระดับต่างๆ ไว้มากมาย และให้นำมาปฏิบัติที่ตนเท่านั้น ไม่มีคำสอนข้อใดเลยที่ทรงแนะนำให้ไปใช้บังคับกับคนอื่นโดยที่ตนไม่ต้องปฏิบัติ พระองค์มิได้ทรงสอนให้นำหลักธรรมนั้นไปเป็นมาตรฐานวัดสิ่งที่อยู่นอกตน แต่ทรงสอนให้พิจารณาตนและพัฒนาตนให้พ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวง
หากยอมรับในความเป็นปุถุชนของเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย และทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ....ด้วยสภาพที่แท้จริงของธรรมชาติคือ ไตรลักษณ์ ผู้ที่เป็นปุถุชนนั้นย่อมมีโอกาสที่จะกระทำกรรมทั้งดีและชั่วได้ตลอดเวลา หาได้มีความมั่นคงให้คาดหวังได้ ฉะนั้น เมื่อความผิดหวัง ความไม่สมปรารถนา หรือความพลาดพลั้งเกิดขึ้นที่ผู้หนึ่งผู้ใด และการกระทำที่ทำให้ผิดหวังเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หาได้เป็นการกระทำอันมั่งคงถาวรของผู้หนึ่งผู้ใดไม่ บางคนอาจจะมีความโลภ มีความโกรธ หรือมีความงมงายในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในขณะนี้ แต่ในขณะต่อไปเขาก็อาจทำกรรมชนิดอื่นที่ต่างกันไป ไม่มีความเที่ยงอยู่ในการกระทำนั้นและจิตนั้นในความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปจดจำไว้ให้จิตใจไม่สงบจากความฟุ้งซ่านโดย พี่ดอกแก้ว [18 พ.ค. 2549 , 08:19:54 น.] ( IP = 58.9.137.14 : : )
สลักธรรม 3ส่วนความคาดหวังผู้อื่นว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการกระทำที่สวนทางกับความจริงและความรู้ เพราะความคิดและการกระทำเช่นนั้นคือการพยายามบังคับบัญชาให้บางสิ่งเป็นไปตามปรารถนาของเรา ซึ่งจะมากจะน้อยความคิดเหล่านี้ก็มีความเป็นอัตตาเป็นพื้นฐาน ...อันก่อให้เกิดอุปาทานที่เหนียวแน่นในความเป็นตัวตนคนสัตว์ยิ่งขึ้น
และถ้าไม่พยายามอบรมจิตใจให้ละคลายจากการคาดหวังเหล่านี้ ความเป็นตัวตนเราเขาก็จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยจนสั่งสมความชำนาญและก็แปรสภาพเป็นห่วงโซ่ให้เกิดอกุศลต่างๆ ตามมาอย่างไม่ขาดสาย เมื่อการไม่คาดหวังลดลงแล้ว ความทุกข์จรก็จะเข้ามาเยี่ยมกรายน้อยลง โศกะ ปริเทวะ เป็นต้นเหล่านี้ก็จะห่างหายไปได้มาก เพราะวางภาระของการคาดหวังลงแล้วนั่นเอง
หากยอมรับในความเป็นปุถุชนของเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย และทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ... การที่บุคคลต่างๆ กระทำความผิดไปก็เพราะอำนาจของกิเลสต่างๆ ตามกำลังของอกุศลมูลที่มี ทั้งเราเองก็ไม่ได้แตกต่างไป โอกาสที่จะเกิดอกุศลจึงย่อมมีอยู่จลอดเวลา และหาใช่เรื่องควรจะพิพากษาตัดสินใครอย่างยั่งยืนว่า เป็นความผิดที่ควรตำหนิอยู่เสมอ และไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องนำไปวิเคราะห์วิจารณ์ให้เสียเวลาที่จะทำกุศลจิตไป
เมื่อพบกับเหตุการณ์อันเป็นอกุศลเหล่านั้นแล้ว ก็ควรที่จะนำความรู้นั้นมาตรวจสอบใจตนคือ หันกระจกธรรมนั้นกลับมาพิจารณาตนตระหนักถึงข้อดีข้อด้อยในตนเพื่อที่จะพัฒนาไปสู่ความดีที่สูงขึ้นต่อไป เป็นการนำความรู้ที่ได้จากการศึกษามาแยกแยะชีวิตของตนให้กระจ่างชัด
โดย พี่ดอกแก้ว [18 พ.ค. 2549 , 08:23:36 น.] ( IP = 58.9.137.14 : : )
สลักธรรม 4การยอมรับถึงความเป็นปุถุชนทั้งของตนและของผู้อื่นยอมรับสิทธิของอกุศลมูลที่มีอยู่ครบนั้น จะทำให้ความทุกข์ใจคลายตัวลงได้อย่างเบาสบาย ลดความอาฆาตพยาบาท และวจีทุจริตในการวิพากษ์วิจารณ์ลงได้ สัมพันธภาพแห่งไมตรีก็จะเฟื่องฟูขึ้นในการคบหาสมาคม และมีความสมัครสมานสามัคคีอยู่ร่วมกันได้ด้วยดี ปราศจากศัตรูและความขัดแย้ง เพราะมีความเข้าใจชีวิตที่ถูกต้องและกระทำอย่างถูกควร
หากยอมรับในความเป็นปุถุชนของเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย และทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า... ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้เป็นเพียงบันไดที่ให้พักเท้าเพียงชั่วคราวเท่านั้น หาได้เป็นที่มั่นควรแก่การครอบครองอย่างใดไม่ ฉะนั้นหากคิดถือดีมีมานะลำพองไป หรืออยู่ในฐานะที่ต้องรักษาศักดิ์ศรีที่เคยได้รับการยอมรับ หรือไม่ยอมรับในบุคคลอื่นที่มีความรู้มากกว่า ใครก็ยิ่งกลายเป็นการสร้างสมกิเลสให้มากขึ้น ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายที่เริ่มต้น
และโทษภัยของความทะนงตนนั้น ก่อให้เกิดภัยลุกลามไปได้อย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะการแสดงความทะนงต่อผู้ที่มากไปด้วยอัตตา ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ความขุ่นเคืองใจกระทั่งกระทั่งระหว่างกันย่อมมีเกิดขึ้นโดย พี่ดอกแก้ว [18 พ.ค. 2549 , 08:26:30 น.] ( IP = 58.9.137.14 : : )
สลักธรรม 5
หากรู้จักนำใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ก็จะยอมรับได้ว่า ความมีอัตตาเป็นของธรรมดาทั้งเราและเขา เพราะเราเองก็ไม่ชอบให้ใครมาตำหนิหรือล่วงเกิน ผู้อื่นเองก็ไม่ต่างไปจากเราที่ยังคงมีอัตตาอยู่ในวิสัย เพียงแต่ความสามารถในความกดข่มอดทนความไม่พอใจนั้นมีต่างกันไป ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความถือตัวนั้นแม้บางครั้งจะไม่ก่อทุกข์แก่ผู้อื่น แต่ก็ก่อทุกข์ให้แก่ตนในฐานะที่เป็นภาระทางใจอันหนักอึ้งในฐานะแห่ง "ศักดิ์ศรี" หรือ "เกียรติยศ" แล้วแบกเอาสิ่งนั้นไว้อย่างเหนียวแน่น อันเป็นอุปาทานที่พอกพูนมากขึ้นในจิต
จึงเป็นสิ่งที่ต้องระวังในการแสดงความหลงลำพองในความรู้นั้น เพราะนอกจากจะแสดงถึงความไม่แตกฉานในธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นผู้ดูหมิ่นในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยปริยายอีกด้วย เพราะพระพุทธองค์มิได้ทรงสอนเฉพาะเรื่องของการศึกษาธรรม การแสดงธรรม และการฟังธรรมเท่านั้น
แต่ยังทรงสอนให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิตชนิดอื่นๆ อีกด้วย การเลือกเฉพาะบางส่วนไปปฏิบัติอย่างไม่รัดกุมนั้น อาจเป็นเงื่อนไขข้อบังคับให้ชีวิตอยู่ยากยิ่งขึ้นไปและไม่มีความสุขเหมาะสมกับความรู้ที่มี ฉะนั้นหมวดธรรมอื่นที่เป็นพื้นฐานในการสร้างชีวิตไปสู่ความเจริญ และการพัฒนาจิตใจตั้งแต่เบื้องต้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยเลยในเส้นทางของความดี เช่น
ทรงสอนให้มีความเคารพกราบไหว้บูชา ด้วยกาย วาจา และใจ เป็นการแสดงความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้มีคุณธรรม เพราะความอ่อนน้อมจะเป็นเครื่องทำลายความหยิ่งผยองยโส อวดดี มานะถือตัวถือตน และความมีตนอันเสมอท่านสรุปว่า บุคคลผู้ใด เป็นผู้มีจิตใจ กาย วาจา ที่อ่อนน้อมย่อมเป็นที่รักแก่ผู้อื่น เพราะทำให้มีมารยาทงามเป็นที่รักใคร่ทั้งบุคคลทั่วไป และลดความดื้อดึงความถือตัวลงได้ โดย พี่ดอกแก้ว [18 พ.ค. 2549 , 08:30:25 น.] ( IP = 58.9.137.14 : : )
สลักธรรม 6
ทรงสอนให้มีความกตัญญูกตเวที อันเป็นคุณธรรมของบุคคลผู้สำนึกในอุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำต่อตน และพยายมจะหาทางตอบแทนอุปการะนั้น ซึ่งคุณธรรมข้อนี้พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า เป็นบุคคลหาได้ยาก
ทรงสอนให้มีศรัทธาและปัญญาประกอบกันด้วยเหตุผล เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของบุคคลทั้งหลายในสังคม ศรัทธาอย่างถูกต้องในพระพุทธศาสนาเหล่านี้เป็นต้น
จึงจะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ทรงสอนธรรมไว้โดยเอนกปริยายเพื่อประโยชน์แก่บุคคลทุกระดับชั้นตามภูมิปัญญาเท่าที่จะรู้ได้และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ แก่ตนตามสมควรแก่ฐานะ และถ้าหากผู้ใดที่มีความเชื่อว่า หลักธรรมอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรประพฤตินั่นก็ยิ่งแสดงถึงความยึดมั่นด้วยทิฏฐิของตนอย่างเด่นชัดและอาจพัฒนาไปเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ง่ายหาก มีความยึดมั่นที่สุดโต่งมากขึ้น
และหากตั้งต้นความคิดเสียใหม่ว่า หลักธรรมอันเป็นมงคลต่างๆ หรือหมวดธรรมอันเป็นคุณธรรมส่งเสริมชีวิตนั้นล้วนเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายสมควรปฏิบัติให้มีในชีวิตอย่างสมบูรณ์ ไม่สุดโต่ง เลือกเฉพาะการศึกษาธรรมเพื่อสร้างปัญญาแต่เพียงประการเดียวแล้ว ความหยาบกระด้างในชีวิตก็จะน้อยลง และความสมบูรณ์ในชีวิตก็จะมากขึ้น รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความพร้อมในด้านต่างๆ ที่ไม่เป็นอุปสรรคแก่การศึกษาและปฏิบัติในโอกาสต่อไป
ความคิดเช่นนี้ก็จะก่อให้เกิดการกระทำกุศลที่ไม่ประมาท ทั้งเป็นประโยชน์ในการพัฒนาชีวิตตนเองให้พ้นจากหลุมพรางแห่งอัตตา และหันหน้าเข้าสู่สภาพธรรมที่เป็นจริงได้อย่างสะดวกด้วยการเจริญสติปัญญาได้ในที่สุด
ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
พี่ดอกแก้ว
๑๘ พ.ค. ๒๕๔๙
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [18 พ.ค. 2549 , 08:36:09 น.] ( IP = 58.9.137.14 : : )
สลักธรรม 7เข้ามาอ่านเรื่องหลุมพรางของพี่ดอกแก้วแล้ว ทำให้นึกได้หลายๆอย่างครับกับการใช้ชีวิต มีโอกาสมากมายที่จะตกไปในหลุมพราง และปีนป่ายขึ้นได้ยากมากๆครับ
ด้วยเพราะอัตตาที่มีกันอยู่หนาทึบเป็นทุนเดิม จึงมืดมากที่รับแสงสว่างแห่งความรู้สึกถูกควรเหล่านั้นนะครับ
พี่เณรเองจึงขอตั้งใจที่จะเป็นผู้เดินทางให้มั่นคง และไม่หลงติดอยู่กันที่ๆเป็นแค่พักเท้าเท่านั้นนะครับ เพราะทางที่จะพ้นทุกข์ได้ เราจะต้องเดินไปให้สุดทางนั้น ไม่ใช่แค่เดินไปแค่พอใจ แต่ต้องเข้าใจและเข้าถึงเพื่อจะได้หยุดความน่าอันตรายของชีวิตได้ครับ
ขอบคุณพี่ดอกแก้วมากครับ ที่มากระตุกเท้าที่พัก ให้ไม่ชุ่มแช่อยู่นานเกินไป เพราะเส้นทางยังอีกยาวไกลเหลือเกินจึงควรเร่งเดินทางต่ออย่างมีคุณภาพครับ.
![]()
โดย พี่เณร [18 พ.ค. 2549 , 09:13:44 น.] ( IP = 58.9.137.14 : : )
สลักธรรม 8ขออนุโมทนาสาธุ ครับ
ขออนุญาต นำข้อความไปเผยแพร่ ต่อ นะครับโดย เม้าตาอิน [18 พ.ค. 2549 , 09:19:00 น.] ( IP = 58.9.121.225 : : )
สลักธรรม 9
อ่านแล้วทำให้เห็นได้ว่า การเรียนการศึกษานั้น
หากมิได้ควบคู่ไปกับปฏิบัติ และยิ่งไม่รู้จักนำไปใช้ในการดำรงชีวิตในทางที่ถูกที่ควรด้วย
ยิ่งพี่ดอกแก้วบอกว่า...
ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้เป็นเพียงบันไดที่ให้พักเท้าเพียงชั่วคราวเท่านั้น
โอ๊ย น่ากลัวจริงๆ ค่ะพี่ดอกแก้ว ช่วยด้วย เดินไปนี่เจอแต่หลุมพลาง
ขอบคุณมากค่ะ ที่มาบอกว่าทางเดินที่เดินได้ยากยิ่งนั้น มีหลุมพลางดักไว้ตลอดทางเลย
จะพยายามหลบหลุมพลางให้ได้มากที่สุดค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะพี่ดอกแก้วที่รัก
![]()
โดย พี่ดา [18 พ.ค. 2549 , 09:28:16 น.] ( IP = 124.121.173.20 : : )
สลักธรรม 10กราบขอบพระคุณค่ะพี่ดอกแก้ว
เป็นข้อคิดที่นำมาซึ่งประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ
ชีวิตคนเรามักพลาดตกหลุมพรางอยู่เสมอ
กว่าจะรู้ก็มาเห็นบากแผลทีหลัง
ยังไงจะขอก้าวตามทางด้วยนะคะ
แผลเก่าจะได้ไม่เป็นแผลใหม่
อืม..ขอสงสารตนเองก่อนด้วย ที่เดินตกหลุมพรางบ่อยๆ
โดย น้องอุ๊ [18 พ.ค. 2549 , 11:09:44 น.] ( IP = 202.28.181.9 : : 10.6.129.65 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |