
ในฐานะเป็นเหตุผลนิยมอันเป็นรากฐานแห่งวิทยาศาสตร์ พระพุทธศาสนาเกิดมีขึ้นไม่ได้ หากไม่ด้วยความหมายมั่นพยายาม ในการเสาะแสวงหา สืบค้น สำรวจ ตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทดสอบ ทดลอง วิจัย และวิจารณ์ โดยมนุษย์แท้ๆ ผู้ทรงเป็นเอกอัครนักวิจัยคนแรก และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก พระนามว่า เจ้าชายสิทธัตถะ จนได้พระนามใหม่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายหลังที่ทรงบรรลุผลงานวิจัยที่ทรงดำเนินมาตลอด 6 ปี ทรงประกาศผลงานวิจัย คือ อริยสัจ 4 ที่ใครๆ ยังไม่เคยค้นพบ กล่าวได้ว่า หัวข้อวิจัยของพระองค์คือ ความทุกข์ของมนุษย์ เทวดา และสรรพสัตว์ : ปัญหา วิธีการแก้ไข และผลการแก้ไข หลักฐานยืนยันผลงานวิจัยของพระองค์บรรจุไว้ใน พระไตรปิฎก พิสูจน์ได้ในทุกมิติของศาสตร์ พระพุทธศาสนาจึงเป็นเพียงศาสนาเดียวในโลกที่ท้าทายและเชื้อเชิญให้มาดูเอง ศึกษาปฏิบัติเอาเอง โดยการตรวจสอบ วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ทดสอบ ทดลอง พิสูจน์ และประเมินผล ตามหลักการและวิธีการแห่งเหตุผล
อนึ่ง พระพุทธศาสนายังคงมีชีวิตอยู่ สถิตสถาพร มีสถานภาพ บทบาทและแพร่หลายในระดับ ศาสนาสากล ใช่ว่าอยู่ที่ พระสัทธรรมที่เป็นอกาลิกะ(ให้คุณประโยชน์ได้ทุกเมื่อที่นำมาปฏิบัติ) เท่านั้นก็เป็นการเพียงพอ แต่หากด้วยอาศัยการศึกษาวิจัยอย่างเอาจริงเอาจัง ให้สามารถรู้จัก รู้รอบ รู้แจ้ง และรู้จริง สืบทอดกันมาของพุทธสาวก และนักปราชญ์ผู้ใคร่ต่อการศึกษาวิจัยอย่างไม่ลดละ ที่เรียกว่า สิกขกามบุคคล ทั้งทางโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ทั้งสายเถรวาทและสายมหายาน แม้กระทั่งในหมู่ผู้ใฝ่รู้จากลัทธิศาสนาอื่น และในสถาบันอุดมศึกษามากมายหลายแห่งหลายระดับทั่วโลก ในหลายภาษา เป็นเวลานับนานหลายร้อยปี สำหรับพุทธศาสนิกชนในสายเถรวาท มีตัวอย่างมากหลาย อาทิ พระพุทธโฆษาจารย์แห่งศรีลังกา
พระศิริมังคลาจารย์แห่งเชียงใหม่