| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๐)
![]()
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๐)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
๑. จักขุปสาทรูป
ประสาทตานั้น มิได้หมายถึงดวงตาทั้งหมด แต่หมายเอาเฉพาะภายในตรงกลางตาดำ โตประมาณเท่าหัวของเหาเท่านั้น ตามทั้งหมดนอกนั้นเป็นกาย และเป็นประสาทกาย แต่อย่างไรก็ดี จุดเล็กๆ ที่ตรงกลางตาดำ จะจัดว่าเป็นประสาทตาทีเดียวหาได้ไม่ เพราะการกระทบอารมณ์ทางตานั้น เป็น อสมฺปตฺตคาหกรูป อารมณ์ที่เข้ามามิได้เป็นรูปที่กระทบกับประสาทโดยตรงได้ จะต้องมีการสืบต่อ (สันตติ) เข้าไปภายในด้วย
จักขุปสาทมีวจนัตถะว่า "จกฺขุวิญญาณธิฏฺฐิตํ หุตฺวา สมวิสมํ จกฺขติ อาจิกฺขนฺตํ วิย โหตีติ = จกฺขุ "
แปลว่า รูปใดที่เป็นที่ตั้งแห่งจักขุวิญญาณ และมีสภาพเปฌนอยู่คล้ายกับบอกให้จักขุวิญญาณรู้ในอารมณ์ว่า อารมณ์นั้นดี อารมณ์นั้นไม่ดี ฉะนั้น รูปนั้นชื่อว่า จักขุ ได้แก่จักขุปสาท
ประสาทตานั้นเป็นเยื่อบางๆ ประดุจปุยนุ่นที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำมัน และเยื่อบางๆ เหล่านี้ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ถึง ๗ ชั้น โตประมาณเท่าศีรษะเหา (ไม่ใช่รูปเดียว) เป็นรูปที่ถูกผลิตสร้างขึ้นโดยอาศัยอำนาจของกรรม คือ กรรมชรูป (จะได้แสดงโดยพิสดารภายหลัง) ผลิตสร้างลงบนร่างกาย คือ บนเซลล์ที่ถูกถ่ายทอดมาจาก พ่อ-แม่ อีกทีหนึ่ง
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2549 , 08:52:16 น.] ( IP = 58.9.98.23 : : )
สลักธรรม 1
อำนาจของกรรมผลิตสร้างรูปนี้ขึ้นในรูปของปรมาณู ประกอบไปด้วยหน่วยเล็กๆ มากมายเรียกว่า "รูปธาตุ" ได้แก่ อวินิพโภครูป ๘ อันมีธาตุต่างๆ คือ
๑. ปถวีธาตุ = ธาตุดิน
๒. อาโปธาตุ = ธาตุน้ำ
๓. เตโชธาตุ = ธาตุไฟ
๔.วาโยธาตุ = ธาตุลม
๕. วัณณธาตุ = สี
๖. คันธธาตุ = กลิ่น
๗. รสธาตุ = รส
๘. โอชะธาตุ = ตัวการที่ทำความเจริญให้แก่รูป
นอกจากนี้ยังมี
จักขุปสาทรูป = ประสาทตา (เป็นรูปปรมาณู)
ชีวิตรูป = ตัวการที่ควบคุมรูปทั้งหลาย ( เช่น รูปประสาทตา) มิให้กระจัดกระจายโดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2549 , 08:52:43 น.] ( IP = 58.9.98.23 : : )
สลักธรรม 2จักขุปสาทรูป คือประสาทตานี้มีกิจการหรือมีหน้าที่การงาน ๒ อย่าง คือ
๑. เป็นวัตถุอันเป็นที่ตั้งของจักขุวิญญาณ คือที่ตั้งของการเห็น ๒. เป็นทวารซึ่งได้แก่ประตู อันเป็นที่เกิดของจักขุทวารวิถี ได้แก่ประตู่ที่จิตออกทำงาน คือการงานของจิต หรือพูดว่าจิตออกมาทำการงาน "เห็น" ณ ที่นี้
จักขุปสาทรูป เป็นรูปอันเกิดขึ้นมาจากรรมชรูป ซึ่งมีหมาภูตรูปเป็นที่รับรอง ซึ่งก็คือธาตุดินรองรับอยู่ มีธาตุน้ำเกาะกุมธาตุดินเอาไว้มิให้กระจัดกระจาย ธาตุไฟเป็นเครื่องรักษาไว้มิให้เปื่อยเน่าเสียหาย มีธาตุลมทำให้ทรงตัวอยู่ได้ พร้อมทั้งมีจิตและอาหารอุปถัมภ์ค้ำชูไว้
ด้วยเหตุนี้ประสาทตาจึงยังคงเป็นประสาทตาตราบเท่าที่กรรมชรูปยังกำลังผลิตสร้างทดแทนรูปประสาทตาที่สลายตัวไปอยู่เสมอ จักขุปสาทรูปนี้เรียกว่าอายตนะภายใน คือจักขวายตนะ เป็นที่ตั้งของการรับกระทบในระหว่างจิตกับอารมณ์ ซึ่งได้แก่รูปารมณ์ คือคลื่นแสงอันเป็นอายตนะภายนอกเรียกรูปายตนะที่สะท้อนจากรูปเข้ามา ในทางธรรมะแสดงในเรื่องนี้ว่า จักขุปสาทะนั้นมีความใส สามารถรับเงาของภาพต่างๆ ได้
อีกประการหนึ่ง ที่เรียกว่า จักขุนั้น ยังแบ่งออกเป็น ๒ คือ ปัญญาจักขุ และมังสจักษุโดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2549 , 08:53:35 น.] ( IP = 58.9.98.23 : : )
สลักธรรม 3
๑. ปญฺญาจกฺขุ เป็นเรื่องที่รู้ด้วยปัญญาทางมโนทวาร มิใช่เป็นการเห็นหรือมีปัญญาเกิดขึ้นมาทางตา เป็นการแสดงออกซึ่งปัญญาในทางใจ ด้วยประการต่างๆ ๕ ประการ คือ
ก. พุทฺธจกฺขุ เป็นปัญญาที่เข้าไปรู้ถึงอัชฌาสัยจิตใจของสัตว์ทั้งหลายซึ่งได้แก่ อาสยานุสยญาณ ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คือปัญญาที่มีความสามารถรู้ในอินทรีย์ของเวไนยสัตว์ทั้งหลายว่าสัตว์ใดได้อบรมบ่มนิสัย สำรวมอินทรีย์ในการปฏิบัติยิ่งหรือหย่อนประการใด องค์ธรรมปรมัตถ์ได้แก่ มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ ซึ่งเป็นปัญญานี้มีแต่เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
ข. สมนฺตจกฺขุ ได้แก่สัพพัญญุตญาณ เป็นปัญญาที่รู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งสารพัดทั้งปวง ไม่ว่ารูปว่านาม ไม่ว่าสังขตธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ถูกปรุงแต่ง หรืออสังขตธรรมซึ่งเป็นธรรมที่มิได้ถูกปรุงแต่ง องค์ธรรมปรมัตถ์ได้แก่ มหากิริยาญาณสัมปยุตตจิตดวงที่ ๑ ของพระอรหันต์
ค. ญาณจกฺขุ ได้แก่อรหัตมรรคญาณ คือ ปัญญาของพระอรหันต์ที่เกิดขึ้นเมื่ออรหัตมรรคจิตเกิด ซึ่งในขณะนั้นมีนิพพานเป็นอารมณ์ และกำลังประหาณกิเลส อันเป็นการประหาณขั้นสุดท้าย ไม่มีกิเลสเหลืออีกต่อไป องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่เกิดในอรหัตมรรคจิต
ง. ธมฺมจกฺขุ ได้แก่ปัญญาของพระอริยบุคคล ๓ คือ โสดาบัน สกทาคามี และพระอนาคามี ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ท่านอริยบุคคลทั้ง ๓ นี้ได้มรรคจิต มีนิพพานเป็นอารมณ์ ทำการประหาณกิเลสออกไปเป็นบางส่วน องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่เกิดในมรรคจิตเบื้องต่ำ ๓
จ. ทิพฺพจกฺขุ หมายถึงผู้ที่ได้อภิญญา คือความรู้พิเศษที่บุคคลธรรมดาสามัญทั้งหลายไม่อาจจะมีได้ เป็นการได้ญาณและฝึกฝนอบรมจนเกิดทิพยจักษุขึ้น เป็นญาณปัญญาที่เห็นได้ด้วยตาอันเป็นทิพย์ ซึ่งคนทั้งหลายเห็นไม่ได้ องค์ธรรมได้แก่ อภิญญาจิต ๒โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2549 , 08:53:53 น.] ( IP = 58.9.98.23 : : )
สลักธรรม 4
๒. มงฺสจกฺขุ ได้แก่การเห็นได้ด้วยนัยน์ตาที่เราท่านทั้งหลายเห็นอยู่ทุกๆ วัน ไม่ได้อาศัยปัญญาอะไร เช่นเมื่อมีรูป อันได้แก่คลื่นของแสงมากระทบกับจิตที่ประสาทตาก็จะเห็นได้ องค์ธรรมได้แก่ จักขุปสาทรูป (เห็นเฉยๆ เท่านั้น)
ในจักขุทั้ง ๖ ประการนี้ เป็นปัญญาจักขุเสีย ๕ เป็นมังสจักขุเสีย ๑ ซึ่งผู้ศึกษาธรรมะมักจะพูดกันสั้นๆ ว่า จักขุ ๖
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ค. 2549 , 08:54:09 น.] ( IP = 58.9.98.23 : : )
สลักธรรม 5มาติดตามอ่านต่อครับ
ขอบคุณมากครับ
โดย ทับตะวัน [22 พ.ค. 2549 , 10:18:13 น.] ( IP = 58.9.142.98 : : )
สลักธรรม 6มาศึกษารายละเอียดรูปแต่ละประเภทต่อค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
โดย เซิ่น [22 พ.ค. 2549 , 12:57:00 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |