วันนี้มีเก็บตกเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าคิดจากการทบทวนเรื่องอเหตุกจิต ๑๘ ดวง มาฝากเพื่อนๆค่ะ
๑. อเหตุกจิตกลุ่มนี้เมื่อพิจารณาในแง่ของจิตเภทนัย (ชาติเภทนัย) จัดอยู่ได้ ๒ ชาติ คือวิปากชาติ และกิริยาชาติ
๒. อเหตุกจิต จะปรากฏขึ้นได้ต้องอาศัยอุปปัตติเหตุ ซึ่งจะต้องมีครบ ๔ ประการ จึงจะเกิดได้ ซึ่งต่างจากจิตอื่นที่มีสัมปยุตตเหตุคือเหตุ ๖ ประกอบ และมีได้ตั้งแต่ ๑ เหตุ (โมหเหตุ ในโมหมูลจิต) จนถึง ๓ เหตุ (อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ในมหากุศลจิต ดวงที่ ๑)เท่านั้น
๓. เวทนามี ๕ เวทนา แต่ในอเหตุกจิตกลุ่มนี้ เกิดมีได้ถึง ๔ เวทนา คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา โสมนัสเวทนา อุเบกขาเวทนา
(เว้นโทมนัสเวทนา ที่เกิดได้เฉพาะในโทสมูลจิตเท่านั้น)
๔. ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่ดี หรือ อารมณ์ที่ไม่ดี ก็ที่อเหตุกจิตนี่แหละค่ะ รับรู้หมด คือ อารมณ์ ๖ ได้แก่ รูปารมณ์ สัททารมณ์
คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธรรมารมณ์
๕. วัตถุที่เป็นที่อาศัยของจิตมี ๖ รูป คือปสาทรูป ๕ และหทยรูป ๑ ในกลุ่มอเหตุกจิต ๑๘ ดวงนี้จองอาศัยหมดเลยค่ะ คือ
จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ จักขุปสาท
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ โสตปสาท
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ฆานปสาท
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ชิวหาปสาท
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ กายปสาท
รวมเป็นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง อาศัยเกิดที่ ปสาทรูป ๕
ส่วนที่เหลืออีก ๘ ดวงคือ สัมปฏิจฉนจิต ๒
สันตีรณจิต ๓ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ หสิตุปปาทจิต ๑
อาศัยเกิดที่หทยรูปค่ะ
๖. น่าแปลกอีกอย่างคือ อเหตุกจิต ๑๘ ดวงนี้ มองดูเผินๆ ก็คิดว่าบ่อมิไก๊ ที่ไหนได้ กลุ่มนี้มีกิจหรือหน้าที่มากมายตั้ง ๑๔ กิจ ลองนับดูนะเองค่ะว่าถูกหรือเปล่า คือ
จักขุวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ ทัสสนกิจ
คือเห็น รูปารมณ์
โสตวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ สวนกิจ
คือได้ยิน สัททารมณ์
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ ฆายนกิจ
คือได้กลิ่น คันธารมณ์
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ สายนกิจ
คือรู้รส รสารมณ์
กายวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ ผุสสนกิจ
คือรู้สัมผัสโผฏฐัพพารมณ์
สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง ทำหน้าที่ รับปัญจารมณ์
อุเบกขาสันตีรณจิต ๒ ดวงทำหน้าที่ตั้ง ๕ อย่างคือ
ปฏิสนธิกิจ คือ เกิดในภพชาติใหม่
ภวังคจิต คือ รักษาภพชาติ
จุติกิจ คือ สิ้นจากภพชาติ
สันตีรณกิจ คือ พิจารณาอารมณ์
ตทาลัมพณกิจ คือ รับอารมณ์ต่อจากชวนะ
โสมนัสสันตีรณจิต ๑ ดวง ทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือ
สันตีรณกิจ คือ พิจารณาอารมณ์
ตทาลัมพณกิจ คือ รับอารมณ์ต่อจากชวนะ
ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง ทำหน้าที่ อาวัชชนกิจ คือคอยรับอารมณ์ที่มาทางปัญจทวาร
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง ทำหน้าที่ ๒ อย่างคือ
อาวัชชนกิจ คือคอยรับอารมณ์ที่มาทางมโนทวาร
โวฏฐัพพนกิจ คือ ตัดสินอามรณ์
หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง ทำหน้าที่ ชวนกิจ คือเสพอารมณ์ที่ทำให้เกิดการยิ้มของพระอรหันต์
๗. ถ้าจะเรียนรู้เรื่องวิถี ก็ที่อเหตุกจิตนี้แหละค่ะ (เชิญศึกษาได้ในอภิธัมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ ๑ ของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร หน้า ๗๔ - ๗๕ ค่ะ)
๘. ในจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ นั้นจัดแบ่งได้เป็น ๗ ธาตุ คือ ปัญจวิญญาณธาตุ ๕ มโนธาตุ ๑ และมโนวิญญาณธาตุ ๑
ในอเหตุกจิต ๑๘ ดวงนี้ ก็สามารถจัดรวมได้ครบ ทั้ง ๗ ธาตุเลยค่ะ คือ
จักขุวิญญาณ ๒ ดวง จัดเป็น จักขุวิญญาณธาตุ
โสตวิญญาณ ๒ ดวง จัดเป็น โสตวิญญาณธาตุ
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง จัดเป็น ฆานวิญญาณธาตุ
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง จัดเป็น ชิวหาวิญญาณธาตุ
กายวิญญาณ ๒ ดวง จัดเป็น กายวิญญาณธาตุ
รวมเป็นปัญจวิญญาณธาตุ ๕
สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง
จัดเป็น มโนธาตุ ๑
สันตีรณจิต ๓ ดวง มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง และ
หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง จัดเป็น มโนวิญญาณธาตุ ๑
๙. จิตในกลุ่มนี้ อเหตุกจิต (๑ อะ) ยังจัดเป็น อโสภณจิต (๑ อะ) อฌานจิต (๑ อะ) อสังขาริกจิต (๑ อะ)และยังมีอีก ๑ อะ ท่านเดาออกไหมค่ะว่าเป็นอะไร
..
เป็นที่น่าภาคภูมิใจของอเหตุกจิต นะค่ะ ที่เบื้องหลังการยิ้มของ พระอรหันต์ นั้น เกิดจากหสิตุปปาทจิตที่อยู่ในอเหตุกจิตค่ะ
ถ้าท่านกำลังหัวเราะ จิตที่เกิดการหัวเราะของท่านนั้นย่อมเป็นจิตที่มีกำลังมาก (เสียใจด้วยนะค่ะ อเหตุกจิตรับไม่ไหวค่ะ) สามารถยึดอารมณ์ไว้มั่นคง จนเป็นเหตุให้หัวเราะในลักษณะต่างๆ จึงจัดเป็น
สเหตุกจิตค่ะ
จบลงที่เลข ๙ พอดี จึงขอให้ทุกท่านก้าวหน้าก้าวไกลในรสพระธรรมค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีเช่นเคยค่ะ
พี่ดาของน้องๆ ค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีเช่นเคยค่ะ
พี่ดาของน้องๆ ค่ะ