มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๓)






สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๓)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ลักษณะ รส ปัฏจุปัฏฐาน และปทัฏฐานนั้น มีคำว่า "มหาภูตรูปอันเกิดจากรรม เป็นเหตุใกล้" เริ่มตั้งแต่จักขุปสาทจนถึงกายปสาท รวม ๕ ครั้งด้วยกัน

เรื่องของกรรมที่มีความสามารถผลิตสร้างรูปขึ้นมาได้นั้น ในบทนี้ยังศึกษาไปไม่ถึง แต่จำเป็นต้องกล่าวพาดพิงเข้าไปบ้างเท่านั้น ในบทเรียนข้างหน้าจึงจะได้ศึกษาว่าถึงเรื่องนี้โดยละเอียด ท่านผู้ศึกษาก็ได้พบคำว่า รูปอันเกิดจากรรมมาหลายแห่งแล้ว ดังนั้นจึงเห็นความที่จะแสดงโดยย่อให้ทราบพอเป็นหนทางเล็กๆ น้อยๆ ก่อน

รูปทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้จากอะไร

วิทยาการในทางโลกวิทยาศาสตร์ แสดงเรื่องของสสารเกิดขึ้นมาจากอะไรไว้น้อยมาก ทั้งนี้ก็เพราะมัวแต่ไปศึกษาเรื่องที่ห่างไกลจากตัวเอง และเรื่องของตัวเองก็ค้นคว้าเข้าไปไม่ถึง แม้เวลาจะล่วงเลยมาช้านานเท่าใดก็ตาม

รูปหรือสสารทั้งหลายมิได้เกิดขึ้นมาใหม่ โดยที่ตัวของมันเองยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย เหมือนสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วงลงมาจากอากาศ เพราะไม่มีใครจะดลบันดาลอะไรขึ้นมาได้ แต่รูปหรือสสารทั้งหลาย เกิดเป็นรูปใหม่ เพราะตัวของมันเองตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ หรือเกิดเป็นรูปใหม่ขึ้นมาเพราะถูกอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งบังคับจนทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปใหม่ เช่น ปรมาณู รูปของมันมิได้อยู่คงที่ย่อมผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลามิได้มีหยุดเลย ร่างกายของคน ของสัตว์และพืชทั้งหลายหรือสิ่งของใดๆ มันก็มิได้หยุดนิ่งอยู่เฉยๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยแม้แต่สักวินาทีหนึ่งก็ไม่มี

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:08:07 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ หรือในจักรวาลใดๆ ก็ไม่มีอะไรที่จะตั้งอยู่อย่างมั่นคงได้แม้แต่อย่างเดียว เพราะมันเป็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยง แล้วมันก็เป็นอนัตตา ไม่มีอะไร หรือไม่มีใครจะไปบังคับให้มันหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย

แม้แต่นาม อันได้แก่จิตหรือวิญญาณ ก็อยู่ในฐานะเดียวกัน ย่อมมีเหตุทำให้เกิดแล้วสลายตัวไปอยู่เรื่อยๆ มิได้มีหยุดเลยแม้แต่สักวินาทีหนึ่ง

วิทยาการในทางโลกได้แสดงถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปใหม่โดยอาศัยเหตุ ถ้าหากว่าโดยหลักธรรมแล้วก็มีประการเดียว คือโดยอำนาจของอุตุ อันได้แก่ความเย็นและร้อนเท่านั้น ไม่ว่าแสง เสียง ไฟฟ้า ตลอดไปจนถึงวัตถุต่างๆ ทุกอย่าง

ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงถึงเหตุที่เป็นตัวการ ทำให้รูปทั้งหลายผันแปรเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปใหม่ถึง ๔ เหตุ ได้แก่ อำนาจกรรม อำนาจจิต อำนาจอุตุ และอำนาจอาหาร

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:08:43 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อตั้งคำถามว่า คนเรานั้นเดินได้อย่างไร? คำตอบก็ไม่ใช่ง่ายนัก สำหรับผู้ที่ได้แต่ศึกษาวิชาในทางโลก แต่มิได้ศึกษาพระอภิธรรมก็อาจจะตอบว่าสมองสั่งให้เดิน (ความจริงสมองเป็นรูป สั่งไม่ได้) แล้วร่างกายจึงได้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นติดต่อกันไปเป็นทอดๆ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่งจะทำให้ต่อมต่างๆ ในร่างกายซึ่งมีอยู่เป็นอันมากขับวัตถุเคมีชนิดหนึ่งออกมา จึงทำให้กล้ามเนื้อยืดหรือหดตัว เป็นเหตุทำให้เดินได้

การอธิบายเช่นนี้ มิได้อธิบายคำว่า "เดิน" เลย เป็นการอธิบายถึงการเคลื่อนไหวเท่านั้นเอง และการเคลื่อนไหวนี้ก็หนีจิตใจไปไม่พ้น

เพราะ "เดิน" นั้น จะต้องก้าวสั้นหรือก้าวยาวเท่าใด ยกเท้าสูงหรือต่ำแค่ไหน จะไปทางขวาหรือทางซ้าย แขนทั้งสองข้างตลอดจนร่างกายทำท่าทางได้อย่างไร

ขาดความเข้าใจในเรื่องจิตเสียตัวเดียวเท่านั้น คำอธิบายในเรื่อง "เดิน" ก็ล้มเหลว

เพราะถ้าจิตไม่มีเสียแล้ว แม้ต่อมต่างๆ ในร่างกายจะขับวัตถุเคมีออกมาได้หรือ และถ้าไม่มีจิตเสียแล้ว จะได้ได้อย่างไรเล่า ถ้าจะเดินให้ได้ก็จะต้องเป็นเครื่องยนต์กลไก แล้วเดินไปโดยปราศจากความมุ่งหมาย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:09:01 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 3

ในพระพุทธศาสนาแสดงถึงเหตุที่ทำให้คน "เดิน"ได้ ว่ามี ๖ ประการด้วยกัน คือ

๑. มีกรรมชรูปดี อันได้แก่ระบบประสาทของร่างกายดีไม่เป็นอัมพาต
๒. มีจิตคิดจะเดิน ถ้าไม่คิดก่อนจะเดินไม่ได้ (เกิดขึ้นไวมาก)
๓. มีจิตสั่งให้เดิน คือไม่มีเจตนาที่จะเดิน ได้แก่ตั้งใจจะก้าวออกไปเป็นต้น
๔. มีจิตตชวาโยธาตุ จิตมีอำนาจให้การเคลื่อนที่เกิดขึ้น (ในเวลาตกใจ ยกของหนักมากๆ ก็ไหว เพราะจิตให้กำลังอำนาจเป็นพิเศษ)
๕. มีอุตุชวาโยธาตุ อำนาจของความร้อนที่ก่อให้เกิดกำลังงาน
๖. มีอาหารชวาโยธาตุ ตัวการเสริมสร้างความเจริญให้แก่กรรมชรูป (อาหารในทางโลกก็เป็นเพียงให้อุตุเท่านั้น)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:09:47 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 4

ตามที่ได้แสดงมาโดยย่อๆ ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า จิตใจนั้น ไม่มีตัว ไม่มีตน ทั้งจับต้องก็ไม่ได้ แต่ก็มีอำนาจทำให้บังเกิดรูปใหม่อยู่เสมอ เช่นทำให้รูปยกมือ รูปยกเท้า รูปหัวเราะ รูปร้องไห้ ตลอดไปจนรูปการหายใจ ซึ่งแต่ละรูปเป็นไปต่างๆกัน เพียงยกมือต่ำกับยกมือสูง รูปที่เกิดจากอำนาจจิตก็จะทำให้มันเป็นรูปที่แปลกกันไปแล้ว

แล้วใครเล่าจะปฏิเสธได้ว่า รูปเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเหตุทั้ง ๖ ประการ และมีจิตเป็นประธาน

จิตจำนวน ๗๕ ประเภท(เพราะแต่ละประเภททำงานต่างกัน และเกิดขึ้นได้ครั้งละประเภทเดียวเท่านั้น) เป็นสมุฏฐานทำให้เกิดจิตตชรูป คือรูปอันเกิดจากอำนาจของจิต ๑๕ เช่น

๑. จิตตชรูปสามัญ ทำให้บังเกิดรูปหายใจเข้า หายใจออก หน้าแดง หน้าซีด เป็นต้น
๒. จิตที่ทำให้อิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ ตั้งมั่น คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
๓. จิตที่ทำให้เคลื่อนไหว คือ อิริยาบถใหญ่น้อย เคลื่อนไหว และการพูด การอ่านหนังสือ และร้องเพลง เป็นต้น
๔. จิตที่ทำให้ร้องไห้ ด้วยอำนาจของโทมนัสคือความเสียใจ จิตจึงได้ทำรูปร้องไห้ให้ได้เห็น
๕. จิตที่ทำให้ยิ้มและหัวเราะ ด้วยอำนาจของโสมนัสคือความยินดี จิตจึงทำรูปนี้ให้ปรากฏ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:10:25 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 5

อำนาจของจิตซึ่งมองหาตัวตนไม่เห็นยังมีอำนาจทำให้เกิดรูปได้ถึงเพียงนี้ จะมีผู้ใดบ้างเล่าที่คิดเข้าไปถึงอำนาจของกรรมที่เก็บสั่งสมเอาไว้ในจิต ซึ่งก็มองหาตัวไม่เห็น และสัมผัสถูกต้องไม่ได้เหมือนกัน แต่แม้กระนั้นมันก็มีอำนาจทำรูปได้ เรียกรูปที่เกิดมาจากรรมนี้ว่า "กรรมชรูป"

กรรมชรูปเริ่มทำงานของมันตั้งแต่ในขณะปฏิสนธิ เรียกว่า ปฏิสนธิกาล คือ เริ่มต้นเกิดมีชีวิตขึ้นเป็นครั้งแรกในครรภ์ของมารดาเพียงเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่ง

ถ้าเกิดเป็นผีสางเทวดาซึ่งเป็นรูปของปรมาณูทั้งสิ้น ก็เรียกในขณะแรกเกิดว่า ปฏิสนธิเหมือนกัน แต่ร่างกายใหญ่โตทันที

ในขณะปฏิสนธิ แม้จะเกิดขึ้นเพียงขณะจิตเดียว แต่กรรมชรูปก็เริ่มทำรูปของมันขึ้นมา ณ ที่นั้นแล้ว

หลังจากปฏิสนธิขณะเดียวแล้ว กรรมชรูปก็เริ่มทำงานของมันต่อไปอีกเรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต เรียกว่า ปวัตติกาล

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:10:43 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 6

กรรมชรูป ก็คือ กรรมที่ได้ผลิตสร้างหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงรูปให้เป็นรูปใหม่ อำนาจของมันมีความสามารถผันแปรรูปได้ทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล

เมื่ออยู่ในครรภ์ของมารดาในขณะปฏิสนธิ แม้จะยังไม่มีตัวมีตนอะไรเลย มีเพียงเป็นน้ำใสเล็กๆ จุดหนึ่ง แต่อำนาจของกรรมก็ได้ผันแปรเซลล์ของพ่อและแม่ที่รวมกันนั้นให้เป็น กายทสกะ ภาวทสกะ และหทยทสกะ

คือกลุ่มรูปปรมาณูที่เป็นประสาทกาย กลุ่มรูปปรมาณูที่แสดงเป็นเพศหญิงหรือชาย และกลุ่มรูปปรมาณูอันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิต

เมื่ออายุประมาณ ๑๐ สัปดาห์ จึงจะมีรูปอันเกิดจากกรรม หรือที่เรียกว่ากรรมชรูปเพิ่มขึ้น คือ ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:10:59 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 7

กรรมชรูป คือ อำนาจของกรรมย่อมจะผันแปรรูปตั้งแต่เกิดไปจนกระทั่งถึงแก่ความตาย คือ ปฏิสนธิถึงจุติ

ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ จิตก็เป็นนาม กรรมก็เป็นนาม ไม่มีตัวตนอะไรเลยแม้แต่สักนิด แต่มันมีอำนาจเป็นพิเศษจริงๆ สามารถทำให้เป็นรูปต่างๆ ได้

อำนาจของกรรมทำให้รูปเกิดขึ้นมานี้ในทางธรรมะเรียกว่า กรรมสมุฏฐาน

กรรมชรูป คือรูปอันเกิดจากกรรม หรือรูปที่ถูกอำนาจของกรรมผันแปรให้เป็นรูปใหม่มีอยู่ ๑๘ รูป คือ มหาภูตรูป ๔ ปสาทรูป ๕ โคจรรูป ๓ (เว้นสัททะ) ภาวรูป ๒ หทยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อาหารรูป ๑ ปริจเฉทรูป ๑ (ช่องว่างระหว่างปรมาณูก็นับรวมด้วย)

กรรมสมุฏฐานนั้นเป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องจิต เรื่องกรรม และเรื่องรูปให้เข้าใจ จึงจะสามารถเข้าถึงความลึกซึ้งได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:11:18 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 8

สำหรับอุตุ คือความร้อน(หรือเย็น) และอาหารคือตัวการที่เสริมสร้างความเจริญ ก็มีอำนาจในการผันแปรรูปด้วยนั้นขอเชิญให้ศึกษาในโอกาสต่อๆ ไป

ระบบประสาทต่างๆ ที่รับสัมผัสอารมณ์ทางปัญจทวารนั้นเกิดขึ้นมาจากอำนาจของกรรมเรียกกรรมชรูป ทางธรรมะเรียกว่าปสาทะ อันมีจักขุปสาทะ โสตปสาทะ ฆานปสาทะ ชิวหาปสาทะ เป็นตัวการรับประทบกับอารมณ์ต่างๆ โดยเฉพาะๆ เช่น

จักขุปสาทะ รับรูปารมณ์ คือคลื่นแสง
โสตปสาทะ รับสัททารมณ์ คือคลื่นเสียง
ฆานปสาทะ รับคันธารมณ์ คือกลิ่น
ชิวหาปสาทะ รับรสารมณ์ คือรส

อารมณ์เหล่านี้จะรับสับเปลี่ยนที่กันไม่ได้ เช่น จะให้ตามาได้ยิน จะให้หูมาเห็น เป็นต้น ในพระอภิธรรมตั้งชื่อตัวการที่มากระทบกับทวารเหล่านี้ว่า โคจรรูปหรือวิสยรูป

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [23 พ.ค. 2549 , 00:11:37 น.] ( IP = 58.9.93.158 : : )


  สลักธรรม 9

มารับความรู้ต่อครับในเรื่องรูปต่างๆครับ



คุรั

โดย ทับตะวัน [23 พ.ค. 2549 , 07:27:39 น.] ( IP = 58.9.138.189 : : )


  สลักธรรม 10


มาศึกษาเรื่องรูปต่อค่ะ

<> กราบขอบพระคุณมากค่ะ <>

โดย พี่ดา [23 พ.ค. 2549 , 07:46:15 น.] ( IP = 124.121.172.103 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org