มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๔)






สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๔)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

โคจรรูป หรือวิสยรูป


โคจรรูปหรือวิสยรูปนั้นมี ๔ คือ

รูปารมณ์ ได้แก่คลื่นของแสงที่สะท้อนจากรูปต่างๆ มากระทบกับจิตที่ประสาทตา แล้วทำให้ "เห็น"
สัททารมณ์ ได้แก่เสียงที่มากระทบกับจิตที่ประสาทหู แล้วทำให้ "ได้ยิน"
คันธารมณ์ ได้แก่กลิ่นที่มากระทบกับจิตที่ประสาทจมูกแล้วทำให้ "รู้กลิ่น"
รสารมณ์ ได้แก่รสต่างๆ ที่มากระทบกับจิตที่ประสาทลิ้นแล้วทำให้ "รู้รส"

ธรรมดาโคทั้งหลายนั้นย่อมไม่อยู่นิ่ง เมื่อเจ้าของเปิดคอกในเวลาเช้า ก็จะยื้อแย่งแข่งขันกันออกจากคอกไปโดยเร็วด้วยความยินดี ย่อมจะท่องเที่ยวไปเพื่อหากินในสารทิศต่างๆ ถ้านายโคบาลมิได้ดูแลให้ดี ปล่อยให้โคห่างจากสายตาไปเสมอๆ แล้วในไม่ช้า โคฝูงนี้ก็จะเหลือน้อยลงๆ ทุกที ทั้งนี้ก็เพราะว่าโคย่อมจะท่องเที่ยวไปเพื่อแสวงหาหญ้าอ่อนที่ตนชอบไปเรื่อยๆ และไกลออกไปๆ จนลับสายตา โคก็จะตกเหวตกเขาตายบ้าง เป็นเหยื่อแก่เสือหรือสิงโตบ้าง และขโมยลักพาไปบ้าง

โคจรรูปเป็นที่โคจรแห่งจิต เจตสิก
เหมือนโคทั้งหลายท่องเที่ยวไป หรือโคจรก็ได้แก่สถานที่ที่โคทั้งหลายท่องเที่ยวไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 พ.ค. 2549 , 13:08:46 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.37 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

โคจรรูปนั้นท่านก็เปรียบเสมือนหนึ่งโค เพราะรูปชนิดนี้กระจัดกระจายตัวออกไป หรือท่องเที่ยวไปจนกว่าจะกระทบกับอะไรเข้า ไม่ว่าจะเป็น รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ ซึ่งได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ตัวอย่างเช่น เสียงกลองหรือระฆังดังขึ้น หรือกลิ่นของดอกราตรีที่เบ่งบานในยามค่ำคืนส่งกลิ่น มันก็ย่อมกระจายตัวของมันออกไปทั่วทิศ ดูก็เสมือนหนึ่งว่า มันพยายามที่จะไปให้ได้ไกลแสนไกลเท่าที่มันจะไปได้ ซึ่งเปรียบเหมือนโคที่ท่องเที่ยวหากินเรื่อยไปโดยไม่มีขอบเขต

วิสยรูปนั้น เป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งซึ่งแปลว่า "ขอบเขต" หรือ "ความเป็นอยู่" ในภาษาไทยใช้คำว่า "วิสัย" เพราะเป็นวิสัยของรูปชนิดนี้ ซึ่งดูเสมือนว่ามันชอบท่องเที่ยวไปในทิศทางต่างๆ

โคจรรูป หรือวิสยรูปนี้ ผู้บรรยายอาจจะแสดงว่ามี ๗ รูป ไม่ใช่ ๔ รูป ดังที่กล่าวแล้วก็ได้ โดยเติมปฐวีโผฏฐัพพารมณ์ เตโชโผฏฐัพพารมณ์ วาโยโผฏฐัพพารมณ์ รวมเป็น ๗ รูปด้วยกัน

ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายได้ถูกกระทบกระทั่งกับสิ่งต่างๆ เป็นอันมาก การถูกกระทบทางกายเหล่านั้น อาจเป็นอารมณ์ที่ดีที่ชอบใจบ้าง เป็นอารมณ์ที่ไม่ดีไม่ชอบใจบ้าง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ในเรื่องนี้ใครๆ ก็พากันทราบดีอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากจะถามว่ากระทบเข้ากับสิ่งใด ก็จะต้องตอบว่า กระทบเข้ากับคนบ้าง สัตว์บ้าง ที่ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์บ้าง

คำตอบดังกล่าวมาแล้วก็เป็นการถูกต้องดี เพราะเป็นความจริงส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับบัญญัติที่พวกเราชาวมนุษย์ได้สมมุติกันขึ้น แต่ถ้าจะถามซ้ำขึ้นมาอีกว่า การกระทบถูกต้องทางกายที่เป็นปรมัตถ์นั้นอย่างไร คำตอบก็จะแตกต่างกันไปมาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 พ.ค. 2549 , 13:09:54 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.37 )


  สลักธรรม 2

คลื่นแสงย่อมกระทบกับประสาทตาเท่านั้น กระทบกับกายไม่ได้เลย คลื่นเสียงย่อมกระทบกับประสาทหูจะกระทบกับกายก็ไม่ได้อีก แม้กลิ่นและรสก็เหมือนกัน กระทบถูกต้องกายไม่ได้ เพราะรูปทั้งหลายเหล่านี้เป็นอุปาทายรูป เป็นรูปละเอียดมากไม่มีกำลังเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกในการกระทบได้ ฉะนั้น การกระทบทางกายจึงจำต้องเป็นรูปใหญ่ รูปหยาบ หรือรูปที่เป็นประธาน ซึ่งก็ได้แก่มหาภูตรูป คือ ดิน ลม ไฟ นั่นเอง (ธาตุน้ำกระทบถูกต้องไม่ได้)

๑. ปฐวีโผฏฐัพพารมณ์ ธาตุดินมากระทบกายก่อให้เกิดความรู้สึกว่า กระทบเข้ากับความแข็ง (หรืออ่อน)
๒. เตโชโผฏฐัพพารมณ์ ธาตุไฟที่มากระทบกับกายก่อให้เกิดความรู้สึกว่ากระทบกับความร้อน(หรือเย็น)
๓. วาโยโผฏฐัพพารมณ์ ธาตุลมกระทบกายก่อให้เกิดความรู้สึกไหวและเคร่งตึง

ส่วนอาโปคือธาตุน้ำนั้น เป็นสุขุมรูป เป็นรูปที่ละเอียดประณีตมาก จึงไม่มีความสามารถกระทบกับกายได้เลย เพราะคำว่าธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่ดื่ม ดังนั้น แม้เอาน้ำมารดลงไปบนกายก็จะรู้สึกว่า กระทบเข้ากับธาตุดิน(อ่อน) เท่านั้น

คำว่าโผฏฐัพพารมณ์ ตามวิเคราะห์ว่า "ผุสิตพฺพนฺติ โผฏฺฐพฺพํ" แปลว่า เป็นอารมณ์ชนิดหนึ่งที่ถูกแตะต้องได้ ฉะนั้น เรียกโผฏฐัพพะ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 พ.ค. 2549 , 13:10:28 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.37 )


  สลักธรรม 3

โคจรรูปนี้ เป็นธรรมชาติที่เป็นอารมณ์ของวิญญาณทั้ง ๕ คือความรู้อารมณ์ทั้ง ๕ เป็นตัวการให้วิญญาณทั้ง ๕ เกิดขึ้น

รูปารมณ์ ซึ่งได้แก่คลื่นแสง ทำให้เกิดจักขุวิญญาณ "เห็น"
สัททารมณ์ได้แก่เสียง ทำให้เกิดโสตวิญญาณ "ได้ยิน"
คันธารมณ์ ได้แก่กลิ่นต่างๆ ทำให้เกิดฆานวิญญาณ "รู้กลิ่น"
รสารมณ์ ได้แก่รสต่างๆ ทำให้เกิดชิวหาวิญญาณ "รู้รส"
และปฐวีโผฏฐัพพารมณ์ เตโชโผฏฐัพพารมณ์ วาโยโผฏฐัพพารมณ์ (เกิดทีละอย่าง) ทำให้เกิดกายวิญญาณ รู้แข็ง(อ่อน) ร้อน(เย็น) ไหว(เคร่งตึง)

การที่ในบางแห่งมิได้นับโผฏฐัพพารมณ์เข้าไปรวมด้วยนั้น ก็เพราะธาตุทั้ง ๓ นี้มีอยู่ในมหาภูตรูปตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง ดังนั้นจึงเอากายโผฏฐัพพารมณ์ออกไปเสีย เหลือแต่รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ จึงเรียกโคจรรูป หรือวิสยรูปมีเพียง ๔

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 พ.ค. 2549 , 13:11:29 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.37 )


  สลักธรรม 4

๑. รูปารมณ์ มีวจนัตถะว่า


"รูปยติ หทยงฺคตภาวํ ปกาเสตีติ = รูปํ" รูปใดย่อมแสดงถึงความรู้สึกของจิตใจให้ปรากฏ ฉะนั้น รูปนั้นชื่อว่า รูปารมณ์ หรือ

"รูปยติ ทพฺพํ ปกาเสตีติ = รูปํ" รูปใดย่อมแสดงวัตถุ สิ่งของรูปร่างสัณฐานให้ปรากฏ ฉะนั้นรูปนั้นชื่อว่า รูปารมณ์

บุคคลผู้ซึ่งกำลังเสียใจอยู่ก็ดี กำลังดีใจอยู่ก็ดี หรือกำลังอายอยู่ก็ดี เมื่อผู้ใดมองดูหน้าตาและท่าทางของเขาแล้ว ก็จะทราบได้ทันทีว่า เขากำลังเสียใจ กำลังดีใจ หรือกำลังละอายอยู่ การที่เรารู้ได้นั้น ก็หาใช่ว่าเราดูเข้าไปถึงใจของเขาก็หาไม่ เพราะดูเข้าไปไม่ได้ หากแต่เราดูหน้า ดูท่าทาง อันหมายถึงดูที่รูปนั่นเอง รูปเหล่านั้นได้แสดงถึงความรู้สึกของเขา พูดง่ายๆ ก็คือรูปที่เราดูอยู่นั้น ได้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นในใจออกมาตีแผ่เป็นรูปให้ปรากฏแก่สายตา

ความดีใจ ความเสียใจ กลุ้มใจ กลัว หรือตกใจ เมื่อผู้ใดเห็นหน้าตาท่าทางแล้วก็ทราบว่า ดีใจ เสียใจ กลุ้มใจ กลัว หรือตกใจ ก็เพราะรูปารมณ์นั้นเป็นตัวการแสดงให้ปรากฏ หรือว่าเราทราบได้เพราะ วัตถุ รูปร่างสัณฐานของสิ่งที่มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้า ทำให้เห็นเป็นรูปร่างสัญฐานสีสันวรรณะต่างๆ นานา (ความรู้สึก "เห็น" เกิดขึ้นที่ตา แต่ทราบเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นที่ใจ)

อีกประการหนึ่ง สิ่งที่มีชีวิตก็ดี สิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ดี ที่ประกอบไปด้วยรูปร่างสัณฐาน สีสัน วรรณะ ที่ปรากฏแก่สายตาคนทั้งหลาย ก็เพราะต้องอาศัยรูปารมณ์ อันได้แก่คลื่นของแสงที่สะท้อนจากรูปต่างๆ มากระทบกับตา รูปารมณ์นี้จึงเป็นปัจจัยให้ปรากฏความรู้สึกขึ้นมาทางตาได้ เป็นตัวการทำให้เกิดจักขุวิญญาณ คือการ "เห็นรูป" แล้วมีเรื่องราวอื่นๆ ต่อไปอีก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 พ.ค. 2549 , 13:12:04 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.37 )


  สลักธรรม 5

ธรรมชาติที่มากระทบกับจักขุปสาทแล้วก่อให้เกิดการเห็น คือจักขุวิญญาณ
หรือตัวการที่มาเป็นอารมณ์ให้แก่จิตที่จักขุปสาท ทำให้เห็นรูป ธรรมชาตินั้น เรียกว่า รูปารมณ์


ในทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้เชื่อกันว่า คลื่นแสงนั้นเกิดจากการเคลื่อนที่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีความยาวคลื่นที่สั้นมาก ส่วนในพระอภิธรรมปิฎกแสดงว่า รูปารมณ์นั้นเป็นรูป ไม่ใช่นาม และรูปนี้เป็นอุปาทายรูปซึ่งต้องอาศัยมหาภุตรูปเกิดอีกทีหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี แม้ในพระอภิธรรมจะมิได้ใช้ถ้อยคำพูดว่าเป็น "คลื่น" ซึ่งในวิชาการทางโลกใช้กันอยู่ แต่ก็ได้แสดงว่าเป็น "สันตติ" คือการสืบต่อๆ กันไปซึ่งท่านจะได้ศึกษาโดยพิสดารต่อไป

ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานของรูปารมณ์


จกฺขุปฏิหนฺนลกฺขณํ มีการกระทบจักขุปสาท เป็นลักษณะ
จกฺขุวิญฺญาณสฺส วิสยภาวรสํ มีการทำอารมณ์ให้จักขุวิญญาณ เป็นกิจ
ตสฺเสว โคจรปจฺจุปฏฺฐานํ มีการเป็นอารมณ์ของจักขุวิญญาณ เป็นผล
จตุมหาภูตปทฏฺฐานํ มีมหาภูตรูปทั้ง ๔ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [24 พ.ค. 2549 , 13:13:27 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.37 )


  สลักธรรม 6

มาศึกษารายละเอียดรูปแต่ละประเภทต่อค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [24 พ.ค. 2549 , 22:12:28 น.] ( IP = 58.8.45.174 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org