| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
นำกุศลมาฝาก (2)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เช้าวันที่ 14 ออกเดินทางไป วัดพระธาตุปุยคำ เพื่อร่วมงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการเดินทางในครั้งนี้ เพราะเวลา 8.00 10.00 น. จะมีการสรงน้ำพระธาตุก่อนนำไปบรรจุ
ระหว่างที่คอยผู้คนทยอยมาสรงน้ำพระธาตุนั้น พวกเราบางคนได้เดินชมสถานที่ของวัด ซึ่งในโบสถ์มีพระพุทธรูปงามมาก เป็นพระพุทธรูปที่พวกเราชาวมูลนิธิฯได้ไปร่วมงานหล่อที่วัดศรีประวัติ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปหินหยกสีขาวที่นำมาจากประเทศพม่าอีกด้วย
ที่หน้าโบสถ์พบมีเพิงเล็กๆ บรรจุอัฐบริขาร สอบถามชาวบ้านทราบว่าเป็นพระอุปคุตเถระที่ชาวบ้านทำพิธีแห่มาจากแม่น้ำเพื่อให้มาช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภัยอันตรายตลอดที่มีงาน และเมื่อเสร็จงานแล้วจะต้องพิธีแห่กลับไปยังแม่น้ำตามเดิม
เรื่องของพระอุปคุตเถระ หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า พระกีสนาคอุปคุตเถระ นี้ น่าสนใจมากทีเดียว จึงขอนำเสนอให้ท่านได้รับทราบโดยย่อดังนี้
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 18:51:47 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 2
พระอุปคุตเถระ
พระอรหันต์ผู้ปราบพญาวสวัตตีมารได้สำเร็จ
เมื่อพระพุทธศาสนามีอายุล่วงได้ 218 พรรษา .
พระเจ้าธรรมาโศกราช (อโศกราชกุมาร) ได้ทำการขุดค้นพระบรมสารีริกธาตุจากการทำธาตุนิธาน(ฝังพระธาตุไว้เพื่อให้พ้นจากอันตราย)ในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรู
และทรงนำมาบรรจุไว้ในสถูปที่สร้างถึง 84,000 องค์ จากนั้นได้ทำการฉลองอย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน
ในงานนี้ พระอุปคุตเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธานุภาพมาก จำพรรษาบำเพ็ญฌานสมาบัติอยู่ใต้ท้องทะเลลึก ได้ถูกอาราธนาจากเหล่าภิกษุสงฆ์ให้มาเป็นผู้ป้องกันภัยอันตรายอันเกิดจากพญาวสวัตตีมารที่มาขัดขวางงานพระราชพิธี
ไม่ว่าพญามารจะแสดงฤทธิ์ใดๆ พระอุปคุตเถระก็สามารถปราบได้ทุกครั้งไป ในที่สุดพระเถระจึงคิดวิธีที่จะป้องกันไม่ให้พญามารมารบกวนตลอดที่มีพิธี จึงเนรมิตซากสุนัขที่เน่าเหม็นเต็มไปด้วยหนอนนำไปผูกติดกับคอพญามาร และอธิษฐานมิให้ผู้อื่นแก้ออกได้ แม้พญามารจะไปอ้อนวอนให้เหล่าเทวดาและพระพรหมช่วยเหลือก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เหล่าเทวดาจึงแนะนำพญามารให้ไปขอพระอุปคุตเถระยกโทษโดยสัญญาจะไม่ไปรบกวนพิธีนี้อีก
แม้พระเถระจะนำเอาซากสุนัขออกจากคอพญามารออกไปแล้ว แต่ก็ได้นำเอาประคตเอวของท่านออกมาอธิษฐานผูกคอพญามารมัดติดภูเขาแทน แล้วกล่าวว่า
พญามาร ท่านจงอยู่ที่นี่ จนกว่าสมเด็จพระรามาธิบดีธรรมาโศกราชกระทำมหาสักการะพระเจดีย์สถูปครบถ้วน 7 ปี 7 เดือน 7 วัน แล้วเราจะมาแก้ท่านออกจากภูเขานี้
ซึ่งสร้างทุกขเวทนาให้กับพญามารเป็นเวลานาน
ครั้นครบกำหนด พระอุปคุตเถระก็มายังภูเขาแห่งนั้นและกำบังกายไม่ให้พญามารเห็น ฝ่ายพญามารเมื่อสิ้นฤทธิ์ก็หมดจิตอันเป็นอกุศล บ่นรำพันถึงพระคุณของสมเด็จพระบรมศาสดาเมื่อครั้งยังทรงพระชนม์อยู่ว่า
อันตัวเรานี้ได้เคยคิดร้ายต่อพระพุทธองค์ครั้งแล้วครั้งเล่ามีประการต่างๆ ถึงกับเข้าประหัตประหาร แต่พระองค์ก็ทรงชนะได้ด้วยบารมี ถึงขนาดนั้นพระผู้มีพระภาคก็มิได้กระทำโทษโกรธตอบต่อเราแม้มาตรว่าสักนิดหนึ่ง แต่ไฉนบัดนี้สาวกของพระพุทธองค์ช่างใจร้ายไม่มีเมตตาการุณย์ กระทำโทษแก่เราให้ได้รับความทุกข์เข็ญแสนสาหัสถึงปานนี้
แล้วได้อุทานตั้งความปรารถนาพุทธภูมิในบัดนั้น
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 18:56:32 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 3
เมื่อพระอุปคุตเถระได้ฟังพญามารออกวาจาปรารถนาพุทธภูมิจึงได้ออกจากที่กำบังเข้าแก้เครื่องพันธนาการพญามารออกพร้อมกล่าวขออภัยที่ได้ล่วงเกิน พร้อมกับคิดว่าท่านและพุทธบริษัททั้งปวงยังมิมีผู้ใดเคยเห็นพระรูปโฉมของพระบรมศาสดาเลย มีแต่พญามารผู้เดียวเท่านั้นได้ได้เคยเห็นพระพุทธองค์มาก่อน ควรที่จะขอร้องให้พญามารเนรมิตไห้ชม
ดูก่อนพญาวสวัตตีมาร อันตัวอาตมาพร้อมทั้งพุทธบริษัททั้งปวงในปัจจุบันนี้มิมีผู้ใดได้เคยทัสนาเห็นพระรูปกายแห่งพระบรมศาสดาเลย ขอท่านจงกรุณาเนรมิตให้พวกเราได้ชมพอเป็นเครื่องเจริญจิตเจริญศรัทธาเป็นบุญตาที่ได้พบเห็นสักครู่หนึ่งจะได้หรือไม่
พญามารรับปาก แต่ขอร้องทุกคนว่าเมื่อเนรมิตให้เห็นแล้วแล้วขออย่าได้ถวายนมัสการ ซึ่งพระอุปคุตเถระก็รับคำ
ครั้นเมื่อพญามารได้เนรมิตกายเป็นพระพรมศาสดา อีกทั้งมีพระอัครสาวกสถิตอยู่เบื้องซ้ายขวา แวดล้อมด้วยพระอสีติมหาสาวกเท่านั้น พระอุปคุตเถระพร้อมทั้งมหาชนมีพระเจ้าธรรมาโศกราชเป็นประมุขในที่นั้นก็เกิดปีติโสมนัสได้พากับถวายนมัสการพระพุทธสรีรูปนั้นด้วยเบญจางคประดิาฐ์ ลืมวาจาปฏิญาณที่ได้ตกลงกับพญามารเสียสิ้น
ทำไมพระคุณเจ้า จึงนมัสการข้าพเจ้า
ท่านพญามาร อาตมามิได้นมัสการท่าน แต่อาตมานมัสการพระสรีรูปองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค และมหาสาวกทั้งปวงนั้น
นับแต่นั้นมาพญาวสวัตตีมารก็มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาสืบต่อไป
ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นประเพณีที่กระทำสืบต่อกันมา นั่นก็คือเมื่อใดที่จะมีงานพิธีการในด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะครั้งนี้ก็เป็นการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระสถูปเจดีย์ด้วย จึงได้มีพิธีอัญเชิญพระอุปคุต (โดยไปนำก้อนก้อนหินในแม่น้ำแทนองค์ท่าน) มาประดิษฐานไว้หน้าโบสถ์ พอเสร็จพิธีก็จะแห่กลับไปคืนที่แม่น้ำตามเดิม
ก็ต้องบอกว่า .น่าอัศจรรย์
เพราะตอนที่คณะเราออกจากโรงแรมในตัวเมืองนั้นฝนยังตกหนักอยู่ แต่เมื่อเข้าบริเวณวัดกลับไม่มีฝน แม้ว่าตอนทำพิธียกฉัตรฝนจะตกลงมาบ้างแต่ก็ไม่มากนัก
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 19:01:47 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 4
พอถึงเวลาเริ่มพิธี
ศ.น.พ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานจุดธูปเทียน
อาจารย์บุษกร เมธางกูร นำสวดมนต์
(พอเสร็จงานในวันนั้น..ก็มีคนมาติดต่อทาบทามท่านอาจารย์ให้ไปอัดเสียงออกเทปสวดมนต์)
จากนั้นพระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ และมีการนำพระธาตุขึ้นไปบรรจุบนยอดเจดีย์ แล้วจึงมีการยกฉัตรซึ่งเป็นฉัตร 5 ชั้นขึ้นบนยอดเจดีย์
.ตอนที่มีการดึงฉัตร และฉัตรกำลังเคลื่อนขึ้นช้าๆ นั้น
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 19:04:51 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 5
ภาพที่ได้เห็นคนเป็นจำนวนมากพยายามออกแรงเพื่อชักรอกฉัตร 5 ชั้นให้ขึ้นสู่ยอดเจดีย์นั้น
ทำให้นึกถึงหัวข้อธรรมที่ได้เรียนและทั้งยังเคยได้ฟังการอุปมาว่า
หากเปรียบ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเจดีย์แล้ว- ศีล เป็นเสมือนฐานเจดีย์ - สมาธิ เป็นเสมือนองค์เจดีย์ ส่วน - ปัญญา นั้นเป็นเสมือนยอดเจดีย์
เมื่อพูดถึงปัญญาซึ่งเป็นเสมือนยอดเจดีย์...ทำให้นึกไปถึงวิปัสสนาปัญญาซึ่งจะพาให้หลุดพ้นไปได้นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ เพราะปัญญาชนิดนี้จะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีอินทรีย์ 5 คือ
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาที่แก่กล้า นั่นก็คือเป็นอินทรีย์ที่มีกำลังหรือปรีชามากขึ้นนั่นเอง
ยิ่งภาพที่ได้เห็นตอนที่เจ้าหน้าที่พยายามเอาฉัตรไปตั้งบนยอดเจดีย์ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก
ทำให้นึกถึงคำที่หลวงพ่อเคยบอกพวกเราว่า
จริงเสียอย่างเดียว ย่อมสำเร็จทุกอย่าง
เพราะการทำงานอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ จึงทำให้ในที่สุด ฉัตร 5 ชั้นก็สามารถตั้งอยู่บนยอดเจดีย์จนได้
ทำให้ต้องตั้งคำถามตนเองว่า
เรามีความจริงจังที่จะเพิ่มพลังให้อินทรีย์ 5 มากแค่ไหน?
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 19:10:49 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 6
ตกบ่าย พวกเราก็เดินทางกลับ แต่ก็ได้แวะไปกราบนมัสการ พระธาตุดอยจอมทอง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก ในเขตตัวเมืองเชียงราย
ตามตำนานเล่าว่าเป็นพระธาตุเก่าแก่ที่มีก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะทรงสร้างเมืองเชียงราย
เมื่อไปถึงก็มีการถกเถียงกันเล็กน้อย(เพราะผู้ที่ไปครั้งนี้ล้วนเป็นกรรมการที่อาวุโสทั้งสิ้น) ว่า
พระธาตุแห่งนี้พวกเราเคยมานมัสการกันแล้วเมื่อครั้งที่อาจารย์บุษกรพาไปบริจาคขาเทียมและไหว้พระธาตุตามจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ
บ้างก็ว่ายังไม่เคยมา แต่ผู้เล่าจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า
ครั้งนั้นหลังจากที่ได้เวียนเทียนรอบพระธาตุดอยจอมทองแล้ว ตอนนำอธิษฐานท่านอาจารย์ได้ชี้ให้พวกเราเห็นความแตกต่างของน้ำตาเทียน
.. น้ำตาเทียนที่หยดอยู่ตามพื้นซึ่งอยู่ที่ต่ำนั้นเปื้อนสีดำ แต่ทว่า
..น้ำตาเทียนที่อยู่ในขันน้ำมนต์ซึ่งเป็นของสูงที่วางบนหิ้งบนตั่งก็จะเป็นสีขาว
ท่านพูดให้พวกเราได้ตระหนักว่า หากเราทำชีวิตเปรอะเปื้อนไปด้วยอกุศลก็ต้องอยู่ในที่ต่ำๆ คือมีอบายภูมิ เป็นที่ไปอย่างแน่นอน
ในเมื่อเราเรียรรู้แล้ว เราก็ย่อมมีทางเลือกได้ จงตั้งใจและตั้งมั่นให้ได้ว่าเราจะต้องทำตนเองให้เป็นเสมือนน้ำตาเทียนในขันน้ำมนต์ ด้วยการหมั่นชำระจิตใจตนเองตามคำสั่งในโอวาท 3 ของพระพุทธองค์
คิดว่าหลายๆ ท่านที่ไปด้วยในครั้งนั้นคงพอจะจำคำสอนของท่านอาจารย์ได้
นมัสการพระธาตุดอยจอมทองเสร็จ กลับโรงแรมเพราะฝนตก
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 19:17:47 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 7
วันที่ 15 พฤษภาคม กลับไปวัดพระธาตุปุยคำอีกครั้ง .
เพราะนอกจากจะมีงานสมโภชพระสัมพุทธบรมธาตุเจดีย์ศรีเชียงรายแล้ว
วันนี้ยังเป็นวันคล้ายวันเกิดพระเมธีวรญาณด้วย
ตกบ่าย พระธรรมกิตติวงศ์(เจ้าคุณทองดี) เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม ได้มาเทศน์เรื่องเกี่ยวกับ บุคคลที่ควรบูชา โดยใจความสำคัญได้พูดถึงพระพุทธเจ้าที่เรากราบบูชาสักการะนั้นมี 3 ประเภท คือ พระพุทธเจ้าที่เป็น
1. องค์แท้ ได้แก่พระสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2. องค์แทน ได้แก่สิ่งที่สร้างขึ้นเป็นตัวแทนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นพระเจดีย์ พระพุทธรูป เป็นต้น
3. องค์ธรรม ได้แก่พระธรรม อันเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง
ปัจจุบันแม้ว่าพระสรีรรูปขององค์พระบรมศาสดาไม่มีแล้ว แต่ก็ยังมีพระบรมสารีริกธาตุซึ่งนับเป็นองค์แท้ให้เราได้กราบไหว้
โดยเฉพาะวันนี้มีงานบรจุพระธาตุไว้ในเจดีย์ นับเป็นบุญวาสนาของชาวบ้านปุยคำที่ได้มีสิ่งศักดิ์มาอยู่คู่บ้านให้ได้บูชากราบไหว้ทั้งที่เป็นองค์แท้และองค์แทน
แต่คำสอนของพระคุณเจ้าในตอนท้ายเน้นหนักไปถึงองค์ที่ 3 คือองค์ธรรมที่ทุกคนควรน้อมเข้ามาที่ตัวเอง
เป็นการให้เราได้ข้อคิดว่า การบูชากราบไหว้องค์แท้และองค์แทนนั้นก็จะได้แต่เพียงอามิสบูชา
แต่การนำองค์ธรรมมาไว้ที่ตนด้วยการปฏิบัติบูชานั่นซิเป็นเรื่องที่ควรกระทำ
เพราะแม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์มาก่อนว่า
ดูก่อนอานนท์ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม แม้กระทำการสักการบูชาตถาคตด้วยอามิสบูชาเป็นอันมากถึงเพียงนี้ ผู้นั้นก็ไม่ชื่อว่า บูชาตถาคต
ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่งในธรรม ผู้นั้นแลชื่อว่าบูชาตถาคต
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 19:24:03 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 8
เมื่อพูดถึงองค์ธรรม ทำให้นึกถึงพี่ๆ น้องๆ ทุกคน
ที่ทุกวันนี้ต่างหันเหชีวิตมาอยู่กับองค์ธรรมอันได้แก่คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเรียนพระอภิธรรม
และอีกทั้งหลายๆ ท่านก็มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการพ้นทุกข์ เมื่อได้มาเรียนพระอภิธรรมแล้วก็ยิ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนอันหมายถึงองค์ธรรมมากยิ่งขึ้น
ยังจำได้ว่า หลวงพ่อแสวง(พระครูศรีโชติญาณ) เคยพูดว่า
ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม โอกาสที่จะเปลี่ยนใจในเรื่องศาสนายังมีอยู่ ผิดกับผู้ที่เข้าใจพระอภิธรรมแล้วซึ่งจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ และยังมีโอกาสเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาได้ง่าย
เมื่อพูดถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
ท่านอาจารย์เคยปรารภให้ฟังว่า หากพวกเรายังคงติดอยู่กับการเรียนพระอภิธรรม โดยยังไม่ยอมปฏิบัติเพื่อหาหนทางพ้นทุกข์กันเสียที ก็เหมือนกับเข้าถึงได้แค่เพียงกระพี้เท่านั้น ยังไม่ได้เข้าถึงแก่น
ท่านยังได้บัญญัติเป็นคำเปรียบเปรยว่า เป็นแค่กระพี้ใกล้แก่นเท่านั้น (หากมีโอกาสจะนำมาเล่าในคราวหน้า)
ดังนั้น การที่เราเป็นพุทธศาสนิกชน เราควรจะรู้ว่า .
การบูชาของเราทุกวันนี้เป็นการบูชาตถาคต ตามที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระอานนท์หรือไม่
แต่อย่างไรก็ตาม . การไปเชียงรายในครั้งนี้ก็นับว่าได้บุญอย่างมากมาย จึงขอนำกุศลทั้งมวลมาฝากพี่ๆ น้องๆ ทุกๆคน
โดยเฉพาะท่านอาจารย์นั้นจะทำบุญที่ใด เมื่อไร
ท่านก็จะทำเผื่อ และอธิษฐานให้กับสมาชิกทุก ๆ ท่าน ทุกครั้งไปค่ะ
วันที่ 16 พฤษภาคม...คณะของเราซึ่งเป็นตัวแทนของชาวมูลนิธิทุกท่าน ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ
โดย วยุรี [25 พ.ค. 2549 , 19:38:51 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.38.12 )
สลักธรรม 9ขอบพระคุณค่ะพี่วยุรีที่นำกุศลมาฝาก
อ่านแล้วก็พลอยชื่นใจกับกุศลไปด้วย
และยังได้ความรู้เพิ่มขึ้น
ขออนุโมทนากับกุศลที่ท่านอาจารย์ได้นำทางในครั้งนี้
และน้อมรับกุศลที่ท่านเผื่อแผ่มาให้ด้วยค่ะ..
เป็นกิจกรรมที่งดงามและมีคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างยิ่งค่ะโดย น้องอุ๊ [25 พ.ค. 2549 , 19:55:41 น.] ( IP = 221.128.110.20 : : )
สลักธรรม 10มาอ่าน..มาน้อมรับกุศล และกราบอนุโมทนากับทุกท่านที่ได้กระทำกิจอันเป็นกุศลนั้นด้วยความอิ่มใจปิติใจ ..
ขอบพระคุณน้ำใจที่เมตตาที่นำกุศลเผื่อแผ่ และนำเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นมาเล่าสู่กันฟังค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [26 พ.ค. 2549 , 09:35:48 น.] ( IP = 203.113.16.250 : : 203.113.67.36 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |