| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๖)
![]()
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๖)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
เพื่อหวังให้ท่านผู้อ่านได้ประจักษ์ในความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ว่า ลึกซึ้งเพียงใด จึงขอบรรยายการงานของรูปและของนามเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
ตามหลักปรมัตถธรรมนั้น โมหะได้แก่อะไร
แม้จะเป็นการแสดงเรื่องรูป แต่รูปดังกล่าวก็เกี่ยวข้องพัวพันกับชีวิตจิตใจ ด้วยเหตุนี้เอง การแสดงรูปบางรูปโดยละเอียดพิสดารเสียบ้างก็เป็นการสมควร เพราะจะได้ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจพระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น ว่าศึกษาเรื่องรูปแล้วมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
คนโดยมากได้ยินคำว่า "โมหะ" และคำว่า "อวิชชา" อยู่บ่อยๆ แต่ผู้ที่มิได้ศึกษาย่อมจะมีความเข้าใจคำว่า โมหะ อวิชชา ดีจริงๆ ไม่ได้
เรื่องโมหะหรืออวิชชา คนโดยทั่วไปเข้าใจกันว่า เป็นความหลงหรือความไม่มีวิชชา คือไม่มีความรู้ แต่ครั้นถามว่า หลงเรื่องอะไร หรือที่ว่าไม่มีวิชชานั้น ไม่มีวิชชาความรู้อะไร คำตอบก็ไม่ง่ายนัก
บางท่านก็คงจะตอบว่าโมหะ ก็ได้แก่ หลงผู้หญิง หลงผู้ชาย หลงแก้วแหวนเงินทอง หลงเที่ยวเตร่หามรุ่งหามค่ำ หลงเล่นการพนัน หลงเสพสุรายาเมา เป็นต้น
บางท่านก็ว่า อวิชชา ก็คือไม่มีวิชชาความรู้ ไม่มีวิชชาพฤกษศาสตร์ นิติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2549 , 09:44:00 น.] ( IP = 203.172.117.99 : : )
สลักธรรม 1
แท้จริง ความหลงดังที่ยกตัวอย่างขึ้นมา ก็ได้ชื่อว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่มีโมหะ ก็คงจะไม่หลงไปดังนั้น แต่มิได้เป็นความหลงที่เป็นต้นตอแท้จริง
และที่ว่าไม่มีวิชชาความรู้ดังกล่าว ก็ถูกต้องเหมือนกัน แต่ถูกต้องนิดหน่อยเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ดี ถ้าจะว่าเป็นความหลงหรือความไม่มีวิชชา ก็เป็นได้ไม่ผิดอะไร แต่ถึงจะเป็นการถูกต้อง ก็เป็นการถูกต้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหมือนยิงนกไปถูกเอาหางนกเข้า นกก็รอดไปได้ ไม่ตาย ทั้งนี้ก็เพราะว่าความหลงหรือความไม่รู้ดังกล่าวมาแล้ว เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวไม่ยืนยาวก็ได้ หรืออาจมีเหตุหนึ่งเหตุใดมาขัดขวางทำให้ความหลงดังกล่าวนั้นเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เลิกหลงเสียก็ได้ ไม่หลงผู้หญิงหลงผู้ชาย ไม่หลงเสพสุรายาเมาอีกต่อไป แล้วศึกษาเล่าเรียนในวิชชาการต่างๆ เป็นต้น ความหลงต่างๆ ดังกล่าวมานั้นก็มิได้เป็นมูลเป็นรากฐานแท้จริงแต่ประการใด
ยังมีความหลงอีกชนิดหนึ่งที่แอบแฝงซ่อนอยู่เร้นลับและลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมากับผู้ใดแล้ว ผู้หลงนั้นมิได้รู้สึกสำนึกตัวเลย มันกินลงไปอย่างลึกเหมือนกับสนิมในเนื้อเหล็กโดยที่ผู้ตกอยู่ในความหลงเช่นนี้มีโอกาสทราบได้ยากที่สุด หรือมิได้รู้สึกสำนึกตัวเลยจนตลอดชีวิตก็เป็นได้ และเกิดอย่างกว้างขวางทั่วไปในมนุษย์ภูมิ สัตว์เดรัจฉานภูมิ หรือแม้เทวภูมิก็ตาม
ความหลงชนิดนี้ไม่มีอะไรเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้เลย ไม่ว่าจะค้นคว้าศึกษาไปจนทั่วพิภพจบแดน ไม่ว่าจะค้นลงไปภายใต้ท้องทะเลลึก หรือท่องไปในห้วงอวกาศตลอดไปจนถึงนอกฟ้าป่าหิมพานต์ในแสนโกฏจักรวาล นอกจากอย่างเดียวเท่านั้นที่จะแก้ความหลงนี้ได้ นั่นก็คือสร้าง "ปัญญา" ให้เกิดขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เองความหลงจึงได้เกิดขึ้นมายาวนานจนชั่วชีวิต คือตั้งแต่เกิดไปจนตาย ทั้งเกิดขึ้นตลอดวันและในวันหนึ่งๆ นับจำนวนไม่หวาดไหว
ตลอดในเวลากลางวันแล้วยังไม่พอ ยังแถมกลางคืนอีกต่างหากด้วย แม้จะแสดงออกซึ่งความหลงนั้นมากมายจนตลอดทั้งหลางวันกลางคืนดังนี้แล้วก็ตาม ผู้หลงก็หาได้มีความรู้สึกสำนึกตัวไม่ ผู้หลงก็ไม่เคยคิดไม่เคยสะเทือนใจ ถ้าหากมิได้ศึกษาเล่าเรียนทำปัญญาให้เกิดขึ้นมา กล่าวคือ ค้นคว้าหาความจริงโดยอาศัยหลักวิชาในพระพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งในปรมัตถสัจธรรมหรืออภิธรรมปิฎกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2549 , 09:45:15 น.] ( IP = 203.172.117.99 : : )
สลักธรรม 2สิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกประการหนึ่งซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ ความหลงที่ว่านี้มิได้เกิดขึ้นอยู่ในที่ห่างไกลที่ไหลเลย ก็เกิดอยู่ที่หน้าหรือที่ตาของผู้หลงเอง แต่ถึงแม้ว่าความหลงนี้จะเกิดอยู่ที่ตา ที่หู หรือที่ใจ ซ้ำเกิดอยู่ตลอดทั้งวัน ก็หาได้ทำให้ผู้หลงเห็นความจริงได้ไม่
ดังนั้น ตัวโมหะ อวิชชา หรือความหลงนี้ จึงได้จัดว่าเป็นตัวการสำคัญที่มีความสามารถยอดเยี่ยมจริงๆ จัดได้ว่ามีความรวดเร็วเสียยิ่งกว่าลมกรด และมีความฉับไวเสียยิ่งกว่าตากนกแร้งเป็นร้อยเท่าพันทวี จึงได้หลบหลีกสายตา หลบหลีกความรู้สึกของผู้ตกอยู่ในโมหะไปได้ ตลอดปีแล้วปีเล่าจนกว่าจะสิ้นชีวิต แล้วก็ไปหลงกันใหม่ในชาติหน้าแล้วก็ชาติต่อๆ ไป จนนับชาติที่เกิดไม่ได้
ท่านทั้งหลายก็คงอยากทราบ อยากได้บทพิสูจน์ถึงความหลงที่ว่านั้นว่าคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อมันเกิดหลงอยู่ที่ตา ที่หู และที่ใจ แล้วเหตุไฉนผู้หลงจึงไม่มีโอกาสทราบได้
ในเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะอธิบาย แต่อย่างไรก็ดี หวังว่าท่านผู้ศึกษาผู้ซึ่งมีพื้นฐานการศึกษามาดี มีเหตุผลเป็นของตนเอง เมื่อได้ใช้ความคิดพิจารณาตามไปด้วยดี ก็คงจะมีความเข้าใจ
ก่อนอื่น ขอได้ทำความเข้าใจเอาไว้เสียก่อนว่า โมหะและอวิชชานั้น ตามหลักปรมัตถธรรมมีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน คือไม่รู้ความจริงของชีวิต
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [26 พ.ค. 2549 , 09:45:38 น.] ( IP = 203.172.117.99 : : )
สลักธรรม 3กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
เรื่องราวของความหลง มันกินลึกไปในจิตใจของคนเรา
และยากที่เข้าใจจริงๆ
การสร้างเหตุด้วยปัญญาที่ได้เข้าไปรู้จักในปรมัตถธรรม
จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะชำแหละโมหะออกมาเป็นชิ้นส่วนได้ อย่างทีท่านอาจารย์ได้อธิบาย
จึงโชคดีจริงๆที่ชาตินี้ได้มีส่วนรู้จักหน้าตาโมหะมากขึ้น
และจะได้สกัดกั้นอำนาจของโมหะในกาลต่อๆไปโดย น้องอุ๊ [26 พ.ค. 2549 , 19:43:55 น.] ( IP = 61.47.121.45 : : )
สลักธรรม 4
มาศึกษาเรื่องสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนาต่อค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงค่ะโดย พี่ดา [29 พ.ค. 2549 , 09:14:20 น.] ( IP = 124.121.171.21 : : )
สลักธรรม 5มาศึกษาหาความรู้ต่อค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะโดย เซิ่น [29 พ.ค. 2549 , 20:14:05 น.] ( IP = 58.8.51.26 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |