มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๗)






สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๗)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

วิทยาการทั้งหลายในโลกนี้มีมากมายยิ่งนัก มนุษย์ต่างพากันค้นคว้าศึกษาตัวเป็นเกลียว ทำให้เกิดมีความรู้ มีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถ ตลอดจนมีความคิดพิจารณาเข้าไปในปัญหาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งในแผ่นดิน แผ่นน้ำ ตลอดไปจนถึงในห้วงอวกาศ

มนุษย์มีความรู้กว้างใหญ่ไพศาลมากมายไกลออกไปทุกทีๆ ในสารพัดทาง ไม่มีใครที่จะมายับยั้งความคิดอ่านของมนุษย์เอาไว้ให้อยู่ภายในขอบเขตได้ ความกระหายที่จะศึกษาหาความรู้ของมนุษย์นั้นแห้งผากเหมือนทะเลทรายที่ขาดน้ำมานานปี

อย่างไรก็ดี แม้มนุษย์จะค้นคว้าสรรพวิทยาการทั้งหลายขึ้นมาได้มากมายสักเพียงใด แม้มนุษย์จะใช้เวลาช้านานสักเพียงไหน มนุษย์ก็ยังหลงละเมอเพ้อฝันศึกษาเรื่องไกลออกไปจากตัวเองอยู่เรื่อยๆ ไป บรรดามนุษย์ทั้งหลายค้นคว้าหาความจริงเข้ามาในตัวเองหาได้ไม่ เพราะมนุษย์ยังไม่ทราบเลยแม้แต่น้อยว่าเขานั้นคือใคร หรือตัวเองนั้นคือผู้ใด เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตายแล้วจะไปไหน แม้เรื่องเล็กน้อยที่เกิดอยู่ต่อหน้าก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ เช่นการนอนหลับคืออะไร การนอนหลับเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วในขณะนั้นทั้งรูปทั้งนาม(จิตใจ) มันทำงานอะไรกันบ้าง ทั้งนี้โดยยังไม่ได้ถามไปถึงความฝันเลยสักนิด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 พ.ค. 2549 , 10:27:12 น.] ( IP = 58.9.91.227 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อย่าว่าแต่จะก้าวไปหาความจริงจากชีวิตให้ไกลถึงเพียงนั้นเลย แม้อารมณ์ที่มาปรากฏอยู่ต่อหน้าก็หาได้รู้จักไม่ แล้วยังหลงใหลคิดเห็นผิดว่ามันเป็นความจริงไปเสียด้วย เช่น เห็นรูป ได้ยินเสียง และคิดนึกได้ ตามที่ปรากฏอยู่ในความเข้าใจของคนทั้งหลาย เป็นต้น

เมื่อดังนี้แล้ว จะให้มนุษย์ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโมหะ หรืออวิชชา คือความโง่ความหลงกระไรได้ โมหะ อวิชชาจึงได้ครอบงำอยู่ตลอดมา แล้วก็จะตลอดไปอีกยาวนาน หรือไกลแสนไกลไปในอนาคต

การที่จะศึกษาเรื่องของโมหะ หรืออวิชชา อันได้แก่ความโง่ความหลงที่เกิดอยู่ตามทวาร เช่น ทางตา เป็นต้น ก็จำเป็นที่จะต้องยกเอาวิชาการในทางโลกทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วย "แสง" มาแสดงเสียก่อน จะทำให้เข้าใจได้ง่าย แล้วจึงจะได้นำหลักการในพระพุทธศาสนาออกมาเปรียบเทียบ ถ้าหากว่าท่านผู้ใดยังเข้าใจไม่สู้มากนักในครั้งนี้ ก็จำที่จะต้องอ่านทบทวนซ้ำอีกก็คงจะเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วจะเพิ่มยิ่งขึ้นเมื่อศึกษาต่อไปข้างหน้า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 พ.ค. 2549 , 10:27:33 น.] ( IP = 58.9.91.227 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า เราเห็นรูปได้อย่างไร รูปที่เห็นนั้นมากระทบตาหรือว่าตาไปกระทบรูป

การให้คำตอบดังนี้จำจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องของแสงสว่าง

แสงสว่าง ในทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นพลังงานซึ่งจะก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความรู้สึก "เห็น" แต่อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจว่า เรามองเห็นแสงสว่างไม่ได้ แต่แสงนั้นเองทำให้เรามองเห็นวัตถุได้ ที่เห็นได้ก็เพราะแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามาสู่นัยน์ตาของเรา

พระอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่างๆ เป็นแหล่งกำเนิดของแสง หรือมิฉะนั้นเราก็ทำมันขึ้นมาเอง เราต้องทำให้วัตถุนั้นร้อนจัดจนเปล่งแสงจ้าออกมา บางทีเราก็ใช้คำว่า "วิโรจน์" เช่น ไฟฟ้า เทียนไข และตะเกียงน้ำมัน เป็นต้น

แสงสว่างเดินทางเป็นเส้นตรง ไปได้ทุกทิศทุกทางทั่วไปในเอกภาพ คลื่นแสงเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีความถี่สูงมาก มีความยาวคลื่นตั้งแต่ ๔,๐๐๐ อังสตรอม (Augs Trom) และสูงกว่า ๗,๐๐๐ อังสตรอมเล็กน้อย ( ๑ อังสตรอม = ๑/๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ซ.ม.)

อัตราความเร็วของแสงนั้นน่าพิศวง เพราะแสงจะใช้เวลาเดินทาง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ หรือ ๓๐๐,๐๐๐ กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วเสียยิ่งกว่า"เสียง" และเร็วกว่า"ลูกปืน" ที่ยิงออกไปจากปากกระบอกมาก เพราะคลื่นของเสียงไปได้เพียง ๐.๒ ไมล์ต่อวินาที และความเร็วของลูกปืนที่ยิงก็ประมาณ ๐.๙ ไมล์ต่อวินาทีเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 พ.ค. 2549 , 10:27:48 น.] ( IP = 58.9.91.227 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อโลกของเราอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ ๙๓ ล้านไมล์ และแสงเดินทางได้ ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาที ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาประมาณ ๘ นาที แสงจากดวงอาทิตย์จึงจะเดินทางมาถึงโลกของเรา

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเราแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนเดือนมืด เราก็เห็นดาวดวงหนึ่ง แล้วเราก็ทึกทักเอาว่า เราเห็นดาวดวงนั้นจริงๆ ทั้งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยหาได้ไม่ เพราะบางทีดาวดวงนั้นเคลื่อนที่ไปแล้ว หรือมิได้มีอยู่ในที่นั้นเลย ด้วยว่าแสงที่เราเห็นในขณะนี้ อาจเป็นแสงที่ได้เดินทางมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนโน้นแล้ว ดวงนี้ตั้งอยู่ห่างไกลกับโลกของเราอย่างสุดหล้าฟ้าเขียว ใช้เวลาเดินทางมาถึงหลายร้อยปีแสง แต่เพิ่งจะมาถึงตาของเราเดี๋ยวนี้เองก็ได้

เราย่อมจะมีความชำนาญในธรรมชาติที่เป็นสี เช่นความเขียวของใบไม้ สีต่างๆ ของดอกไม้ สีน้ำเงินที่ทาบไปตามท้องฟ้า และสีต่างๆ ที่สวยสดงดงามของรุ้งกินน้ำ หรือบางทีเราก็หนีสีที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเองไม่พ้น เช่น ผ้าและบ้าน สีต่างๆ เป็นต้น

เราเห็นสีต่างๆ ได้จริงๆ หรือ ช่วงคลื่นของแสงแต่ละช่วงคลื่นเป็นสีดังที่เราเห็นหรือเปล่า

แน่นอน สีนั้นเกิดแสง แต่ไม่น่าอัศจรรย์ดอกหรือที่แสงสีขาวนั้นเป็นแสงผสมของรังสีแสงทุกรังสี เพราะแสงแดดที่เรามองเห็นเป็นแสงสีขาวนั้น แท้ที่จริงเป็นแสงที่ผสมรังสีของแสงถึง ๗ สี

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 พ.ค. 2549 , 10:28:02 น.] ( IP = 58.9.91.227 : : )


  สลักธรรม 4

การที่เราเห็นเป็นสีขาวนั้นก็เพราะเหตุว่า แสงของดวงอาทิตย์ (หรือใช้หลอดไฟฟ้าก็ได้) ผ่านมากระทบกับอณูของอากาศ แล้วจึงได้เกิดการสะท้อนและหักเหแสงนั้นเข้าสู่นัยน์ตา โดยที่อณูของอากาศมิได้ดูดรังสีของแสงซึ่งเป็นสีอะไรเอาไว้เลย ถ้าอยู่เหนือโลกขึ้นไปเช่นดาวเทียม แล้วไม่มีอณูของอากาศ ก็จะมองไม่เห็นแสง หรือไม่เห็นแสงแดดเลย ทั่วทุกทิศในฟากฟ้าจะดำสนิทไม่เห็นเป็นกลางวันหรือกลางคืน มองไปรอบๆ ตัวทุกหนทุกแห่งจะเจอเอาความมืด เห็นแต่ดวงดาวสึกสกาวอยู่

ดังนั้นแสงสีขาวของดวงอาทิตย์จึงประกอบด้วยสีต่างๆ ที่มีในสเปกตรัมมีสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม และไวโอเลต สำหรับแสงสีแดงหักเหได้น้อยที่สุด และแสงสีไวโอเลตหักเหได้มากที่สุด

ความยาวของคลื่นแสง
สีแดง...............๐.๐๐๐,๐๖๖ ซ.ม.
สีส้ม.................๐.๐๐๐,๐๖๑ ซ.ม.
สีเหลือง...........๐.๐๐๐,๐๕๙ ซ.ม.
สีเขียว..............๐.๐๐๐,๐๕๔ ซ.ม.
สีน้ำเงิน...........๐.๐๐๐,๐๔๘ ซ.ม.
สีคราม.............๐.๐๐๐,๐๔๕ ซ.ม.
สีไวโอเลต........๐.๐๐๐,๐๔๒ ซ.ม.

การที่เรามองเห็นเป็นสีต่างๆ ได้นั้น ในทฤษฎีของวิชาแสงว่า เป็นเพราะประสาทของนัยน์ตามีประสาทที่จะรับความรู้สึกในการเห็นสีแดง น้ำเงิน และสีเขียวอันเป็นแม่สีในวิชาแสง ดังนั้นสีต่างๆ จึงเกิดจากแสงด้วยอาศัยความยาวคลื่นของแสงแต่ละสีต่างๆ กัน เช่น สีแดงมีความยาวคลื่นยาวที่สุด ส่วนสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [27 พ.ค. 2549 , 10:28:20 น.] ( IP = 58.9.91.227 : : )


  สลักธรรม 5


มาศึกษาเรื่องสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนาต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงค่ะ

โดย พี่ดา [29 พ.ค. 2549 , 09:15:03 น.] ( IP = 124.121.171.21 : : )


  สลักธรรม 6

มาศึกษาหาความรู้ต่อค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [29 พ.ค. 2549 , 20:12:39 น.] ( IP = 58.8.51.26 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org