มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๘)






สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๒๘)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

อันการที่เราเห็นสีของวัตถุต่างๆ มีสีแตกต่างกันนั้น ก็เพราะว่าเมื่อเรามองเห็นวัตถุทึบแสงว่าเป็นสีอะไร นั่นก็ย่อมแสดงว่า วัตถุนั้นดูดรังสีของแสงทั้ง ๗ รังสี แต่รังสีของแสงที่เห็นมันมิได้ดูดเอาไว้

เช่นเห็นสีเขียว ก็ย่อมแสดงว่า วัตถุนั้นดูดรังสีของแสงไว้ทุกสีนอกจากสีเขียว สีเขียวจึงได้สะท้อนมาสู่นัยน์ตาของเรา แต่ถ้าวัตถุนั้นโปร่งแสง เรามองเห็นเป็นสีอะไร ก็คือวัตถุนั้นให้รังสีของแสงนั้นผ่านวัตถุเข้าสู่ตา

ถ้าเป็นวัตถุที่สะท้อนแสงมาไม่ได้เลย แสงนั้นถูกดูดกลืนไปหมดสิ้น วัตถุนั้นจะเป็นสีดำ

แต่ถ้ามันสะท้อนสีทุกสีทั้งหมดเกือบจะเท่าๆ กัน มันก็จะเห็นเป็นสีขาวหรือเห็นเป็นสีเทา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 พ.ค. 2549 , 07:57:00 น.] ( IP = 58.9.92.156 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สมมุติว่า เราเอากระดาษขาวตั้งขึ้น แล้วให้แสงฉายเข้ามาลงบนกระดาษขาวแผ่นนั้น กระดาษขาวจะสะท้อนแสงสีทุกสีหมด ด้วยเหตุนี้จึงได้เห็นกระดาษเป็นสีขาว

อย่างไรก็ดี ถ้าวัตถุนั้นสะท้อนแสงที่มันได้รับมาไม่ได้เลย แสงนั้นๆ ถูกดูดกลืนเสียหมด วัตถุนั้นจะเป็นสีดำ แต่ถ้ามันสะท้อนสีทุกสีทั้งหมดเกือบจะเท่าๆ กัน มันก็จะมีสีขาวหรือสีเทาดังได้กล่าวแล้ว

ในกรณีของกระจกเงา แสงทุกสีที่กระทบกับกระจก สะท้อนมาสู่ตา เราจึงได้มองเห็นเป็นภาพ แต่สำหรับกระจกขัดฝ้า แม้มันจะไม่ทึบแสงก็จริง แต่มันไม่ยอมให้แสงผ่านเข้าไปได้ เพราะผิวมันไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น แสงจึงสะท้อนกระจายไปทั่วทุกทิศทุกทาง

อนึ่ง คลื่นของแสงที่เราเห็นเป็นสีผสมนั้น ไม่ใช่คลื่นแสงมาปนกันเหมือนกับเราผสมสี เช่นเราเห็นสีเทาๆ เพราะคลื่นสีแดงกับคลื่นสีเขียวแกมน้ำเงินมากระทบกับเรตินา (Ratina) พร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้สิ่งของวัตถุต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับแสงที่กระทบ ๑ แสงที่สะท้อนออก ๑ และแสงที่ผ่านทะลุวัตถุ ๑

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 พ.ค. 2549 , 07:57:26 น.] ( IP = 58.9.92.156 : : )


  สลักธรรม 2

ตามที่ได้บรรยายมานั้น เป็นเรื่องย่อเรื่องสั้นที่สุด เฉพาะเรื่องของคลื่นแสงอันจะทำให้เราเห็นภาพเป็นสีต่างๆ (มโนภาพ) ว่ามีความพิสดารอย่างไร ยังมิได้แสดงถึงนัยน์ตาของคนว่าประกอบขึ้นมาด้วยอะไร หรือเป็นอย่างไรบ้าง เช่นว่าเลนส์เป็นวัตถุโปร่งแสง ตามปกติคล้ายแก้วซึ่งมีพื้นหน้าโค้ง ภาพที่นัยน์ตาเห็นเป็นภาพที่เกิดขึ้นบนเรตินาโดยเลนส์นูน ภาพที่เห็นเป็นภาพหัวกลับ และเราต้องเปลี่ยนแปลงความโค้งของเลนส์เพื่อโฟกัส คือเลนส์นั้นไม่แข็งมีเอ็นยืดอยู่ มีกล้ามเนื้อเล็กๆ ทำให้ยืดและหด ทำให้เลนส์หนาหรือนูนขึ้นให้พอเหมาะที่จะรับแสง เรามีม่านตาซึ่งบังคับปริมาณของแสงให้เข้ามากหรือน้อยได้



ม่านตา (Iris) เป็นตัวบังคับปริมาณของแสงให้เข้าตามากหรือน้อย โดยเปลี่ยนแปลงขนาดของช่องตาดำ

นอกจากคลื่นของแสงและเครื่องรับแสงแล้ว ยังมีเรื่องราวที่จะต้องศึกษาอีกมากมาย เช่น "เห็น" เกิดขึ้นมาได้นั้น ความรู้สึกเห็น และเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของต่างๆ ได้อย่างไร ในขณะที่การเห็นเช่นนั้นเกิดขึ้นมีการงานอะไรกันบ้าง เรื่องเหล่านี้ย่อมจะพิสดารแล้วจะต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานมาก แต่ถึงกระนั้นก็ดีก็เข้าใจจริงๆ ยังไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 พ.ค. 2549 , 07:59:14 น.] ( IP = 58.9.92.156 : : )


  สลักธรรม 3

ในพระพุทธศาสนาแสดงเรื่องการรู้อารมณ์ตามทวารต่างๆ ไว้มาก เช่น ในการเห็นรูป ในการได้ยินเสียง และในการคิด เป็นต้น ทั้งยังแสดงการทำงานของรูปารมณ์อันได้แก่คลื่นแสง จักขุปสาทะอันได้แก่ประสาทตาซึ่งเป็นรูปเหมือนกัน และการ "เห็น" ซึ่งเป็นนาม เป็นต้น เพื่อให้ได้ทราบว่าในขณะที่เห็น ได้ยิน หรือคิดนึกนั้น ทั้งรูปทั้งนามมันทำการงานกันอย่างไร อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ในทางธรรมะแม้จะมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่า แสงที่สะท้อนจากรูปต่างๆ มากระทบกับตานั้นเป็น "คลื่น" ก็จริง แต่ก็ได้แสดงเหมือนเช่นนั้น เพราะได้กำหนดเอาไว้ว่า "รูปารมณ์" ซึ่งหมายถึงตัวการที่มากระทบทางตานั้นเป็นรูป ไม่ใช่นาม เป็นรูปปรมาณูทั้งเป็นสันตติ คือการสืบต่อๆ กันมา กระทบกับจิตที่ประสาทตา หาใช่รูป คือ คลื่นแสงที่วิ่งเข้ามากระทบตาโดยตรงมิได้

นอกจากนั้น "รูป" อันได้แก่คลื่นของแสงที่สะท้อนจากหน้าของคนมากระทบที่ประสาทตานั้น ก็หาใช่ว่าจะมาพร้อมกันทีเดียวก็หาไม่ เช่น สะท้อนจากตา จากปาก จากจมูก จากแก้ม ทีละจุดๆ คลื่นแสงเหล่านั้นก็กลายเป็นอดีตไปหมด ทั้งจิตก็เกิดดับติดต่อกันไป แล้วจึงเอาอดีตทั้งหมดมาสร้างเป็นมโนภาพขึ้นใหม่

อย่างไรก็ดี เมื่อรูป คือคลื่นแสงกระทบกับจิตที่ประสาทตาเข้าแล้ว ก็เรียกว่า "จักขุวิญญาณ" แปลว่า "เห็น" และ "เห็น" เฉยๆ เท่านั้น ยังเห็นเป็นอะไรไม่ได้เลย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 พ.ค. 2549 , 07:59:33 น.] ( IP = 58.9.92.156 : : )


  สลักธรรม 4

การที่เราเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นสีแดง สีเขียว สีดำ นั้นก็เพราะอาศัยอดีตกรรม คือการกระทำเก่าๆ ที่เก็บเอาไว้ในจิตเข้ามาร่วมตัดสินด้วย เพราะว่าโดยปรมัตถธรรมแล้ว คน สัตว์ โต๊ะ เก้าอี้ สีแดง สีเขียว สีดำ นั้นหาได้มีไม่

ดังนั้น การเห็นที่ปล่อยให้อดีตกรรมเข้ามาร่วมด้วยเช่นนี้ จึงมิใช่เป็นการเห็นเฉยๆ ที่เป็นปัจจุบันเสียแล้ว หากแต่เป็นการเห็นที่มีเรื่องของอดีตปะปนอยู่

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเห็นแล้วเรารู้ว่าเป็นสิ่งใด จึงได้กลายเป็นมโนภาพไปเสียทุกครั้ง หรือเป็นเรื่องที่คิดขึ้นมาทุกที

ด้วยเหตุดังกล่าว บุคคลทั้งหลายจึงตกอยู่ในฐานะมีโมหะ หรืออวิชชา คือความโง่ ความหลง หรือไม่มีความรู้ อันได้แก่วิชาที่มาปรากฏจริงๆ อยู่ต่อหน้า โดยหลงใหลในมโนภาพของตนเอง เอาเรื่องของอดีต คือรูปนามที่ดับไปแล้วมาคิด ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นสีแดง สีเขียว อันที่จริงคลื่นแสงนั้นหาได้เป็นคนเป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นสีแดง สีเขียวแต่ประการใดไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 พ.ค. 2549 , 07:59:49 น.] ( IP = 58.9.92.156 : : )


  สลักธรรม 5

เรื่องของอดีตที่เก็บเอาไว้ในจิตนั้น ได้ถูกยกขึ้นมาสู่อารมณ์ปัจจุบันเพื่อทำการตัดสินด้วยเสมอไป แต่อดีตของแต่ละบุคคลนั้นสะสมมาแตกต่างกัน ดังนั้น มโนภาพที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างกันไปได้ ฉะนั้น การตัดสินอารมณ์ต่างๆ เช่นที่ตาเห็น จึงจะประกาศว่าเป็นความจริงแท้หาได้ไม่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเห็น ก.ไก่ คนที่ศึกษาเล่าเรียนมีอดีต ก.ไก่ อยู่ในใจแล้วจึงจะอ่านได้ แต่คนที่ไม่ได้เรียนก็ไม่ทราบเลย ได้แต่ "เห็น" เป็นรูป ก. เฉยๆ เท่านั้น ไม่ทราบว่านั่นคือ ก.ไก่

หรือเราเห็นเรารู้ว่า เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ แต่เด็กเล็กๆ ที่ยังไม่เดียงสาที่มิได้มีอดีตเข้ามาหนุนหลังตามแบบฉบับของเรา ก็จะมิรู้เลยว่าเป็นโต๊ะเขียนหนังสือไปด้วย ยิ่งสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมีตามีใจ และเห็นได้ด้วยสายตา แต่ก็มิได้มีความรู้สึกหรือมีความรู้เฉียดเข้ามาใกล้เลยแม้แต่น้อย

โดยทำนองเดียวกันนี้ เมื่อเราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสวย เราก็ไม่อาจจะไปเกณฑ์ให้ผู้อื่นที่เขามีอดีตไม่เหมือนเราให้เขาว่าสวยไปกับเราด้วย เช่นนิโกรที่อยู่ในทวีปอัฟริกา หรือเห็นชาวเอสกิโมที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือเข้า พวกของเขาก็จะเห็นว่าสาวๆ ของเขาเหล่านั้นสวยงามน่ารักมากเสียเกลือเกิน แต่เราจะเห็นเหมือนเขาเหล่านั้นก็เห็นจะไม่ไหวแน่ ทั้งนี้ก็เพราะอดีตที่สั่งสมอบรมมาที่เก็บอยู่ในใจหาได้อบรมสั่งสมมาเหมือนกันกับเขาไม่

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 พ.ค. 2549 , 08:00:07 น.] ( IP = 58.9.92.156 : : )


  สลักธรรม 6


มาศึกษาเรื่องสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนาต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงค่ะ

โดย พี่ดา [29 พ.ค. 2549 , 09:16:43 น.] ( IP = 124.121.171.21 : : )


  สลักธรรม 7

มาศึกษาหาความรู้ต่อค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [29 พ.ค. 2549 , 20:13:19 น.] ( IP = 58.8.51.26 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org