มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๓๒)






สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๓๑)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา


สำหรับผู้ศึกษาโดยละเอียดก็จะทราบถึงอารมณ์อื่น ๆ และจิตที่เกิดทางทวารอื่น ๆ คือทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หรือกิริยาอาการต่าง ๆ ด้วย

ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้วก็จะเห็นว่า การเห็น การได้ยิน เป็นต้น นั้นจะต้องมีอารมณ์อดีต หรือกรรมเก่าที่เก็บเอาไว้ภายในจิตใจเข้ามาเกิดร่วมด้วยหาไม่แล้วก็จะเห็นรูปไม่ได้ ได้ยินเสียงไม่ได้ อย่างแน่นอน

แล้วใครเล่าจะปฏิเสธได้ว่า เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงแล้ว กรรมเก่าจะไม่มาร่วมการตัดสินด้วย กรรมเก่าที่เก็บอยู่ในจิตใจจะไม่อออกมาทำงานของมัน และใครจะกล้าปฏิเสธว่า ผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วจะมาสนองตอบไมได้

ดังนั้น คนเคยขโมย เคยคดโกงมาแล้วมากมายในอดีต เมื่อถูกชักชวนให้กระทำอีก จึงรับปากได้โดยง่าย เพราะถูกอำนาจที่เคยทำมาแล้วสนับสนุน

คนเคยมีแต่ความเมตตากรุณาแล้วในอดีต เมื่อเห็นคนหรือสัตว์กำลังตกทุกข์ได้ยากอยู่ต่อน้า ใจคอก็สลดหกก่ออยากจะช่วยให้พ้นทุกข์อย่างเหลือเกิน ทั้งนี้ แม้จะยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ก็ตาม

ผู้ที่ได้ศึกษาวิทยาการในทางโลก เช่น วิชากายวิภาค ก็จะอธิบายการทำงานในส่วนจ่าง ๆ ของร่างกายออกไปอย่างกว้างขวาง แม้ในทางรับอารมณ์ตามทวารต่าง ๆ ทั้ง ๖ ทวาร ขอยกตัวอย่างสักอารมณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นทางหู

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:26:43 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



หูของคนเรานั้นแบ่งออกเป็น ๓ ตอนด้วยกัน คือ หูส่วนนอก (Exteral ear) หูส่วนกลาง (Midle ear) หูส่วนใน (Inner ear) หูส่วนนอกก็ประกอบด้วยใบหู มีรูหูที่คลื่นเสียงจะเข้าไปยังแก้วหู ระหว่างหูส่วนกลางกับหูส่วนในมีเยื่อ (Memlrane) อยู่สองเยื่อคั่น เยื่อหนึ่งต่อกับแก้วหูโดยอาศัยกระดูกเล็ก ๆ ๓ ชิ้น เพื่อจะได้กระเทือนต่อ ๆ กัน คือ ชิ้นหนึ่ง เรียกว่า กระดูกรูปค้อน (Malleus) ซึ่งอยู่ติดกับแก้วหู ชิ้นที่ ๒ เรียกว่า กระดูกรูปทั่ง (Ibncus) ชิ้นที่ ๓ เรียกว่า กระดูกรูปโกลน (stapes) กระดูกชิ้นนี้จ่ออยู่ตรงรูของหูตอนใน ซึ่งจะทำการถ่ายทอดการสั่นสะเทือนไปยังกระดูกซึ่งเป็นผนังส่วนใน

อวัยวะของหูส่วนในนั้น มีความพิสดารมาก เพราะเป็นอวัยวะที่สำคัญสำหรับการทำให้เกิดการได้ยิน เพราะมีประสาทสำหรับการได้ยิน ภายในจึงคดเคี้ยว และซับซ้อน

คลื่นของเสียงจะทำให้เยื่อในแก้วหูสั่นด้วยความถี่ต่างๆ กัน และความถี่ที่ว่านี้ก็เท่า ๆ กับความถี่ของเสียง การสั่นนี้ถูกถ่ายทอดส่งต่อไปยังหูส่วนในโดยผ่านกระดูกเล็ก ๆ หลายชิ้นในส่วนกลาง แล้วการสั่นนี้จะไปเร้าเซลล์ผ่านทางประสาท ทำให้เกิดการได้ยินเสียง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:34:51 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2

พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาการที่สอนเน้นหนักไปในเรื่องของทุกข์ ชี้ให้เห็นทุกข์ทั้งหลายตลอดจนทุกข์ที่ละเอียด ที่ชาวโลกทั้งหลายมองเข้าไปไม่ถึง และสอนให้เห็นหนทางเดินที่จะพ้นไปจากทุกข์ไม่ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป (ทุกข์แปลว่า ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีจะกิน ไม่มีเงินจะใช้ หรือเจ็บป่วย ไม่สบายเท่านั้น) แต่พระพุทธศาสนาไม่ใช่ วิชากายวิภาค ซึ่งจะเรียนกันไม่รู้จักจบสิ้นตลอดชั่วชีวิตหนึ่ง ดังนั้น พระองค์จึงมิได้แสดงถึงการเดินทางของเสียงไปจนถึงการได้ยินโดยพิสดาร แต่ก็ไม่แสดงถึงสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่มนุษย์ทั้งหลายมองไม่เห็น นั่นก็คือ ตัวการสำคัญที่สุดที่เป็นต้นเหตุทำให้คนโง่ คนหลง ทำให้ทุกข์เกิดขึ้นมาและสอนให้รู้จักทำลายต้นเหตุเหล่านั้นด้วย

โมหะหรืออวิชชาจะเกิดที่ตรง “ได้ยิน” เพราะเมื่อเสียงมากระทบกับจิตที่ประสาทหูแล้ว จะต้องได้ยินอย่างแน่นอน “ได้ยิน” จึงมีจริง ๆ เป็น นามจิต และเป็นปรมัตถ์ด้วย แต่บุคคลทั้งหลายหาได้เข้าใจเช่นนี้ไม่ กลับสร้างมโนภาพขึ้นแล้วก็หลงใหลในมโนภาพของตนเอง ทำให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมาโดยมิได้รู้สึกตัวแท้จริงแต่มีเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ อันเป็นรูปธรรม กับจิตได้ยิน อันเป็นนามธรรม หรือจะพูดว่า มีแต่เหตุกับผล หรือมีแต่รูปกับนามเท่านั้นเอง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเน้นในเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต พร้อมทั้งนี้แนะแนวทางเอาไว้ให้ด้วยว่าจะแก้ปัญหา คือ ทำลายโมหะหรืออวิชชา ณ ที่ตรงนี้ (ในขณะที่ได้ยิน) ได้อย่างไร เพราะที่ตรงรู้สึก “ได้ยิน” นี่เอง ที่เป็นตัวการทำให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความทุกข์โศกโรคภัย แล้วแก้ปัญหาของทุกข์กันไม่หวาดไหว ด้วยมันเป็นตัวการทำให้การเวียนว่ายตายเกิดอุบัติขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนนับชาติที่เกิดไม่ได้

ผู้มีปัญญาพิจารณาปัญหาของชีวิตจากพระพุทธศาสนามาด้วยดี ก็จะกำหนดพิจารณา คือ โยนิโสมนสิการอารมณ์ตามทวารต่าง ๆ เสียบ้างวันละ ๒-๓ ครั้ง ก็ยังดี เพราะเป็นการสร้างมหากุศลญาณสัมปยุต คือ มหากุศลที่ประกอบด้วยปัญญาบารมี ซึ่งเป็นกุศลที่มีกำลังมากที่สุด ให้ติดตัวไปทุกชาติ ๆ จนกว่าจะถึงซึ่งความพ้นทุกข์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:36:09 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หยิบใบไม้ในป่าขึ้นมากำมือหนึ่งต่อหน้าภิกษุจำนวนมากแล้วถามว่า ใบไม้ในป่าหรือใบไม้ในมือที่มีจำนวนมาก พระภิกษุทั้งหลายทูลว่าใบไม้ในป่ามีจำนวนมาก ใบไม้ในมือมีจำนวนน้อย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า จะแสดงธรรมเป็นส่วนน้อยเฉพาะใบไม้ในมือเท่านั้น นั่นก็คือ ปัญหาเรื่องชีวิตและความพ้นทุกข์ และได้แสดงมาตลอดเวลา ๔๕ พรรษา

แม้จะเป็นแต่เพียงใบไม้ในมือซึ่งเป็นส่วนน้อย ถึงกระนั้นผู้ที่จะเข้าถึงแก่นแท้ และกว้างขวางลึกซึ้งจริง ๆ ก็จะต้องใช้เวลามากมายอาจตลอดชีวิตก็ได้

พระองค์มุ่งหมายที่จะแสดงเรื่องของทุกข์และหนทางพ้นทุกข์เป็นหลักสำคัญจึงแสดงแต่ใบไม้ในมือ ไม่ใช่ใบไม้ในป่า แต่ถึงกระนั้น ผู้ศึกษาก็ได้พบกับความน่าอัศจรรย์ใจในความตรัสรู้ของพระองค์

เช่นเรื่องของเสียง ที่เข้าไปกระทบกับจิตที่ประสาทหู พระองค์ได้แสดงว่าเสียงนั้นเป็นรูปปรมาณู มีธาตุดิน, น้ำ, ลม,ไฟ, สี, กลิ่น, รส, โอชะ เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ เสียงก็การสืบต่อๆ ไป กระทบกับจิตที่ประสาทหู ก็มิใช่วิ่งเข้าไปโดยตรง หากแต่เป็นสันตติคือการสืบต่อ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:37:19 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4

อวินิพโภครูป ๘ เป็นรูปที่เกิดร่วมกัน ธรรมดารูปนั้นถึงจะแยกออกไปให้เล็กน้อยกระจ้อยร่อยสักเท่าไรก็ไม่มีวันที่จะพรากจากกันไปได้ ด้วยมีธาตุน้ำเป็นตัวยึดโยงเอาไว้มิให้กระจัดกระจาย

สำหรับประสาทหูก็เป็นรูปปรมาณูเหมือนกัน มีธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, สี, กลิ่น, รส, โอชะ เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ แล้วมีโสตปสาทะ และชีวิตรูป รวมกันเป็น ๑๐ พอดี

ประสาทหู และชีวิตรูปเป็นรูปที่เกิดขึ้นมาจากอำนาจของกรรม เรียกว่า กรรมชรูป อำนาจกรรมมาผันแปรเซลล์ของร่างกายที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ และมีชีวิตรูปเป็นตัวการสำคัญที่ควบคุมยึดโยงรูปปรมาณูดังกล่าวนี้ไว้มิได้ให้กระจัดกระจายออกจากกันได้

ประสาทหูมีอวินิพโภครูป ๘ ซึ่งไม่มีวันจะพรากจากกันได้เหมือนกัน แต่มีชีวิตรูปเป็นหัวหน้าใหญ่ในการรักษากลุ่มรูปเหล่านี้เอาไว้มิให้กระจายจากกันไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:38:08 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

โสตปสาทะหมายถึง ประสาทหู ที่อยู่ภายในช่องหู มีสัณฐานเป็นวง ๆ คล้ายวงแหวน และมีขนอันละเอียดสีแดงเรื่อ ๆ ปรากฏอยู่โดยรอบ มีความสามารถรับสัททารมณ์อันจะก่อให้เกิดโสตทวารวิถี (การงานของจิตทางหู)

พระองค์จะมิได้แสดงถึงการเดินทางของเสียงภายในช่องของหูเหมือนกับในวิชากายวิภาคก็จริง แต่ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ได้มุ่งหมายที่จะแสดงกายวิภาคศาสตร์แต่มุ่งหมายที่จะแสดงเรื่องทุกข์ และหนทางพ้นทุกข์ ถึงกระนั้นก็ได้แสดงถึงความลึกซึ้งให้ได้เห็นประจักษ์ในความตรัสรู้ของพระองค์

ภายในหูถ้าไม่มีอากาศแล้ว เสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศก็จะเกิดขึ้นมากแล้วสืบต่อกันไปไม่ได้ การได้ยินก็จะไม่บังเกิดขึ้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงเรื่องการได้ยินเอาไว้ว่า การได้ยิน จะต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ

๑.สัททารมณ์ =เสียง
๒.วิวรากาส= ช่องว่างในหู (อากาศ)
๓.โสตปสาทะ= ประสาทหู
๔.มนสิการะ= มีความตั้งใจ (มนสิการเจตสิกเป็นตัวการทำให้จิตต่อกับอารมณ์)

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:39:38 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6

แน่นอนทีเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องทราบถึงเรื่องเสียง คือความสั่นสะเทือนของอากาศและการเดินทางของเสียงเป็นอย่างดี ดังนั้น จึงได้กำหนดเหตุเอาไว้เหตุหนึ่งที่จะทำให้ได้ยิน คือ วิวรากาส อันได้แก่อากาศภายในหู

นอกจากนี้ พระองค์ยังได้แสดงถึงโคจรคาหิกรูป คือรูปที่รับปัญจารมณ์อันได้แก่ประสาททั้ง ๕ ได้ คือ

จักขุปสาทรูป (ประสาทตา)รับรูปารมณ์ (รูป)ทำให้เกิดการเห็น
โสตปสาทรูป (ประสาทหู) รับสัททารมณ์ (เสียง)ทำให้เกิดการได้ยิน
ฆานปสาทรูป (ประสาทจมูก)รับคันธารมณ์ (กลิ่น)ทำให้เกิดการรู้กลิ่น
ชิวหาปรสาทรูป (ประสาทลิ้น)รับรสารมณ์ (รส)ทำให้เกิดการรู้รส
กายปสาทรูป (ประสาทกาย)รับโผฎฐัพพารมณ์ (ตัวการถูกต้องตาย) ทำให้เกิดการ เย็น ร้อนอ่อน แข็ง

รูปทั้งหมดมี ๒๘ รูปด้วยกัน ปสาทรูป ๕ มีความสามารถดังกล่าวแล้ว แต่รูปที่เหลืออีก ๒๓ รูป หาได้มีความสามารถเหมือนกันกับปราทรูปไม่ จึงได้ชื่อว่า อโคจรคาหิกรูป เช่น รูป ดิน น้ำ อาหารรูป เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:40:55 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7

อนึ่ง โคจรคาหิกรูป คือปสาทรูป ๕ ที่สามารถรับปัญจารมณ์ ซึ่งได้แก่อารมณ์ทั้ง ๕ นั้น แบ่งออกอีกได้เป็น ๒ ประการ คือ

๑.อสัมปัตตโคจรคาหิกรูป หมายความว่า รับรูปหรืออารมณ์ที่มาไม่ถึงตนมีอยู่ ๒ รูป คือ จักขุปสาทรูป และโสตปสาทรูป
๒. สัมปัตตโคจรคาหิกรูป หมายความว่า รับรูปหรืออารมณ์ที่มาถึงตนมี ๓ รูป ได้แก่ ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป และกายปสาทรูป

อสัมปัตตโคจรคาหิกรูป และสัมปัตตโคจรคาหิกรูป นั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้แสดงถึงความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝาก [1 มิ.ย. 2549 , 09:44:28 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 8

ขอขอบคุณ พี่เณร มากครับสำหรับภาพการทำงานของหูในเชิงวิทยาศาสตร์ และ พระพุทธศาสนา

โดย boon (boon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [1 มิ.ย. 2549 , 13:52:13 น.] ( IP = 58.11.160.147 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

ท่านอาจารย์เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ที่มีการอธิบายได้อย่างยอดความรู้ค่ะ..
ยากยิ่งที่จะมีผู้มีความรู้อย่างนี้ในประเทศไทย

โดย น้องอุ๊ [1 มิ.ย. 2549 , 21:04:25 น.] ( IP = 61.47.127.219 : : )


  สลักธรรม 10

มาติดตามศึกษารายละเอียดที่ลึกซึ้งของรูปค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [1 มิ.ย. 2549 , 21:50:17 น.] ( IP = 58.8.49.63 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org