มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย




มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย

มนุษย์ คือ กระบวนการของการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์ ดังความใน วชิราสูตร ว่า
ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ เป็นความสืบต่อกันแห่งสังขารธรรมล้วน ๆ กระบวนการแห่งธรรมนี้เกิดขึ้นและดับลงตามเหตุปัจจัย ดังนั้นตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัย ตราบนั้นกระบวนการแห่งธรรมหรือกระบวนการแห่งชีวิตมนุษย์ก็ยังดำเนินต่อไป เมื่อเหตุปัจจัยดับสิ้นลงเมื่อใด กระบวนธรรมก็ดับลงเมื่อนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยเป็นตัวกำหนด
ในแง่นี้พระพุทธศาสนามองมนุษย์ในฐานะเป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัย หรือองค์ประกอบต่าง ๆ และเมื่อองค์ประกอบเหล่านั้นถูกแยกออกจากกันไป ความเป็นมนุษย์ก็ไม่มี



หรือ พระพุทธศาสนาวิเคราะห์มนุษย์โดยแบ่งส่วนประกอบที่สำคัญออกเป็น ๒ ส่วน คือ
รูปกับนาม หรือ กายกับจิต ส่วนที่เป็นร่างกายเรียกว่ารูป และส่วนที่เป็นจิตใจเรียกว่านาม องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้ หากขาดส่วนใคส่วนหนึ่งไปความเป็นมนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ก็จะสิ้นสุดลง มนุษย์ตามความหมายในแง่นี้จึงหมายถึงการรวมกันเข้าของส่วนกายกับจิต โดยอาจอุปมามนุษย์กับท่อนไม้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้น มนุษย์กับท่อนไม้อาจจะเหมือนกันในแง่ของกายภาพ หมายถึงทั้งสองต่างก็เป็นสสาร ต่างก็ตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมดาด้วยกันคือ ไม่ยั่งยืน แปรเปลี่ยนทำลาย และไร้แก่นสาร พระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์ต่างจากท่อนไม้ เพราะท่อนไม้ไม่อาจเคลื่อนไหวด้วยตัวของมันเองได้ต้องอาศัยแรงผลักดันของสิ่งอื่นภายนอก ส่วนมนุษย์สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ มีความรู้สึก มีความคิด มีความต้องการ มีเหตุมีผล เพราะมนุษย์มีจิตเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง จิตเป็นอสสาร มันจึงทำให้มนุษย์มีชีวิตที่แตกต่างจากท่อนไม้ ซึ่งท่อนไม้มีองค์ประกอบที่เป็นสสารอย่างเดียว ส่วนมนุษย์ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๒ ส่วนคือ กายและจิต
หรือ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 มิ.ย. 2549 , 16:47:00 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย


พระพุทธศาสนาวิเคราะห์มนุษย์และให้ความหมายของมนุษย์ตามนัยนี้มีหลักฐานให้
พิจารณาในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก ดังนี้
๑. การวิเคราะห์มนุษย์ตามนัยไตรลักษณ์
จากพื้นฐานของการนิยามมนุษย์ตามกระบวนการของธรรมชาติ ปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวที่มีความเปลี่ยนแปลง จากการเกิดขึ้น (อุปาท) ตั้งอยู่ (ฐิติ) และแตกสลายไป (ภังคะ) ซึ่งขณะที่มนุษย์ดำรงอยู่ในกระแสความเปลี่ยนแห่ง “สังขตธรรม” เช่นกันนี้ สถานะของมนุษย์จึงปรากฏและเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ ดังพุทธพจน์ที่แสดงไว้ในรูปของกฏธรรมชาติ ในธัมมนิยามสูตร (อุปปาทสูตร) ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา…..ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์…ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา…



พุทธพจน์นี้ จะเห็นถึงลักษณะสำคัญของธรรม ๒ ประการ คือ ประการแรก มีความเป็น “กฎ” หรือ “แบบแผน” ของสภาวะธรรมชาติ ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ โดยปราศจากผู้สร้างหรือผู้ควบคุมเป็นหลักดำรงอยู่อย่างนั้น คือ ไตรลักษณ์ ประการที่สอง เป็นการอธิบายความจริง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุปัจจัยในกระบวนการแห่งปัจจัยสัมพัทธ์ อันเป็นกระบวนการชีวิตของมนุษย์ กล่าวตามกฏปฏิจจสมุปบาท ลักษณะดังกล่าวนี้ปรากฏโดยทั่วไปในพระสุตตันตปิฎก ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงหลักธรรม ทั้งสองประการว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (กฏไตรลักษณ์) เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร….เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ (กฏปฏิจจสมุปบาท) จากพุทธพจน์นี้ มีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปตามสภาวะปรากฏอยู่ ๒ อย่าง คือ สังขารทั้งปวง และธรรมทั้งปวง ดังนัยสำคัญดังนี้


โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 มิ.ย. 2549 , 16:48:20 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )


  สลักธรรม 2

มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย


ก. สังขารทั้งปวง “สังขาร” หมายถึง สภาวะทุกอย่างทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ ทั้งที่ดีที่ชั่วและที่เป็นกลาง ๆ ทั้งหมด เว้นแต่พระนิพพานซึ่งเป็นสภาวะที่ปลอดสังขาร หรือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขาร) สังขารจึงครอบคลุมสังขตธรรมทั้งปวง ตามกฏไตรลักษณ์ ข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ คือ มีความไม่เที่ยง และเป็นทุกข์
ข. ธรรมทั้งปวง “ธรรม” หมายถึง สภาวะหรือสภาพทุกอย่าง ไม่มีขีดขั้นจำกัด ธรรมที่กล่าวถึงในกฏไตรลักษณ์ จึงครอบคลุมสิ่งทั้งปวง ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม ทั้งสังขารและมิใช่สังขาร คือ สภาวะทุกอย่างทั้งหมดรวมถึงนิพพานด้วย ที่เป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน จะเห็นได้ว่าอนัตตาเท่านั้น เป็นลักษณะร่วมของสิ่งทั้งปวง ส่วนอนิจจตาและทุกขตานั้น มีเฉพาะในสังขตธรรมเท่านั้น เว้นพระนิพพาน



จากขอบเขตของกฏไตรลักษณ์ ทำให้เห็นว่าภาวะมนุษย์ เมื่อมาจัดวางลงในขอบเขตดังกล่าว มนุษย์ในแง่ที่เป็นสังขาร คือ ร่างกายจิตใจ จึงปรากฏภาวะไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เป็นความทุกข์บีบคั้นทนได้ยาก และมิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา ในขณะที่มนุษย์ตามนัยแห่งองค์ประกอบ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร (การคิดปรุงแต่ง) วิญญาณ ก็ปรากฏไตรภาวะเช่นกัน ดังพุทธพจน์ ที่แจกแจงมนุษย์ ตามนัยขององค์ประกอบ ดังนี้
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา…..รูปไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้…… เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ โสตะ ฯลฯ ชราและมรณะ ไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะความว่าหาแก่นสารมิได้


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 มิ.ย. 2549 , 16:49:44 น.] ( IP = 58.8.33.232 : : )


  สลักธรรม 3

มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย


กฏไตรลักษณ์ดังกล่าวนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สามัญญลักษณะ” ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปที่เสมอเหมือนกันของสิ่งทั้งปวง ดำรงอยู่ภายใต้กฏกำหนดสภาวะ ๓ ประการ คือ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา มีรายละเอียดดังนี้
๑. อนิจจตา (Impermanence) คือ ความไม่เที่ยงแท้ถาวร ไม่คงตัวแน่นอน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป ดังพุทธพจน์ที่ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ถึงภาวะของมนุษย์ที่เป็นไปตามองค์ประกอบแห่งขันธ์ ๕ ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป…..เวทนา…..สัญญา…สังขาร…วิญญาณมิใช่ตัวตน ก็หากว่ารูป ฯลฯ วิญญาณนี้ จักเป็นตัวตนแล้วไซร์ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ และได้ตามความปรารถนาในรูป ฯลฯ ในวิญญาณว่า ขอรูป ฯลฯ ขอวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ก็เพราะเหตุที่รูป ฯลฯ วิญญาณมิใช่ตัวตน ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตามความปรารถนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า




พระพุทธดำรัสนี้ แจกแจงแสดงไขถึงภาวะความไม่เที่ยงถาวร บังดับบัญชาไม่ได้ของมนุษย์ตามองค์ประกอบคือ ขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนิจจัง และความไม่เที่ยงนี้สามารถอธิบายลักษณะสำคัญได้ ๕ ประการ คือ
๑. มีแล้วกลับเป็นไม่มีอีกได้
๒. มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในที่สุด
๓. ในขณะที่ดำรงอยู่มีความแปรปรวน
๔. คงอยู่ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
๕. เพราะขัดแย้งกับความเป็นจริงของสิ่งที่เที่ยง


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 มิ.ย. 2549 , 16:51:21 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )


  สลักธรรม 4

มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย


๒. ทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบบังคับด้วยการเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป มีความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง เพราะมีปัจจัยปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงสะภาพไปไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้ นอกจากนี้ความทุกข์ ชื่อว่าเป็น ภัย หรือน่า กลัว เพราะเหตุว่าสังขารทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะต้องเสื่อมสลายจากความเกิดนั้น จึงเป็นภัยที่น่ากลัว ทุกขลักษณะสามารถอธิบายลักษณะของความทุกข์ได้เพราะเหตุ ๔ ประการ ดังนี้
๑. เพราะเป็นภาวะที่บีบคั้น โดยอาการว่า สิ่งใด ๆ ที่ตั้งอยู่นั้น เมื่อเปลี่ยนแปลงไปย่อมทำให้เกิดความลำบากใจ
๒. เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ย่อมทำให้ทนรับสภาพเช่นนั้นได้ยาก
๓. สิ่งนั้นเป็นมูลเหตุนำทุกข์มาให้
๔. เพราะเป็นสิ่งที่ค้านกับสิ่งที่นำสุขที่แท้จริงมาให้



การอธิบายทุกขลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นการอธิบายความทุกข์ตามองค์ประกอบภายในที่มีความขัดแย้ง คือ มีความไม่สมดุล ไม่สมบูรณ์ ต้องปรับเปลี่ยนแปรไปตามสภาพ เช่น ร่างกายมนุษย์ขณะเด็ก และต้องเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดำรงองค์ประกอบดั้งเดิมตั้งอยู่มิได้ แม้กระทั่งจิตใจก็ผันแปรไป ดังพุทธพจน์ว่า ตถาคตเรียก ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน จึงจัดว่าเป็นความทุกข์เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 มิ.ย. 2549 , 16:53:14 น.] ( IP = 58.8.35.25 : : )


  สลักธรรม 5

มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย


๓.อนัตตตา คือ ความเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง หรือเป็นอนัตตา โดยนัยว่า หาสาระมิได้ หมายความว่า แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนดำรงคงตัวยืนโรงอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเป็นกระบวนการแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย เป็นผลจากการรวมตัวขององค์ต่าง ๆ ที่ประชุมพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป
ดังพุทธพจน์ในอนัตตลักขณะสูตร ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา



จะเห็นว่า การอธิบายหลักอนัตตานี้ ทำให้เห็นลักษณะที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวงว่า ไม่มีตัวตนที่แท้จริงของสิ่งนั้นยืนตัวเป็นแก่นสารอยู่ สภาพที่ปรากฏของสิ่งทั้งหลายเกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ มาประชุมรวมตัวกัน และองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลาและสัมพันธ์กันเป็นปัจจัยแก่กันและกันในรูปของกระบวนธรรม ซึ่งลักษณะเด่น ๆ ของอนัตตามี ๔ ประการ คือ
๑. เพราะเป็นของสูญโดยเป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อย เพราะว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่าง ๆ
๒. เพราะไม่มีเจ้าของที่แท้จริง
๓. เพราะไม่เป็นไปตามความประสงค์ โดยไม่อยู่ในอำนาจใด ๆ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา และไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใคร ๆ
๔. เพราะเป็นความจริงที่ค้านกับความเป็นอัตตา



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 มิ.ย. 2549 , 16:55:47 น.] ( IP = 58.8.35.25 : : )


  สลักธรรม 6

มนุษย์เป็นที่ประชุมกันของเหตุปัจจัย


การอธิบายหลักไตรลักษณ์ ด้วยลักษณะสามประการ คือ อนิจจตา ทุกขตา และ อนัตตตา มีความครอบคลุมธรรมทั้งปวง ดังนั้น ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงเป็นการแสดงผลของอนัตตาให้ปรากฏว่า ถ้าสิ่งที่มีตัวตนอยู่อย่างแท้จริงนั้น ต้องเป็นสิ่งคงที่ มีแก่นสารซึ่งเป็นเอกเทศ มิใช่เกิดจากการประชุมกันแห่งองค์ประกอบ และเราต้องเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง อยู่ภายใต้อำนาจสามารถบังคับบัญชาได้ แต่ในความเป็นจริงมิใช่เกิดขึ้นเช่นนี้ ปรากฏการณ์ทั้งหมดล้วนขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์ต่อความมีอัตตาของสิ่งนั้น อันเป็นหลักศาสนธรรมที่สำคัญในการจัดวางมนุษย์ และการกำหนดฐานะของมนุษย์ในธรรมชาติว่า สรรพสิ่งไม่อยู่ในฐานะเป็นอัตตาและมิใช่สิ่งที่ควรจะยึดว่าเป็นตัวตน



สรุปว่า สถานะความเป็นไปของมนุษย์ในธรรมชาติตามกฏไตรลักษณ์ ดำรงอยู่ในกระบวนธรรมตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ตามองค์ประกอบธาตุพื้นฐาน หรือว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติ ต่างก็ปรากฏความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตนหรือสิ่งที่จะยึดว่าเป็นตัวตนและของของตน


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 มิ.ย. 2549 , 16:56:42 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาค่ะ

โดย น้องอุ๊ [1 มิ.ย. 2549 , 21:07:59 น.] ( IP = 61.47.127.219 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org