มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


๖๐ ปี เพื่อประชาราษฎร์




"ชาติไทยเรานั้นได้มีเอกราช มีภาษา ศิลป และขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเองมาช้านานหลายศตวรรษแล้ว ทั้งนี้ เพราะบรรพบุรุษของเราได้เสียสละอุทิศชีวิต กำลัง ทั้งกายและใจ สะสมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้พวกเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ ให้คงทนถาวรตกเป็นมรดกของอนุชนรุ่นหลังต่อไป.”

พระราชดำรัส
ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
รามคำแหง จังหวัดสุโขทัย
25 มกราคม 2507


ศาสตราจารย์ ดร.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) วัย 79 ปี เท้าความถึงพระปรีชาสามารถทางด้านดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า

พระองค์ท่านทรงเรียนเป่าแซ็กโซโฟน เป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรก ตั้งแต่พระชนมายุราว 15 พรรษา คราวประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่พระองค์ทรงซื้อด้วยเงินเก็บของพระองค์คือ คลาริเนท เมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา และทรงฝึกฝนเสมอมา กระทั่งในปี 2489 พระองค์ก็ทรงพระราชนิพนธ์เฉพาะทำนองตัวโน้ตเพลงแรกชื่อว่า Candlelight Blues หรือเพลงแสงเทียน แต่ไม่ใช่เพลงแรกที่แสดง ด้วยทรงเห็นว่ายังไม่ดีพอ ดังนั้น เวลาเสด็จฯไปแสดงดนตรี เพลงที่พระองค์ทรงเล่นครั้งแรกจะเป็นเพลง “ยามเย็น” กับ “สายฝน” ส่วนเพลง “แสงเทียน” มีความยากลำบากตรงที่พระองค์ทรงใช้คีย์ D ซึ่งเป็นคีย์เสียงสูงมาก ขับร้องยาก และถึงแม้เพลงนี้จะแก้ไขแล้วและนำไปร้องแสดงที่ไหน พระองค์ก็ยังทรงนำกลับไปแก้ทางคอร์ดอีก เพื่อความสมบูรณ์ เฉพาะ 5 เพลงพระราชนิพนธ์ทั้งทำนองและคำร้อง ได้แก่ Old Fashioned Melody, Still On My Mind, Echo, Dream Island และ No Moon ในการเสด็จเยือนต่างประเทศ อาทิ นิวยอร์ก, ออสเตรีย ได้มีการนำเพลงพระราชนิพนธ์ไปบรรเลงอย่างเพลงสายฝน, มาร์ชราชวัลลภ, กินรีวอล์ซ ซึ่งฝรั่งต่างชื่นชมปรบมือในพระปรีชาสามารถกันนาน 5-10 นาที และบางงานพระองค์ก็ทรงร่วมเล่นกับนักดนตรี ทำให้สถาบันดนตรีแห่งเวียนนา ที่ถือเป็นสถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ถวายการยกย่องและประกาศเกียรติคุณ พร้อมทั้งถวายสมาชิกภาพลำดับที่ 23 เมื่อปี พ.ศ. 2507 ขณะนั้นพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาเพียง 37 พรรษา ซึ่งถือเป็นสมาชิกที่มีพระชนมพรรษาน้อยที่สุด และยังเป็นชาวเอเชีย อีกทั้งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่ได้รับการถวายพระเกียรตินี้

โดย ทับตะวัน.....นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 07:57:16 น.] ( IP = 58.9.137.84 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

“ในส่วนตัวผมรู้สึกปลื้มปีติ และดีใจที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เล่นเปียโนถวาย นับจนถึงปัจจุบันรวม 50 ปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งยังเป็นวงลายคราม กระทั่งเหลือแต่ตัวเองกับพระองค์ท่าน พระองค์ก็ไม่ได้ตรัสแนะนำอะไรแล้ว (หัวเราะ) นอกจากเล่นไปพร้อมๆกัน

ทุกวันนี้ผมเองยังเดินทางไปหัวหินทุกบ่ายวันเสาร์ เพื่อเล่นเปียโนถวายแบบไม่ต้องซักซ้อมอะไรแล้ว โดยจะเล่น ช่วงตี 2 ถึงตี 4 ส่วนใหญ่เป็นเพลงนิว ออร์ลีนส์ แจ๊ส หรือ Dixieland Jazz เป็นเช่นนี้มา 7 ปีแล้ว


ในวโรกาสนี้ ก็ขอให้พระองค์ทรงอยู่เป็นมิ่งขวัญราษฎรนานๆ ด้วยเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างไม่มีผู้ใดในโลกเทียบได้ ตัวผมเองก็จะขอถวายงานทุกอย่างจวบจนสิ้นชีวิต เพราะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งชื่อและนามสกุล “แมนรัตน์ ศรีกรานนท์” ก็ได้รับพระราชทานจากในหลวง จากชื่อเดิม “เรมอนด์ ซีแกร่า” โดยที่พระองค์ยังไม่ทรงรู้จัก และผมก็ยังไม่เคยเข้าเฝ้าฯ...”.



คัดลอกมาจากhttp://www.thairath.co.th/news.php?section=society&content=7832

โดย ทับตะวัน.....นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:06:47 น.] ( IP = 58.9.137.84 : : )


  สลักธรรม 2

๖๐ ปี เพื่อประชาราษฎร์


“...ความพอเพียงนี้ไม่ได้ หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้อง ผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้าน หรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
4 ธันวาคม 2540




”ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอก จากการมีความสุข ร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น” ..นี่คือพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ถวายการรับใช้พระองค์ท่านมาอย่างต่อเนื่องกว่า 25 ปีแล้ว

ในฐานะผู้ถวายงานด้านการพัฒนาประเทศอย่างใกล้ชิด “ดร.สุเมธ” เล่าว่า “ผมมีโอกาสสูงสุดในชีวิตที่ได้ถวายงานพระองค์ท่าน ตั้งแต่ปี 2524 และได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อปี 2531 ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นข้าราชการถวายงาน ผมเคยวาดภาพว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คงเป็นแบบที่เรานึกคิด เราอ่านนิทานประเภทจักรๆวงศ์ๆ คงจะสุขสบาย นึกอยากทำอะไรก็ทำ อันนี้เป็นภาพที่ติดมาก่อนจะมาถวายงานสนองเบื้องพระยุคลบาท แต่พอมีโอกาสเข้าไปสัมผัสพระองค์ท่าน พูดทีไรก็ขนลุกซู่ทุกที ไม่เคยนึกไม่เคยฝันมาก่อนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของเราจะเป็นลักษณะที่เห็นอยู่ ในหลวงทรงอุทิศเวลาส่วนพระองค์ทั้งหมดเพื่อทุกข์สุขของราษฎร ชีวิตทั้งวันของพระองค์ผ่านไปในลักษณะที่ว่า ทรงทุ่มเทอย่างมากที่สุด

โดย ทับตะวัน.....นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:15:22 น.] ( IP = 58.9.137.84 : : )


  สลักธรรม 3

...เวลาเสด็จเยี่ยมประชาชน พระองค์ท่านจะประทับนั่งราบกับราษฎร ไม่ว่าตรงนั้นจะเปียกจะแฉะ พระองค์ท่านจะประทับบนดินบนลูกรัง ตอนแรกผมก็แต่งตัวดีเวลาตามเสด็จฯ ตอนหลังไม่ไหวแล้ว พอ กลับมามอมแมมทุกที ก็เลยเปลี่ยนเป็นกางเกงที่ไม่สกปรกง่าย ใครจะถวายอะไรต่างๆ พระองค์ไม่เคยทรง ทรงแต่ของที่ถูกที่สุด โดยทรงยึดประโยชน์เป็นหลัก ทุกครั้งที่เสด็จเยี่ยมราษฎร พระองค์ท่านจะต้องหนีบ แผนที่ไปด้วย และส่วนมากมักจะทรงคุยกับคนแก่ๆ ในขณะที่พวกเรานักวิชาการใช้คอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูล พระองค์ท่านกลับทรงเขียนบันทึกทุกอย่างลงบนแผนที่ ไม่ว่าจะทรงทำอะไร จะทรงศึกษาทำการบ้านมาก่อน ไม่ว่าจะทรงสนพระทัยเรื่องใด ตราบใดที่ยังไม่ทะลุปรุโปร่ง ไม่สุดปลายของปัญหา พระองค์จะไม่ทรงหยุด



ขณะที่ทรงงานยังทรงมีพระอารมณ์ขันมาก เคยมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “ความร่าเริงและรื่นเริง ความคึกคักและครึกครื้นนั้น เป็นปัจจัยของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ” เวลาพระองค์ท่านรับสั่งอะไร ถึงแม้จะเรียบง่ายแต่ว่าลึกซึ้ง แล้วก็อยู่ในลักษณะที่ใช้ธรรมชาติของเรามาเป็นประโยชน์ ไม่นิยมของแพง ไม่นิยมโครงการลงทุนสูง

“ดร.สุเมธ” กล่าวด้วยว่า อยากให้ทุกคนพึงสำนึกและเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ที่พระองค์ท่านทรงสอนพวกเราไว้ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ และความสำเร็จที่มองเห็นก็ยังวนเวียนอยู่ เวลาทรงงานพระองค์ ท่านจะทรงมีความสุขพระทัยมากที่สุด ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทำงานตลอดเวลาและไม่เคยหยุด ด้วยทรงคิดถึงปัญหาบ้านเมือง และมองอะไรล่วงหน้าเสมอ.

โดย ทับตะวัน.....นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:19:52 น.] ( IP = 58.9.137.84 : : )


  สลักธรรม 4

“...การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัว ให้มีความพอกินพอใช้ ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้โดยแน่นอน...”

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราช
ทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
19 กรกฎาคม 2517


ในบรรดาผู้ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใกล้ชิดมายาวนาน ย่อมมีพระนามของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง รวมอยู่ด้วย “ท่านภี” เล่าย้อนถึงความประทับใจในอดีตว่า “ผมเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวครั้งแรกระหว่างรับเสด็จพระองค์ท่าน เสด็จฯกลับเมืองไทย หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นมีถวายเลี้ยงที่สนามบิน ผมเป็นหม่อมเจ้าอายุน้อยที่สุด จึงได้นั่งติดกับพระองค์ท่าน ซึ่งดำรงพระยศเป็นพระอนุชา จำได้ว่า ทรงช่างเล่น สนุกสนาน ทรงมีกล้องถ่ายรูปเล็กๆซ่อนอยู่ในฉลองพระองค์

หลังจากพระองค์ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์ เวลาเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน โปรดให้แข่งเรือใบทุกวัน ผมได้ตามเสด็จลงแข่งด้วย ทรงถือว่าผมเป็นคู่แข่งสำคัญ เพราะเป็นแชมป์ติดกันสามปี ทุกครั้งผมจึงต้องเล่นเต็มที่ เพราะถ้าทรงทราบว่าออมมือจะไม่โปรด พระองค์ท่านทรงมีพระวรกายแข็งแรง ทรงโต้คลื่นลมแรงได้นาน และทรงรู้จักกระแสน้ำดี ปีต่อมาผมจึงเสียแชมป์




โดย ทับตะวัน.....นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:25:03 น.] ( IP = 58.9.137.84 : : )


  สลักธรรม 5



...เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระ ตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ผมก็ตามเสด็จด้วย พระองค์ท่านทอดพระเนตรถึงปัญหาการปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา จึงมีรับสั่งให้ทดลองหาพืชเมืองหนาวให้ชาวเขาปลูกแทนฝิ่น โดยทรงกำชับว่า ไม่ให้เอาของไปแจก ให้แต่ความรู้ความชำนาญ เพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเอง ตอนนั้นพระองค์ท่านประทับเฮลิคอปเตอร์ไปลงที่เนินเขา และ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขาเป็นวันๆตั้งแต่เช้าจดค่ำ เพื่อทรงออกเยี่ยมชาวเขาชาวดอย ต่อมาโปรดให้มีการจัดตั้งมูลนิธิโครงการหลวง และศูนย์วิจัยพืชพันธุ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมพันธุ์พืชใหม่ๆให้ชาวบ้านปลูก แล้วรับจำหน่ายให้ จนถึงวันนี้เป็นเวลา 37 ปีแล้วที่ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้เสด็จแปรพระราชฐานมาที่พระตำหนักภูพิงค์เป็นประจำทุกปี ทุกครั้งต้องเสด็จฯตรวจงานโครงการหลวงและออกเยี่ยมชาวเขา จำได้ว่าปีแรกพระราชทานหมูตัวผู้เพื่อให้ชาวบ้าน นำไปผสมพันธุ์กับหมูพื้นเมืองจะได้ตัวใหญ่ขึ้น อาจารย์ทางสัตวบาลเรียกหมูว่า “สุกร” พระองค์ท่านทรงแปลให้ว่า “หมู” พออาจารย์อธิบายว่า ให้รับประทานอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย พระองค์ท่านก็ทรงแปลว่า “ต้องกินให้อิ่ม” พระองค์ท่านไม่ทรงถือพระองค์ อย่างประชาชนนั่งเฝ้าฯ ก็ประทับกับพื้นรับสั่งกับเขา

“ท่านภี” ยังเล่าว่า เมื่อพระองค์ท่านทรงทราบว่าผมป่วยเป็นเส้นเลือดที่ขาอุดตันต้องตัดขา จึงมีรับสั่งให้แพทย์ประจำพระองค์ผ่าตัดใส่ขดลวดไททาเนียมขยายหลอดเลือด ถ้าไม่ใช่พระบารมีของพระองค์ท่านที่ปกเกล้าปกกระหม่อม ผมคงต้องเสียขา!! ทุกวันนี้ เวลาคิดค้นพันธุ์พืชใหม่ๆได้สำเร็จก็จะกราบทูลรายงาน ครั้งไหนที่พระองค์ท่านรับสั่งว่า “ดี” เพียงคำเดียว ผมจะรู้สึกดีใจมาก ตลอดหลายสิบปีถวายงานรับใช้เพราะพระองค์ท่านรับสั่งให้ทำ ตั้งใจว่าจะถวายงานไปจนกว่าจะรับสั่งให้เลิกทำ!!

โดย ทับตะวัน.....นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:30:08 น.] ( IP = 58.9.137.84 : : )


  สลักธรรม 6


ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงยิ่งยืนนาน

โดย ธัญนันทน์ [2 มิ.ย. 2549 , 09:47:27 น.] ( IP = 124.121.173.127 : : )


  สลักธรรม 7

พระบรมราโชวาท ปีพุทธศักราช ๒๕๒๖


การทำงานสร้างเกียรติยศขื่อเสียงและความเจริญก้าวหน้า นอกจากจะต้องใช้วิชาความรู้ที่ดีแล้ว แต่ละคนยังต้องมีจิตใจที่มั่นคงในความสุจริตและมุ่งมั่นต่อความสำเร็จเป็นรากฐานรองรับ กับต้องอาศัยกุศโลบายหรือวิธีการอันแยบคายในการประพฤติปฏิบัติเข้าประกอบอีกหลายประการ. ประการแรก ได้แก่การสร้างศรัทธาความเชื่อถือในงานที่กระทำ ซึ่งเป็นพละกำลังส่งเสริมให้เกิดความพอใจและความเพียรพยายามอย่างสำคัญ ในอันที่จะทำการงานให้บรรลุผลเลิศ. ประการที่สอง ได้แก่การไม่ประมาทปัญญาความรู้ ความฉลาดสามารถทั้งของตนเองทั้งของผู้อื่น ซึ่งเป็นเครื่องช่วยทำงานได้ก้าวหน้า กว้างไกล. ประการที่สาม ได้แก่ การตามรักษาความจริงใจ ทั้งต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเครื่องทำให้ไว้วางใจร่วมมือกัน และทำให้งานสำเร็จได้โดยราบรื่น. ประการที่สี่ ได้แก่การกำจัดจิตใจที่ต่ำทราม รวมทั้งสร้างเสริมความคิดจิตใจที่สะอาดเข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยให้ฝักใฝ่แต่ในการที่จะปฏิบัติดี ให้เกิดความก้าวหน้า. ประการที่ห้า ได้แก่การรู้จักสงบใจ ซึ่งเป็นเครื่องช่วยให้ยั้งคิดได้ในเมื่อมีเหตุทำให้เกิดความหวั่นไหวฟุ้งซ่าน และสามารถพิจารณาแก้ไขปัญหาได้โดยถูกต้อง. คุณสมบัติหรือคุณธรรมที่กล่าวแล้ว ทั้งที่เป็นส่วนรากฐาน ทั้งที่เป็นส่วนวิธีการ ต่างเป็นเหตุเป็นผลอาศัยกัน และเกื้อกูลส่งเสริมกันอยู่ทั้งหมด จะอาศัยเพียงข้อหนึ่งข้อใด หรือเพียงบางส่วนบางข้อมิได้ เพราะจะไม่ช่วยให้เกิดผลหรือได้ผลน้อย. ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องพยายามอบรมสร้างเสริมให้บริบูรณ์ขึ้นแต่ละข้อ และทุกข้อ. เมื่อคุณสมบัติดังกล่าวประชุมพร้อมกันขึ้นแล้ว จึงจะบันดาลผลเลิศให้เกิดขึ้นสมบูรณ์บริบูรณ์ เป็นประโยชน์ช่วยตัวช่วยผู้อื่นได้อย่างแท้จริง.

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖

โดย น้องอุ๊ [2 มิ.ย. 2549 , 21:14:24 น.] ( IP = 61.47.124.187 : : )


  สลักธรรม 8

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

โดย เซิ่น [2 มิ.ย. 2549 , 22:40:29 น.] ( IP = 58.8.46.174 : : )


  สลักธรรม 9

โดย น้องกิ๊ฟ [3 มิ.ย. 2549 , 10:14:09 น.] ( IP = 58.9.93.235 : : )


  สลักธรรม 10


ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

โดย เม้าตาอิน [3 มิ.ย. 2549 , 15:16:20 น.] ( IP = 58.9.122.77 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org