
"ชาติไทยเรานั้นได้มีเอกราช มีภาษา ศิลป และขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเองมาช้านานหลายศตวรรษแล้ว ทั้งนี้ เพราะบรรพบุรุษของเราได้เสียสละอุทิศชีวิต กำลัง ทั้งกายและใจ สะสมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้พวกเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ ให้คงทนถาวรตกเป็นมรดกของอนุชนรุ่นหลังต่อไป.
พระราชดำรัส
ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
รามคำแหง จังหวัดสุโขทัย
25 มกราคม 2507
ศาสตราจารย์ ดร.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) วัย 79 ปี เท้าความถึงพระปรีชาสามารถทางด้านดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า
พระองค์ท่านทรงเรียนเป่าแซ็กโซโฟน เป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรก ตั้งแต่พระชนมายุราว 15 พรรษา คราวประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่พระองค์ทรงซื้อด้วยเงินเก็บของพระองค์คือ คลาริเนท เมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา และทรงฝึกฝนเสมอมา กระทั่งในปี 2489 พระองค์ก็ทรงพระราชนิพนธ์เฉพาะทำนองตัวโน้ตเพลงแรกชื่อว่า Candlelight Blues หรือเพลงแสงเทียน แต่ไม่ใช่เพลงแรกที่แสดง ด้วยทรงเห็นว่ายังไม่ดีพอ ดังนั้น เวลาเสด็จฯไปแสดงดนตรี เพลงที่พระองค์ทรงเล่นครั้งแรกจะเป็นเพลง ยามเย็น กับ สายฝน ส่วนเพลง แสงเทียน มีความยากลำบากตรงที่พระองค์ทรงใช้คีย์ D ซึ่งเป็นคีย์เสียงสูงมาก ขับร้องยาก และถึงแม้เพลงนี้จะแก้ไขแล้วและนำไปร้องแสดงที่ไหน พระองค์ก็ยังทรงนำกลับไปแก้ทางคอร์ดอีก เพื่อความสมบูรณ์ เฉพาะ 5 เพลงพระราชนิพนธ์ทั้งทำนองและคำร้อง ได้แก่ Old Fashioned Melody, Still On My Mind, Echo, Dream Island และ No Moon ในการเสด็จเยือนต่างประเทศ อาทิ นิวยอร์ก, ออสเตรีย ได้มีการนำเพลงพระราชนิพนธ์ไปบรรเลงอย่างเพลงสายฝน, มาร์ชราชวัลลภ, กินรีวอล์ซ ซึ่งฝรั่งต่างชื่นชมปรบมือในพระปรีชาสามารถกันนาน 5-10 นาที และบางงานพระองค์ก็ทรงร่วมเล่นกับนักดนตรี ทำให้สถาบันดนตรีแห่งเวียนนา ที่ถือเป็นสถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ถวายการยกย่องและประกาศเกียรติคุณ พร้อมทั้งถวายสมาชิกภาพลำดับที่ 23 เมื่อปี พ.ศ. 2507 ขณะนั้นพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาเพียง 37 พรรษา ซึ่งถือเป็นสมาชิกที่มีพระชนมพรรษาน้อยที่สุด และยังเป็นชาวเอเชีย อีกทั้งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่ได้รับการถวายพระเกียรตินี้