| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๓๓)
![]()
สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (๓๓)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
อสัมปัตตโคจรคาหิกรูป จะเกิดกับ ๒ ทวารเท่านั้น คือทางจักขุทวาร กับโสตทวาร อารมณ์อันได้แก่รูปารมณ์ คือคลื่นแสง กับสัททารมณ์ คือคลื่นเสียงมิได้เข้ามากระทบกับจักขุปสาท และโสตปสาท โดยตรง ท่านจึงได้แสดงว่าทั้งสองทวารนี้ รับอารมณ์ที่มาไม่ถึงตน
มีผู้ที่เข้าใจผิดในเรื่องจักขุวิญญาณ โดยเข้าใจว่า รับรูปารมณ์ คือรูปที่ยังมาไม่ถึงตนนั้น หมายถึงว่า ถ้ารูปารมณ์มาถึงจักขุประสาทเสียแล้ว รูปนั้นจะมาปิดบังความใสเสีย เช่นยกมือจนถึงนัยน์ตาแล้ว จะเกิดการเห็นไม่ได้
มีผู้ที่เข้าใจผิดในเรื่องโสตวิญญาณ โดยเข้าใจว่า สัททารมณ์ คือเสียงที่ยังมาไม่ถึงตนนั้น หมายถึง ถ้าสัททารมณ์ อันได้แก่คลื่นของเสียงมาถึงโสตประสาทเสียแล้วเสียงนั้นก็จะมาปิดบังความใสเสีย จะเกิดการได้ยินไม่ได้
รู้อารมณ์จากทุก ๆ ทวารก็จะต้องเกิดผัสสเจตสิก เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว แต่เหตุไฉนเล่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู จึงจะไม่มีผัสสเจตสิก และสัมผัสกันไม่ได้ระหว่างจิตกับอารมณ์
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:37:18 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 1
แท้จริง อสัมปัตตโคจรคาหิกรูปนั้นหมายถึง รูปารมณ์ กับ สัททารมณ์ อันได้แก่คลื่นแสง คลื่นเสียง มิได้เกิดดับต่อสืบไปกระทบกับจักขุประสาท กับโสตประสาทตาโดยตรงเท่านั้นเอง
เครื่องมือในการ เห็น ได้ยิน นั้น มีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบเป็นอย่างดี จึงได้ให้หลักการเอาไว้ว่าจักขุทวารกับโสตทวารนั้นเป็นอสัมปัตตโคจรคาหิกรูป เพราะเห็นหรือได้ยินจะเกิดขึ้นมาได้ โดยอาศัยอารมณ์อันได้แก่คลื่นแสง คลื่นเสียง มายังไม่ถึงประสาทตา ประสาทหู
กลไกของการเห็นมีความสลับซับซ้อน เพราะในทฤษฎี แสง และภาพนั้น มิใช่ว่ามีแสงมาตกเพียงเท่านั้นแล้วจะทำให้เกิดการ เห็น ขึ้นมาโดยตรงได้หากแต่แสงจะเปลี่ยนสภาพไป และมีความสลับซับซ้อนต่อ ๆ กันไปอีกมากมาย แล้วความรู้สึก เห็น จึงจะเกิดขึ้นมาได้
ภาพที่นัยน์ตาเห็นเป็นภาพที่เกิดขึ้นบนเรตินา (Retina) โดยเลนส์นูนเป็นภาพหัวกลับ เซลล์ของเรตินามีความเร็วต่อแสง เลนส์ของตาไม่แข็ง และมีเอ็นยึดอยู่ เมือเอ็นนี้หย่อน โดยกล้ามเนื้อเล็ก ๆ เลนส์จะหนานูขึ้น สามารถจะโฟกัสวัตถุที่อยู่ใกล้ ๆ บนเรตินาได้ เพื่อจัดแสงให้เข้าตามากหรือน้อยอาศัยม่านตา (Iris) บังคับโดยเปลี่ยนแปลงขนาดของช่องตาดำ
แก้วตามีเลนส์ ส่วนนอกข้างหน้าทำหน้าที่คล้ายเลนส์อีกนัยหนึ่ง เรียกว่า คอร์เนีย (Cornea) ภาพที่หัวกลับจะปรากฏที่หลังตา ซึ่งทำหน้าที่เป็นจอเรียกว่า เรตินา ซึ่งมีเซลล์ประสาทเป็นรูปกระบอก (Rods) และรูปกรวย (Cones) มากมาย และการเห็นจะเกิดขึ้นมาได้ก็อาศัยแสงเป็นต้นเหตุ แต่ได้เปลี่ยนสภาพซับซ้อนภายในหลายประการ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:41:45 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 2เราดูภาพยนตร์กันแพร่หลายในปัจจุบัน มันเคลื่อนไหวไปมาได้จริง ๆ ราวกับว่ามันมีชีวิต แต่บางทีเราไม่ต้องดูภาพยนตร์ แต่เราก็เห็นภาพเคลื่อนไหวได้จริง ๆ ราวกับว่า มันมีชีวิตเหมือนกัน โดยดูจากสมุดรูปภาพที่เขาขายในท้องตลาด แต่ละรูปตั้งแต่หน้าแรกเป็นต้นไปเขาทำให้มันแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เมื่อเราพลิกดูเร็ว ๆ เราก็จะเห็นภาพมันเคลื่อนที่ได้ โดยเห็นแต่ละภาพ ๆ ด้วยความรวดเร็วของการพลิกภาพหนึ่ง ๆ ที่บนเรตินา ทำให้เกิดความตรึงตราอยู่ในใจ แท้จริงเราเห็นทีละภาพ และมิได้เคลื่อนไหวอะไรเลย เหมือนการถ่ายภาพยนตร์ เขาต้องถ่ายรูปจำนวน ๑๖ รูปต่อ ๑ วินาทีบนฟิล์มยาว แล้วจึงได้เอาฟิล์มนี้ไปฉายบนจอด้วยอัตราความเร็ว เราจึงได้เห็นภาพต่อเนื่องกันไป ทำให้คนหลงใหลเข้าใจผิดในขณะที่ดูอยู่โดยคิดว่ามันเป็นจริงเป็นจัง บางทีน้ำตานองหน้าด้วยความสงสารพระเอกนางเอกที่ตกทุกข์ได้ยากหรือได้รับการทรมาน
ในการได้ยินก็เหมือนกัน ก็หาใช่ว่า เสียงจะเข้าไปกระทบกับประสาทหูโดยตรงก็หาไม่ หากแต่เสียงอันได้แก่ความสั่นสะเทือนของอากาศนี้ จะทำความสั่นสะเทือนให้แก่เยื่อหู กระดูกอ่อนเล็ก ๆ หลายชิ้น เช่นกระดูกรูปค้อน กระดูกรูปทั่ง ประดูกรูปโกลน สั่นสะเทือนต่อ ๆ กันไปจนถึงตอนในที่มีน้ำใส ๆ และปลายประสาททั้งประสาทนี้ก็มิได้สัมผัสกับคลื่นเสียงโดยตรง หากแต่ความสั่นสะเทือนนั้นมีความถี่เท่ากันโดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:43:04 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 3
สำหรับสัมปัตตโคจรคาหิกรูปนั้น เป็นการรับอารมณ์โดยตรงจากกลิ่นกระทบจมูก รสกระทบลิ้น, เย็น, ร้อน, อ่อน, แข็ง กระทบกาย จึงมิได้เป็นปัญหาอะไร
ในเรื่องนี้ คงจะทำให้ผู้ศึกษาพระอภิธรรม ได้มองเห็นอย่างน่าอัศจรรย์ใจในความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่ามีมากมายและสุขุมคัมภีร์ภาพเพียงใด ทำให้ทราบได้อย่างแน่นอนว่า เมื่อ ๒๕๐๐ ปีเศษมาแล้วนั้น มิใช่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกสู่ป่าดงพงพี แล้วนั่งคิด นั่งค้น นั่งตรึกตรอง จนมีความรู้แตกฉานขึ้นมาดังที่บางท่านมีความเข้าใจ
ผู้ที่มิได้ศึกษาเล่าเรียนในพระธรรมที่ล้ำลึกของพระองค์ ก็คิดว่าพระองค์ท่านก็เหมือนกับบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย ที่ค้นคว้าวิทยาการต่าง ๆ ขึ้นมาได้โดยการคิดและขีดเขียน แต่สำหรับผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยดี ก็หาได้คิดไปดังนั้นไม่เพราะความตรัสรู้นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:43:46 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 4พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต
มีผู้ที่มิได้ศึกษาพระพุทธศาสนาในขั้นที่ละเอียดหลายท่านกล่าวหาว่า บรรดานักโหราศาสตร์ทั้งหลายมัวหลงใหลศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นวิทยาการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตำหนิติเตียน แล้วกล่าวหาว่าเป็น อวิชชา
บางคนก็กล่าวหาผู้ที่ตั้งศาลพระภูมิหรือเชื่อเรื่องผีสางเทวดา และวิชาไสยศาสตร์ว่า เป็นพวก อวิชชา (เชิญอ่านเรื่องผีสางเทวดาของอภิธรรมมูลนิธิ)
ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างผิวเผินกลายท่านกล่าวหาว่า พระอภิธรรมนั้นมิใช่เป็นพุทธพจน์ หลงละเมอเพ้อฝันศึกษาก็เพราะมี อวิชชา
บางท่านเป็นพระภิกษุเสียด้วย กล่าวว่า ผู้ศึกษาพระอภิธรรมก็ด้วยหวังว่าจะได้สนทนาโต้ตอบกันเล่นสนุกๆโดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:44:07 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 5ผู้ศึกษาพระอภิธรรมมามีความเข้าใจ ก็ทราบได้โดยตลอดว่าผู้นั้นไม่เคยศึกษาหรือไม่ยอมศึกษาพระอภิธรรม พูดไปโดยไม่มีสภาวะรองรับเลยแม้แต่น้อย บางทีก็อุตส่าห์ยกเอาหลักการในพระอภิธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาตั้ง เพื่อจะแสดงว่าตนรู้ดีเหมือนกัน แต่เพราะตนไม่มีความเข้าใจพอ ดังนั้น ยิ่งแสดง ยิ่งอวดว่าตนรอบรู้ ก็ยิ่งเห็นชัดแจ้งว่าตนไม่มีความรู้เลยจริง ๆ ยิ่งขึ้น
เพราะว่าพระอภิธรรมนั้น ศึกษาได้ยากมาก เมื่อไม่ยอมทุ่มตัวเองลงไปศึกษาจริง ๆ แล้วจะทราบโดยละเอียดได้อย่างไร เพราะไม่ใช่ว่าจะอ่านเอาจากพระไตรปิฎกก็มีความเข้าใจได้
เฉพาะเรื่องของวิชาโหราศาสตร์ เรื่องศาลพระภูมิและผีสางเทวดา ตลอดจนวิชาไสยศาสตร์ที่กล่าวว่าเป็นเรื่องของคนมีอวิชชา จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าอวิชชาหรือโมหะนั้นมีสภาธรรมเหมือนกัน แปลว่า ความโง่ ความหลง ความไม่มีวิชา คือไม่มีความรู้ในสิ่งที่ควรรู้ นั่นก็คือไม่มีความรู้ในเรื่องของชีวิต (ดังได้แสดงมาแล้วโดยย่อ)
แท้จริง โมหะหรืออวิชชา ก็มีความหมายเป็นอันเดียวกัน ซึ่งก็คือไม่รู้ความจริงในเรื่องที่ควรรู้นั่นเอง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [2 มิ.ย. 2549 , 08:44:32 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 6
มาศึกษาเรื่องของสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนาต่อค่ะ จะเห็นว่าเป็นเรื่องของชีวิตเราแท้ๆ หากไม่ยอมศึกษาแล้วยากที่จะเข้าใจได้
กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะโดย พี่ดา [2 มิ.ย. 2549 , 09:32:54 น.] ( IP = 124.121.173.127 : : )
สลักธรรม 7มาติดตามศึกษาเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะโดย เซิ่น [2 มิ.ย. 2549 , 20:42:33 น.] ( IP = 58.8.46.174 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |