มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท




มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท


หลักคำสอนที่เกี่ยวกับมนุษย์และสรรพสิ่งในพระพุทธศาสนานั้น จะเริ่มด้วยกฏสากลหรือหลักการแม่บท โดยครอบคลุมความจริงของปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น สามารถที่จะอธิบายกระบวนการต่าง ๆ ของชีวิต โลก และจักวาล โดยไม่อิงอยู่กับอำนาจลึกลับใด ๆ ที่นอกเหนือไปจากตัวมนุษย์ ในทางตรงข้ามกลับเริ่มต้นและสิ้นสุดลงที่ตัวมนุษย์นี้เอง ก็เพราะทั้งหลายดำรงอยู่ในฐานะภาวะสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน สถานะของมนุษย์จึงเป็นไปตามกฏ ปฏิจจสมุปบาท จะเห็นได้จากพุทธพจน์ที่แสดงหลักปฏิจจสมุปบาทไว้ในรูปของกฏธรรมชาติ ที่เป็นกระบวนการของชีวิตอันเป็นธรรมชาติภายในตัวมนุษย์ ดังนี้



พระตถาคตทั้งหลายจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ (หลัก) อันนั้นคือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมตรัสบอก ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผยจำแนก กระทำให้ตื้น แลตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่น มูลเหตุแน่นอนในธาตุอันนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:09:21 น.] ( IP = 58.8.33.206 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท


พุทธพจน์ตามนัยนี้ แสดงให้เห็นปฏิจจสมุปบาทในฐานะเป็นหลักสำคัญ คือ
๑. เป็นการดำรงของสิ่งทั้งหลาย (ธัมมฐิติ)
๒. เป็นแนวทางของสิ่งทั้งหลาย (ธัมมนิยาม)
๓. ความเป็นปัจจัยของกันและกัน (อิทัปปัจจัยตา)
สรุปได้ว่า สถานะความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายในกระแสของภาวะสัมพันธ์ จะเป็นส่วนสำคัญในการอธิบายสถานะมนุษย์ นั่นหมายถึง หลักคำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ สามารถใช้อธิบายสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ในฐานะของกฏสากล และสิ่งที่ดำรงอยู่ภายในฐานะกฏธรรมชาติเชิงประยุกต์ เพื่อใช้อธิบายและแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์
ดังนั้น กฏปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักการพื้นฐานแห่งทฤษฎี ที่ว่าด้วยกฏแห่งภาวะสัมพันธ์ทั้งมวล จากกฏพื้นฐานเหล่านี้ ถือความเป็นไปของชีวิต ตามกระบวนแห่งการเกิดและดับทุกข์ หรือ แม้กระทั่งปัญหาทางสังคม เป็นต้น แต่ที่ปรากฏมากที่สุด คือ กฏปฏิจจสมุปบาท ได้ใช้เพื่อแสดงกระบวนการของการเกิดขึ้นและการดับแห่งความทุกข์ นั่นหมายถึง สถานะความเป็นไปของมนุษย์ตามกฏธรรมชาติ



ถือเป็นการอธิบายกฏปฏิจจสมุปบาทที่มีเจตจำนงของมนุษย์ร่วมในกระบวนการของชีวิตและธรรมชาติ ดังการวิเคราะห์ต่อไปนี้
๑. ปฏิจจสมุปบาทแบบที่มีมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง ข้อนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการอธิบายปราการณ์การเกิดขึ้น และการดับทุกข์ของชีวิต กฏปฏิจจสมุปบาทจึงมีบทบาทอย่างมากต่อจุดมุ่งหมาย ในข้อนี้ถือว่าสำคัญมากที่สุด และยังได้มีการขยายเพิ่มเติมมากที่สุดด้วย ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า ปัญหาเรื่องความทุกข์เป็นปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่สุด เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอำมาตย์ ญาติสายโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผาตัดมาผ่า บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษผู้ยิงเรานั้นว่า เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร คนถูกลูกศรอาบยาพิษ เจ็บหนักปานตาย ป่วยการที่จะแสวงหานายธนู ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรีบรักษาตัวเอง


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:10:39 น.] ( IP = 58.8.33.206 : : )


  สลักธรรม 2

มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท


ข้อความเดิมในพระสุตตันตปิฎก โดยเฉพาะในนิทานวรรค สังยุตตนิกาย ถือว่าเป็นพุทธจริยาของพระองค์ ที่ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสั่งสอนสรรพสัตว์ ให้พ้นจากความทุกข์ ดังพุทธพจน์ว่า
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส และอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือสังขารจึงดับ……..เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัส และอุปายาส จึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้



จากปฏิจจสมุปบาทที่แสดงเต็มรูปนี้ มีองค์ประกอบทั้งหมดจำนวน ๑๒ หัวข้อ องค์ประกอบเหล่านี้ เป็นปัจจัยเนื่องอาศัยสืบต่อกันไป ไม่มีเบื้องต้น ไม่มีบั้นปลาย คือ ไม่มีตัวเหตุเริ่มแรก (มูลการณ์) การแสดงเช่นนี้เป็นการแสดงตามกระบวนการที่อิงอาศัยกันสืบต่อกันไปเป็นวงเวียน เมื่อหยิบยกส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็จะกระทบถึงส่วนอื่น ๆ ด้วย เช่น วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป คู่ของความเป็นเหตุ (ปฏิจจ อิงอาศัยกัน) และส่วนที่เป็นผล (สมุปบาท) ความเป็นเหตุปัจจัยนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม ในขณะที่วิญญาณเองถือว่าเป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยประชุมแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความเสื่อมไป มีความสิ้นไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา คือ เป็นสิ่งหรือธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิจจสมุปบาทเรียกว่า ปฏิจจสมุปันนธรรม
องค์ประกอบ ๑๒ ข้อของปฏิจจสมุปบาทนั้น นับตั้งแต่ อวิชชา(๑) สังขาร(๒) วิญญาณ(๓) นามรูป(๔) สฬายตนะ(๕) ผัสสะ(๖) เวทนา(๗) ตัณหา(๘) อุปาทาน(๙) ภพ(๑๐) ชาติ(๑๑) และชรามรณะ(๑๒) ส่วนโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นผลพวงทีเกิดจากกระบวนการดังกล่าว ปฏิจจสมุปบาทจึงมีลักษณะเป็นวังวน หรือวัฏฏะแห่ง ชีวิต



โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:13:04 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )


  สลักธรรม 3

มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท


จุดประสงค์ของการอธิบายปรากฏการณ์ของชีวิต ตามกระบวนการปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็เพื่อแสดงกระบวนการเกิดและการดับทุกข์ ความเข้าใจในธรรมะ หรือ ธรรมชาติที่แสดงถึงความเป็นไปอย่างแท้จริงตามกฏปฏิจจสมุปบาท นับว่าเป็นความเข้าใจทั้งธรรมชาติภายในและภายนอกที่ทำให้มนุษย์ หรือสัตว์ผู้ยังข้องเกี่ยวกับความทุกข์สามารถดำรงตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ดังนั้น “ความทุกข์” ได้ทำให้สัตว์รู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ (ทุกขทุกขตา) ทุกข์เนื่องด้วยการแปรผัน (วิปริณามทุกขตา) และทุกข์ตามสภาพสังขาร เช่นขันธ์ ๕ เป็นต้น (สังขารทุกขตา) เป็นความทุกข์เพราะการยึดเหนี่ยวเข้าใจว่า ตนและของของตน ถ้ากล่าวโดยธรรมชาติตามกฏปฏิจจสมุปบาท มนุษย์และสัตว์ ถ้าเป็นอยู่ด้วยอวิชชาจะประสบกับทุกข์ เพราะสร้างอัตภาวะขัดขวางกระแสธรรมชาติ ไม่เป็นอิสระ อยู่ภายใต้อาณัติและการบงการของกิเลส ในขณะชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญา จะสามารถดำเนินไปอย่างประสานกลมกลืนกับธรรมชาตินั่นคือ ความไม่ทุกข์ ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นหลักคำสอนที่ได้แสดงสถานะของชีวิต (ไม่จำกัดว่าคนหรือสัตว์ มีเงื่อนไขที่ความทุกข์) โดยขึ้นตรงต่อความสัมพันธ์ตามวิถีแห่งปัจจัยในกระแสธรรมหรือธรรมชาติ



ดังพุทธพจน์ว่า
เมื่อเธอรู้….ตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา ย่อมไม่นอนเนื่อง ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้สดับแล้วนี้ เราเรียกว่า ผู้ปราศจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราย่อมกล่าวว่า เป็นผู้ปราศจากทุกข์
นอกจากการอธิบายปฏิจจสมุปบาท โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ อันเป็นไปภายใน คือ กระบวนการชีวิตของมนุษย์ หรือแม้กระทั่งสัตว์ผู้ข้องอยู่ในสังสารวัฏ สถานะความเป็นไปของมนุษย์นอกจากจะเกิดขึ้นภายในจิตใจแล้ว ยังมีส่วนที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง คือ ร่วมเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งในกระบวนการของธรรมชาติ เป็นปฏิสัมพันธ์ที่มนุษย์ กระทำด้วย “เจตนา” เข้าร่วมผสมผสานกับกฏและสัมพันธภาพทั้งหลาย สิ่งที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวพันธ์ด้วยนั้น มีทั้งกับเพื่อนมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมทั้งหลายในระบบนิเวศ ดังจะอธิบายในรายละเอียดต่อไป


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:13:56 น.] ( IP = 58.8.34.227 : : )


  สลักธรรม 4

มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท


๒. ปฏิจจสมุปบาทที่มีผลต่อมนุษย์ มีส่วนร่วมในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยทางธรรมชาติ มีทั้งที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ หรือในทางสังคม
การที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมในกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติ เมื่อเจตจำนงของมนุษย์เป็นสมุฏฐานสำคัญ ในการกำหนดรูปแบบของความสัมพันธ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย ดังนั้น ความเป็นไปของโลกธรรมชาติแวดล้อม ที่มนุษย์ร่วมอยู่ในกระบวนการธรรมชาตินั้นด้วย ปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวของมนุษย์ แสดงออกมาในรูปของกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่าง ๆ ของมวลมนุษย์ ซึ่งก็ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากเจตจำนง การคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ ที่ทำให้เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์



ดังพุทธพจน์ในวาเสฏฐสูตร ว่า
บุคคลจะชื่อว่าเป็น คนชั่วเพราะชาติก็หาไม่ จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ที่แท้ ชื่อว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม เป็นชาวนาเพราะกรรม เป็นศิลปินเพราะกรรม เป็นพ่อค้าเพราะกรรม เป็นคนรับใช้เพราะกรรม แม้เป็นโจรก็เพราะกรรม แม้เป็นทหารก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตเพราะกรรม แม้เป็นพระราชาก็เพราะกรรม บัณฑิตทั้งหลายมีปกติเห็น ปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:14:57 น.] ( IP = 58.8.34.227 : : )


  สลักธรรม 5

มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท


จะเห็นได้ว่า รูปแบบของความสัมพันธ์ หรือการกระทำกิจกรรมทั้งหลาย ขึ้นอยู่กับเจตนา และเจตนานี้เองเป็นตัวการสำคัญที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งรังสรรค์ “สังขาร” ในกระบวนการตามหลักปฏิจจสมุปบาท ส่งผลให้เกิดกรรมในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นภาคแสดงของกุศลธรรมและอกุศลธรรม ปฏิกิริยาหรือผลที่เกิดขึ้น มีทั้งเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ถ้ามองถึงโลกธรรมชาติแล้ว จะเห็นว่า เจตนาของมนุษย์ที่เข้าแทรกแซงในกระบวนการของธรรมชาติ ย่อมทำให้เกิดผลจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนส่งผลกระทบถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จาก เจตนาและความต้องการ (อันเนื่องมาจากกิเลสตัณหา) เป็นแรงผลักดันที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและจักวาล



ดังพุทธพจน์ในอัคคัญญสูตร ว่า
เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม …..เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมา……สมัยนั้นจักวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏดวงดาว นักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เท่านั้น ……..ครั้นต่อมา…..เกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฏแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเดี่ยวให้งวดแล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้น….มีรสอร่อยดุจรวงผึ้ง..ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลนพูดว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นี่จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้วเขาจึงเกิดความอยากขึ้นขึ้น…..แม้สัตว์พวกอื่นก็พากันกระทำตามอย่างสัตว์นั้น สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น ต่อมาสัตว์เหล่านั้นพยายาม เพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ ด้วยมือแล้วบริโภค…ในคราวที่พวกสัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ ด้วยมือแล้วบริโภคอยู่นั้น เมื่อรัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏแล้ว กลางวันและกลางคืนก็ปรากฏ เมื่อกลางวันและกลางคืนปรากฏแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่ง และกึ่งเดือนปรากฏกอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ…ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:20:11 น.] ( IP = 202.93.62.122 : : )


  สลักธรรม 6

มนุษย์กับความสัมพันธ์กับกฎของปฏิจจสมุปบาท


ในกระบวนการนี้ อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ คือ ผู้เปลี่ยนแปลงโลก ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็เป็นผู้รับผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในทางดีและทางไม่ดี ผลดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญคือ เจตนา หรือ การกระทำจะเป็นเครื่องบ่งชี้ และเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ที่แสดงถึงความเป็นไปของมนุษย์ในธรรมชาติว่า เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการของธรรมชาติ

กล่าวโดยสรุป สถานะของมนุษย์ในธรรมชาติตามกฏปฏิจจสมุปบาท มีดังนี้
๑. ปฏิจจสมุปบาท ได้แสดงถึงสถานะของมนุษย์ โดยไม่อิงกับความเชื่อสุดโต่ง ๒ ประการ คือ ความเชื่อในตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรหรือสัสสตทิฐิ และกับความเชื่อเรื่องการขาดสูญหรืออุจเฉททิฐิ แต่ได้แสดงสถานะความเป็นไปของมนุษย์ตามกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ฯลฯ กระบวนธรรมที่แสดงในท่ามกลางนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
๒. เพราะสรรพสิ่งเคลื่อนไหวตามเหตุปัจจัย สืบเนื่องอิงอาศัยกันในกระบวนการของธรรมชาติ (อิทัปปัจจยตา) มนุษย์ในฐานะชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติตามนัยของปฏิจจสมุปบาท ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์จึงร่วมอยู่ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในกระบวนการของธรรมชาติ มนุษย์จึงสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ทั้งในทางสร้างสรรค์และทางทำลาย


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:21:16 น.] ( IP = 58.8.34.227 : : )


  สลักธรรม 7


๓. โลกทัศน์และชีวทัศน์ตามกฏปฏิจจสมุปบาท ได้อธิบายสิ่งทั้งหลายตามกระบวนธรรมที่อิงอาศัยกัน จึงไม่มี สัตว์ บุคคล ชีวะ ที่สำคัญมากกว่าสิ่งใด ๆ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นกระบวนธรรมที่เท่าเทียมกันตามกฏธรรมชาติ สถานะของมนุษย์ สัตว์ และสรรพสิ่งในธรรมชาติ จึงไม่ได้ถูกจัดลำดับขั้นสำคัญสูงต่ำ การจัดวางสิ่งต่าง ๆ นั้น นับเป็นการแบ่งแยกสิ่งทั้งหลายตามการปรุงแต่งของจิตมนุษย์ อันมีสมุฏฐานมาจากอวิชชา (ความไม่รู้จริงในกฏธรรมชาติ) ดังนั้น โลกทัศน์ชีวทัศน์แบบพุทธ จึงแสดงออกมาในภาพรวม หรือองค์รวม (Holistic) ปรากฏการณ์ทั้งหลายจึงมีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกัน ทั้งมนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติ
๔. ปรากฏการณ์ทั้งหลาย (สังขตธรรม) เปลี่ยนแปลงไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท ปัจจัยที่เหมือนกันย่อมส่งผลอย่างเดียวกัน เป็นความสม่ำเสมอในกฏ นิยาม ตามครรลองของธรรมชาติ


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2549 , 13:22:17 น.] ( IP = 58.8.33.206 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org