
กรรมหรือการกระทำ เป็นเรื่องของชีวิตตลอดชีวิตของแต่ละบุคคล การเกิดมาเป็นมนุษย์จึงเกี่ยวเนื่องกับการกระทำตลอดเวลาเช่นกัน เป็นเรื่องของเหตุผลที่คนเราสามารถที่จะไตร่ตรองให้เห็นจริงไปตามเหตุและปัจจัยได้ หลักคำสอนในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏในพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กันตลอดเวลากับกฏแห่งกรรม และกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนว่า คนเราตายหนเดียวหรือเกิดหนเดียว แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่และยังไม่ได้บรรลุอมตธรรมคือเป็นพระอรหันต์ บุคคลก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น การที่คนเราจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้น พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ภพย่อมจะเกิดมีได้ เพราะอะไรเป็นต้นเหตุ พระพุทธองค์ได้ย้อนถามพระอานนท์ว่า อานนท์ถ้ากรรมที่ทำให้เกิดในกามธาตุไม่มี แล้วกรรมภพจะมีหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าไม่มี พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปอีกว่า เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว
ปานกลาง
ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีกและเพราะอะไรเราจึงเวียนว่ายตายเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอ จึงเวียนว่ายตายเกิดสิ้นกาลนานอย่างนี้
ดังนั้น เราจะพบได้ว่า ในคัมภีร์พระไตรปิฎกได้มีการกล่าวถึงการตายแล้วเกิดใหม่ในเชิงข้ามภพข้ามชาติ การเวียนว่ายตายเกิดนี้ปรากฏอยู่โดยทั่วไปซึ่งกล่าวเอาไว้หลายลักษณะ เช่น
๑. การกำเนิดของมนุษย์ ในทางวิทยาศาสตร์นั้น การกำเนิดขึ้นของมนุษย์ก็คือการเกิดที่ไข่ของผู้หญิงได้รับการผสมกับอสุจิของผู้ชายในสภาพแวดล้อมและเวลาที่เหมาะสมแก่การให้กำเนิด แต่ในทางพระพุทธศาสนา ยังมีทัศนะต่อไปอีกว่า ยังมีวิญญาณที่เป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งในการเกิดขึ้นมาของมนุษย์ ในมหาตัณหาสังขยสูตร ได้อธิบายว่าชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยเหตุ ๓ ประการ ดังพุทธพจน์ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประชุมกันพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการการตั้งครรภ์ (ของสตรี) ย่อมมีขึ้น
ในมนุษย์โลกนี้มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดู และสัตว์ที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ การตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี
ในมนุษย์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่สัตว์ที่จะมาเกิดไม่ปรากฏการตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดามีระดูด้วย สัตว์ที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย เพราะการประชุมกันพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการนี้ การตั้งครรภ์ย่อมมีขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือนหรือสิบเดือน มารดาก็ครอดทารกผู้เป็นภาระหนักที่ครอดออกมาแล้วนั้นด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก
ภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดานั้นเป็นโลหิตในอริยวินัย