| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความฝัน..โดยท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร (๒๖)
ความฝัน
โดย. ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ (๒๕) อ่านที่นี่
นักศึกษาถาม : อยากจะเรียนถามถึงเรื่องการเซ่นผี คือเท่าที่ผมเห็นเวลาไปเซ่นผีบางทีเอาส้มใส่จานไป ๔-๕ ผล ทีนี้ส้มเพียง ๔-๕ ผล ถ้ามาเซ่นผม ผมคิดว่าไม่พอครับ และเปรตนี่ตัวมันก็ไม่ใช่เล็กๆ ตัวก็ใหญ่ ท้องก็ใหญ่ และส้มหรือกับข้าวอะไรต่างๆ เพียงเท่านี้คงไม่พอแน่ และเวลามากินเครื่องเซ่นทีหนึ่งนี่ อาจารย์ก็ได้เคยบอกว่าไม่ใช่มาตัวสองตัวแห่กันมาทีหนึ่งเป็นฝูงๆ เป็นร้อยๆ พันๆ แล้วจะได้กินเครื่องเซ่นกันคนละเท่าไร และแกก็ช่างโง่เสียนี่กระไร ส้มที่อื่นมีตั้งเยอะแยะ อย่างที่สวนบางมดนั่นปะไร น่าจะไปเลือกกินเอาตามใจชอบ
อาจารย์ตอบ : ท่านนักศึกษาถามมาว่า ถ้าเอาของมาเซ่นไหว้เล็กๆ น้อยๆ ผู้รับมากด้วยกัน จะพอไหม บางทีเขาเอาถ้วยตะไลเล็กๆ ใส่อาหารเสียด้วยซ้ำ อย่าว่าเอามาเป็นชามเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนแล้ว ใครเอามาให้เรานิดๆ หน่อย เราก็ว่ามีอย่างหรือ เอามาแค่นี้ เอามาเซ่นผีต่างหาก ความจริงผมบรรยายเรื่องความฝันแต่เอาเรื่องเซ่นผีมาถาม ผมก็เห็นว่ามันก็เกี่ยวพันกันอยู่ ผมก็จะตอบให้ฟัง
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:42:59 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 1ทำไมถึงเอามาให้นิดๆ หน่อยๆ ถ้าเป็นวันตรุษจีนละก็กินกันอิ่มหนำสำราญ เพราะว่าวันตรุษจีนคนจีนเวลาเข้าไหว้ผี เขาวางเครื่องเซ่นกันเต็มไปหมด เป็นชามๆ หรือเป็นตัวๆ เอาธูปปักทุกชามของเครื่องเซ่นนั้น ผีก็ได้โอกาส เอาลิ้นอันยาวๆ เลียเข้าไปในชาม
ผมพูดอย่างนี้ ท่านนักศึกษาฟังแล้วก็อาจจะไม่กล้ากินอาหารที่เหลือ ความจริง ผีก็เป็นรูปปรมาณู จะกินเป็นคำๆ อย่างคนกระไรได้ ก็กินปรมาณูในนั้นนั่นเอง เพราะทุกปรมาณูก็มีอวินิโภครูป ๘ (ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชะ) โอชะอันเป็นตัวการที่ย่อยให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ก็มีอยู่ในทุกๆ ปรมาณูเหล่านั้น
ด้วยเหตุนี้แหละบรรดาผีทั้งหลายก็กินโอชะที่ในปรมาณู ส่วนร่างกายของเรานี้ก็เป็นปรมาณูด้วยเหมือนกัน เช่นประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย หทยวัตถุ และปรมาณูที่เป็นเพศหญิงหรือชาย แต่เรามีเซลล์รวมลงไปอีกด้วย เซลล์ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ดังนั้นเวลาที่เรากินอาหารเข้าไปในร่างกาย เราก็ต้องใช้ปรมาณู ปรมาณูมาบำรุงที่ประสาทตา ประสาทหู ฯลฯ (ในทางธรรมะเรียกอาหารชรูป ซึ่งจะต้องเรียนรายละเอียดต่อไป)โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:43:59 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 2แล้วนอกจากนั้นยังต้องทำอาหารให้เป็นเลือดส่งให้เซลล์ของเราอีก เราจึงต้องกินอาหารกันเป็นชามๆ ส่วนพวกเปรตอสุรกายมันไม่มีเซลล์ของพ่อแม่เลยแม้แต่น้อย มีแต่ปรมาณูที่เป็นประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย หทยวัตถุ ภาวเพศ
ดังนั้นธรรมเนียมของโบราณเขารู้เรื่องนี้กันดี เขาจึงให้เท่านี้ ไม่ต้องเปลืองของ ผีสางทั้งหลายมันไม่ว่าหรอกครับ เท่านี้มันก็อิ่มกันแล้ว อิ่มกันหลายร้อยหลายพันด้วย ไม่เหมือนคนกินอาหาร ตั้งหลายชามยังไม่ค่อยจะพอ เหลือจากย่อยให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว ก็ยังเก็บสะสมไว้ในร่างกาย และจะทยอยออกมาย่อยเลี้ยงร่างกายอีกเมื่อถึงคราวจำเป็น
การกินอาหารอีกวิธีหนึ่งของเขาไม่ต้องมีอาหารเลย เราทำบุญให้ทานเสร็จแล้ว เพียงแต่เราตั้งใจให้เขาเท่านั้น บรรดาเปรต อสุรกายที่ไม่ได้รับทุกข์ทรมานหนักนัก ถ้าพวกที่มีบาปมากๆ ได้รับทุกข์ทรมานหนัก แผ่ส่วนกุศลถึงได้โดยยาก
มีเปรตอยู่ชนิดหนึ่งเรียกชื่อว่า ปรทัตตุปชีวิกะเปรต อยู่ตามบ้านตามเรือน ตามซุ้มประตู ตามวัด รับส่วนกุศลได้เสมอ รับเจตนาที่มีผู้เมตตาแผ่ไปให้โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:44:22 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 3การที่เราแผ่ส่วนกุศลให้โดยวิธีรดน้ำที่นิ้วมือ เขาก็ไม่ได้กินน้ำ ก็ใจเราตั้งว่าจะให้อะไรเขาเล่า เหมือนที่โรงเรียนของเรานี้ เมื่อเลิกเรียนก่อนจะกลับบ้าน เราก็แผ่ส่วนกุศลกัน ให้น้ำใสสะอาดดื่ม ให้มีอาหารบริโภคสมบูรณ์ ฯลฯ เขาก็อิ่มขึ้นมา คนหิวอาหารก็อิ่มอาหาร คนกระหายน้ำก็อิ่มน้ำ
คำถามของท่านนักศึกษาที่ว่า พวกเปรตอสุรกายนั้นช่างโง่เขลาเสียจริงๆ ของที่เขาขายก็มีถมไป ส้มที่บางมดก็มีเป็นขนัดๆ ออกลูกเหลืองอร่ามอยู่ทั่วไป จะเลือกกินอย่างไรก็ได้ ทำไมไม่ไป
ในเรื่องนี้ ถ้าทราบเล็กน้อยแล้วก็จะหายสงสัย เพราะถ้าไม่มีใครเขาตั้งเจตนาจะให้แล้ว ไม่มีหวังจะไปกินของเขาได้ เปรตบางพวกหิวโหยอดอยากร้องครวญครางทั้งๆ ที่อาหารก็อยู่ต่อหน้า บางพวกกระหายน้ำ ทั้งๆ ที่น้ำก็มีอยู่ทั่วไปโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:44:58 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 4นักศึกษาถาม : มีเรื่องโทรจิตอยากจะมาเรียนถามท่านอาจารย์สักเรื่องหนึ่ง
อาจารย์ถาม : คุณเป็นผู้ทำโทรจิตเองหรือ ?
นักศึกษาตอบ : ไม่ใช่ครับ เรื่องนี้เกิดในอังกฤษนานมาแล้ว ผมอ่านรายงานของเขามาอีกทีหนึ่ง เรื่องนี้ผมสนใจมากตอนที่มาเรียนธรรมะ เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ
คณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเขาทำการทดลองสะกดจิต นักศึกษาคนหนึ่งรู้สึกว่าจะเป็นชาวสวีเดน มีอันจะกิน ครอบครัวของเขาอยู่ในสวีเดน การสะกดจิตของพวกเขา อาจารย์ทางสะกดจิตเขาบอกเด็กผู้รัยการสะกดจิตว่า ให้ไปบ้าน (บ้านที่สวีเดน) และวันนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ปรากฏว่าเด็กคนนั้นได้ไปบ้านจริงๆ และที่บ้านของเขาก็ยังถามว่า มาอย่างไร ไปอย่างไรกันนี่ จู่ๆ มาถึงบ้านเฉยๆ
คนทำสวนที่ทำงานอยู่ในสวนเมื่อมองขึ้นมาบนบ้านก็ยังเห็นเด็กคนนั้น แต่ว่าถูกถามอะไรเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ อยู่ประมาณสักพักหนึ่งก็กลับไป เมื่อกลับไปทางบ้านก็เกิดเอะใจว่า เอ้ะ เกิดอะไรขึ้นมา จึงโทรเลขมายังอังกฤษ ถามว่าเมื่อสักครู่นี้ไปประเทศสวีเดนหรือเปล่า
ผมเมื่อได้อ่านจบแค่นี้ก็ไม่มี Conclusion ว่ามันเป็นอย่างไร หรืออธิบายต่อไปอย่างไรอีก ผมจึงขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ถึงความคิดเห็นสักนิดหน่อยครับโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:45:22 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 5อาจารย์ตอบ : เรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก ถ้าเราทราบว่าบุคคลใดทำสมาธิจิตมีกำลังอำนาจมาก ก็สามารถทำภาพรูปของตัวออกไปได้ด้วยกำลังอำนาจนั้น เช่น บรรดาพวกพระภิกษุในครั้งพุทธกาลที่มีอภิญญาจิต เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ฯลฯ สามารถท่องเที่ยวออกไปโดยเอากายนี่น่ะออกไปอีกรูปภาพหนึ่ง เป็นรูปปรมาณู
เหมือนกับคนเราที่ตายลงไปแล้ว และกรรมชรูป ก็ทำรูปขึ้นเป็นปรมาณู ให้เราไปเป็นเปรตบ้าง เป็นเทวดาบ้างก็แล้วแต่ แต่ถ้าเรายังไม่ตาย แต่มีอำนาจของจิต และอำนาจของกรรมที่กระทำ เช่นทำสมาธิก็เป็นกรรมอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นอำนาจนี้ก็ทำภาพขึ้นได้
ส่วนที่เล่ามานั้นเป็นการสะกดจิต การสะกดจิตนี้ก็มีหวังจะเป็นไปได้ แต่ว่าบางทีก็เป็นไปได้บ้างไม่ได้บ้างอย่างที่ว่านั่นแหละครับ เมื่อไม่ได้อภิญญาจิตจะเป็นไปไม่ได้ทุกครั้งไป และครั้งนี้เป็นไปได้ มันก็มีภาพไปปรากฏที่โน่น แต่ก็ปรากฏเท่านั้นเอง ไปคุยไปพูดไม่ได้ ไม่เหมือนกับคนที่เขามีอภิญญาจิต พวกมีอภิญญาเขาสามารถทำให้คนเห็นได้ด้วย มิหนำซ้ำยังสามารถพูดอะไรกันได้ด้วย ทำให้มีความรู้สึกในใจต่ออีกคนหนึ่งได้เป็นพิเศษ แล้วยังทำให้คนกี่ร้อยกี่พันเห็นได้ แต่ถ้าเป็นการทำโดยไม่มีอภิญญาก็มีขอบเขตที่แคบกว่าโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:45:50 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 6นักศึกษาถาม : จากคำยกตัวอย่างของท่านอาจารย์ในข้อที่ว่า นายทหารผู้หนึ่งตกอยู่ในทะเลทราย อดอาหาร อดน้ำ สิ้นเรี่ยวแรง กำลังจะตาย ภรรยาเห็นภาพนั้นในฝันได้ อาจจะเกิดได้ด้วยเหตุ ๒ ข้อ คือ บุพพนิมิต หรือเทพสังหรณ์ ถ้าจะยกเอาเทพสังหรณ์และบุพพนิมิตออกเสีย สำหรับในกรณีนี้นะคะ ให้เหลือแค่อำนาจจิตที่เขาระลึกถึงบุตรภรรยา อำนาจจิตเพียงอย่างเดียวนะคะ จะทำให้ปรากฏเป็นภาพนี้ขึ้นมาได้หรือไม่คะ
อาจารย์ตอบ : ถ้ามีอำนาจจิตก็ทำได้ซิครับ เช่นว่าคนที่ว่าตกอยู่ในทะเลทรายนั่นกำลังหิวโหย กำลังระลึกถึงภรรยา ภาพในใจของเขาคิดถึงภรรยา คิดถึงบุตร เพราะฉะนั้นอำนาจจิตของเขาเหมือนโทรจิต ที่ถามเมื่อตะกี้ในต่างประเทศที่ทดลองกัน
เพราะฉะนั้นก็สร้างมโนภาพตามเรื่องที่เขาคิดเหมือนกับที่เขากำลังได้รับว่าเขามาตกอยู่ในทะเลทราย ลำบากยากเย็น และกำลังจะตาย ทางฝ่ายภรรยาจึงเกิดความฝันขึ้น ตอนนั้นฝ่ายภรรยาจะต้องนอนไม่หลับสนิท ต้องหลับๆ ตื่นๆ แล้วเกิดฝันขึ้น อำนาจจิตฝ่ายสามีมากระทบใจให้เขาได้สร้างมโนภาพขึ้นโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:46:14 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 7นักศึกษาถาม : ตั้งแต่ครั้งโบราณมาจนถึงปัจจุบันนี้ ความฝันก็ได้เกิดแก่บุคคลทั้งหลายตลอดมา จนมีผู้คิดทำเป็นตำราแก้ความฝันขึ้น เท่าที่ผมได้สังเกตดูก็เห็นว่า คำทำนายถูกต้องเป็นส่วนมาก เช่นฝันว่าจับกุ้งจับปลาจะได้ลาภ แล้วก็ได้ลาภจริงๆ
ผมจึงขอถามอาจารย์ว่า เหตุใดจะบอกล่วงหน้าถึงเคราะห์ดีเคราะห์ร้ายกันแล้ว ทำไมจึงไม่บอกตรงๆ ต้องฝันให้แก้ ต้องให้ตีปัญหากันเสมอ นี่เป็นคำถามหนึ่ง กับอีกคำถามหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ ผมขอถามว่าคำทำนายความฝันที่อาจารย์ได้เคยผ่านกับตัวเอง หรือของผู้อื่นก็ได้ที่เห็นว่าแม่นยำมาเป็นตัวอย่างบ้างก็จะดี
อาจารย์ตอบ : ผมได้เคยบรรยายมาแล้วว่า ถึงแม้ความฝันนั้นจะขึ้นวิถีทำงานทางมโนทวารเหมือนกับความนึกคิดก็จริง แต่ก็ไม่เหมือนกันตรงที่ว่า จะให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นไปตามใจนั้นไม่ได้ เพราะในขณะที่กำลังฝันอยู่นั้น ผู้ฝันปราศจากความสำนึกรู้สึกตัวเลยทีเดียว ทั้งมิได้บุพพเจตนา คือตั้งใจเอาไว้ก่อนว่าจะให้คิดหรือฝันในเรื่องอะไร ทั้งนี้ก็เพราะมีโมหเจตสิกเข้ามาร่วมประกอบด้วยโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:46:38 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 8ดังนั้น แม้เทวดาจะดลใจหรือกระทบใจให้เกิดความฝันตามที่เขาต้องการก็เป็นไปตามใจไม่ได้ทั้งหมดเสมอไป เรื่องราวที่เก็บเอาไว้ในใจก็มีอยู่เป็นอันมากที่มีกำลังแรง ก็จะกระทบใจออกมาได้เหมือนกัน จะบังคับหรือควบคุมตามใจไม่ได้ เรื่องราวทั้งหลายจึงเกิดขึ้นสลับซับซ้อนปะปนกัน ด้วยเหตุนี้ ความฝันจึงไถลออกนอกทิศทางที่กำหนดได้ ผู้ฝันจึงต้องจับประเด็นสำคัญเอาเอง และจะต้องตีความกันอีกครั้งหนึ่ง
ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มาแล้ว บุคคลทั้งหลายมีความสนใจในความฝัน เขาได้จดจำกันต่อๆ มาจนถึงบัดนี้ว่า ความฝันไปในทางไหนจะทายอย่างไรจึงจะเป็นความจริง เช่นฝันถึงเรื่องงูว่ามารัดที่ร่างกาย ผู้ฝันก็จะได้คู่ครองเป็นต้น ในความฝันเช่นนี้ ถ้าเทวดามาดลใจให้ฝัน เทวดาก็จะบังคับใจให้ผู้ฝันไปในสายทางที่คนทั้งหลายเชื่อถือกันอยู่แล้ว ตามแต่ท้องถิ่น หรือแล้วแต่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน มีความเชื่อกันมาอย่างไร ต่อๆ กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
สำหรับอีกคำถามหนึ่ง ที่ขอให้ผมเล่าเรื่องความฝันต่างๆ ที่ในตำราทำนายฝันนั้น ผมก็มีเรื่องอยู่ในมือ จะขออ่านให้ท่านนักศึกษาฟังสักเล็กน้อยเพื่อเป็นตัวอย่าง แต่ก็ขออย่าได้เชื่อว่าเป็นความจริงทุกครั้งไป เพราะบางทีอาจจะผิดไปบ้างก็ได้.
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [5 ก.ค. 2549 , 06:47:16 น.] ( IP = 58.8.45.226 : : )
สลักธรรม 9มาศึกษาเรื่องความดฝันต่อ ขอบพระคุณมากค่ะ โดย น้องกิ๊ฟ [5 ก.ค. 2549 , 09:44:45 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |