มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เรื่องวัฏจักรของชีวิตกับความเห็นผิด




เรื่องวัฏจักรของชีวิตกับความเห็นผิด
จากการที่ท่านอาจารย์ได้แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับทิฎฐิอันเป็นความเห็นนั้นโดยเฉพาะความเห็นผิดต่างๆนั้น ในเรื่องของวัฏจักรของชีวิต นี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดความเห็นผิด
ทางพระพุทธศาสนาเถรวาทได้แสดงเรื่องวัฏจักรของชีวิต ไว้อย่างละเอียด
การยอมรับหลักสังสารจักรหรือวัฏจักรของชีวิต ซึ่งเป็นวงจรของการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีตัณหาอันเป็นสาเหตุก่อภพชาติ (โปโนพฺภวิกา) อยู่
ทำให้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะสืบค้นหาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของวัฏจักรชีวิตว่าเริ่มต้นมาอย่างไรและจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะไม่มีเหตุต้นและผลสุดท้าย (first cause and final end) ที่จะสามารถสืบค้นไปจนถึงต้นสายและปลายสุดได้

ดังพระพุทธดำรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้มีเบื้องต้นและที่สุดที่ใครรู้ไม่ได้ สำหรับหมู่สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน ซึ่งพากันท่องเที่ยววนเวียนอยู่ จะไม่สามารถรู้เบื้องต้นเบื้องปลายได้เลย”
ด้วยเหตุนั้น การเกิดใหม่ก็คือกระแสความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิตที่ดำเนินสืบเนื่องกันมาจากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่งโดยพลังผลักดันคือตัณหา กล่าวคือเมื่อสัตว์ตายไปแล้วก็จะเคลื่อนจากอัตภาพนั้น (จุติ) ไปเกิดในอัตภาพอื่น (อุบัติ) ในลักษณะที่โยงใยต่อเนื่องกันไปของขณะจิต พูดง่าย ๆ ว่ากระบวนการเกิดใหม่ในแต่ละครั้งคือเกิดแล้วตาย เพื่อเกิดใหม่ในภพอื่นโดยเหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติที่เป็นเหตุเกิดแห่งกรรมของบุคคล ซึ่งไม่จำเพาะว่าเป็นใครคนใดคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิง วงจรของการเวียนว่ายตายเกิดอันปราศจากจุดสิ้นสุดคือสงสาร บุคคลอาจไปเกิดใหม่เป็นเปรต สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์หรือเทวดา ก็ได้ตามสมควรแก่กรรมของตน

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ค. 2549 , 11:42:43 น.] ( IP = 58.9.109.103 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระพุทธศาสนาสอนว่าตราบที่สัตว์ทั้งหลายยังมีกิเลสคือตัณหาตัวก่อภพชาติอยู่ ก็ย่อมแสดงพฤติกรรมที่คล้อยตามตัณหาอันเป็นตัวล่อเร้านั้น (กรรม) เมื่อแสดงพฤติกรรมอย่างไร ก็ย่อมมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เหมาะสมสอดคล้องกับพฤติกรรมนั้น ๆ (กรรมวิบาก) และวิบากของกรรมที่ประกอบด้วยเจตนานี้ อาจแสดงผลสืบเนื่องไปประจักษ์แก่ชีวิตภายหลังจากตายไปแล้ว ดังนั้น ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายจึงสืบต่อกันเป็นวงจรตามกระบวนการของกิเลส กรรม และวิบาก 3 ประการนี้ เหมือนกับว่าวงจรนี้เป็นพลังขับดันให้ชีวิตดำเนินต่อไป โดยต่างเป็นปัจจัยสนับสนุนซึ่งกันและกัน อุปมาได้กับล้อเกวียนจะหมุนไปได้ก็ด้วยอาศัยองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ประการ คือ กง (วงล้อ) กำ (ซี่ล้อ) และดุม (ช่องกลางล้อสำหรับเสียบเพลา)
จึงถือได้ว่าปัญหาเรื่องโลกหน้าหรือการเวียนว่ายตายเกิดนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสังสารวัฏ* ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแสวงหาคำตอบในเชิงลึก เพราะสังสารวัฏมีความยืดยาวและสลับซับซ้อนมาก ยากต่อการอธิบายเป็นอย่างยิ่ง คือมีลักษณะเป็นไปเนื่องด้วยกาลทั้ง 3 คือ เป็นความเป็นไปสืบต่อกันไม่ขาดสายแห่งสภาวธรรมที่สมมติกันว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล จากชาติอดีตมาสู่ชาติปัจจุบัน จากชาติปัจจุบันไปสู่ชาติอนาคต ดังที่พระนาคเสนเถระถวายวิสัชนาปัญหาเรื่องสังสารวัฏแก่เจ้ามิลินท์ว่า บุคคลเกิดในโลกนี้แล้วก็ตายในโลกนี้นั่นเอง ครั้นตายในโลกนี้แล้วก็เกิดในโลกอื่น เกิดในโลก (อื่น) นั้นแล้วก็ตายในโลก (อื่น) นั้นนั่นเอง ครั้นตายในโลก (อื่น) นั้นแล้วก็เกิดในโลกอื่นอีก หลักการนี้ชี้ให้เห็นว่าตราบใดที่สัตว์ยังไม่สามารถทำลายวงจรของภพชาติให้ขาดสิ้นไปได้ ตราบนั้นก็จะยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของการตายแล้วเกิดอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ตามพลังผลักดันของตัณหาตัวก่อภพชาติ ตามอิทธิพลของกรรมซึ่งสืบเนื่องไปถึงวิบาก และวิบากก็จะส่งต่อไปยังกระบวนการของกิเลสอันเป็นสาเหตุแห่งการเกิดใหม่ในคติ 5 ประการ คติใดคติหนึ่งตามความเหมาะสมของกรรมวิบาก

โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ค. 2549 , 11:44:07 น.] ( IP = 58.9.109.103 : : )


  สลักธรรม 2


พระพุทธศาสนายอมรับการเกิดใหม่หรือโลกหน้าหลังจากตาย แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่แยกขาดจากชีวิตเก่าโดยสิ้นเชิง เพราะเชื่อว่าชีวิตในภพใหม่แม้ว่าจะไม่ใช่ชีวิตเดิม ไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน ไม่ใช่เกิดในภูมิเดิม แต่ก็ตัดสินลงไปเด็ดขาดไม่ได้ว่าเป็นชีวิตใหม่ ไม่ใช่ชีวิตเก่า หรือแยกขาดจากชีวิตเดิมโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นทฤษฎีนี้ จะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการละเลยความรับผิดชอบเรื่องกรรมที่บุคคลเคยกระทำไว้ เหมือนคำพูดว่า “เมื่อก่อนฉันเป็นผู้ร้าย แต่ตอนนี้ฉันเป็นคนดีแล้ว” แม้ว่าขณะที่พูด เขาจะเป็นคนดีแล้วจริง ๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถผลักความรับผิดชอบเรื่องกรรมที่ตนเคยกระทำได้ มันยังคงเป็นสิ่งที่เขาเคยกระทำและแฝงฝังอยู่ในจิตสันดานสืบเนื่องมาถึงชีวิตปัจจุบัน ทั้งนี้ เพราะเป็นผลแห่งความสืบเนื่องของกรรมที่เขาได้กระทำไว้นั่นเอง เพราะว่ากรรมไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ย่อมจะมีพลังอย่างหนึ่งเป็นผล คือพลังที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่อง หมายถึงการต่อเนื่องในด้านดี หรือด้านชั่ว ไม่ว่ากรรมนั้นจะดีหรือชั่ว ก็ล้วนแต่ตกอยู่ในวัฏจักรแห่งการต่อเนื่อง (สงสาร) ทั้งนั้น


ตราบใดที่ชีวิตยังดำเนินเวียนว่ายอยู่ในวงจรของกิเลส กรรม วิบากอยู่ ตราบนั้น ชีวิตก็ยังคงสืบเนื่องต่อไปภายใต้วิถีชี้นำหรืออำนาจบัญชาของกรรม ดังนั้น ผู้ที่ตายจากโลกนี้แล้วไปเกิดใหม่ในโลกอื่น จะว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นคนใหม่ก็ไม่ใช่อีก
(น จ โส น จ อญฺโ มันเป็นความต่อเนื่องสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นชุดเดียวกัน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องไม่ขาดสายและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ หากไม่เชื่อความต่อเนื่องนี้โดยแยกขาดชีวิตในชาติก่อนกับชาตินี้ หรือชาตินี้กับชาติหน้าโดยสิ้นเชิง นอกจากจะปฏิเสธกรรมในชาติก่อนของตนซึ่งเนื่องมาถึงชาตินี้แล้ว ก็อาจทำให้ไม่คำนึงถึงสายสัมพันธ์ฉันญาติที่เคยเกี่ยวข้องกันในฐานะใดฐานะหนึ่ง หรือในชาติใดชาติหนึ่งภายในวงจรของสังสารวัฏอันยาวนานนี้ เลยพลอยเพิกเฉยละเลยไม่กระทำประโยชน์แก่เขาด้วยการอุทิศส่วนบุญให้ หากเขาไปเกิดอยู่ในภูมิที่ทุกข์ทรมาน เขาก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากญาติผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และจะมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานอย่างยาวนานต่อไป

โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ค. 2549 , 11:45:05 น.] ( IP = 58.9.109.103 : : )


  สลักธรรม 3

จากที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิเสธโลกหน้าว่าไม่ใช่เป็นผลสืบเนื่องมาจากชีวิตในภพก่อน ไม่เพียงเป็นปัญหาที่กระทบต่อคำสอนเรื่องการอุทิศส่วนบุญที่มุ่งให้บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายสัมพันธ์แห่งชีวิต หรือสายสัมพันธ์ทางความรู้สึก กระทำประโยชน์ต่อกันในฐานะเป็นญาติสาโลหิต ญาติมิตร หรือญาติทางธรรมเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลซึ่งมีผลต่อสังคมด้วย โดยอนุมานว่าผู้ที่ไม่เชื่อคติของชีวิตภายหลังจากตายก็อาจจะปฏิเสธกรรมว่าไม่มีผลต่อชีวิตของตนและญาติในโลกหน้า และสามารถกระทำกรรมชั่วโดยไม่มีความรู้สึกละอายหรือยำเกรงต่อผลของความชั่วที่ตนได้กระทำ เพราะค่าที่เชื่อว่าไม่มีอุบัติของชีวิตภายหลังจากตายเหมือนพวกอุจเฉทวาที (annihilationism) เข้าใจกัน เมื่อเป็นอย่างนั้น สังคมก็จะมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย หาความสงบสุขได้ยาก อันเนื่องมาจากปัจเจกบุคคลขาดความรับผิดชอบทางศีลธรรมนั่นเอง


ปัญหาที่เกี่ยวกับสังสารวัฏ เคยเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างเจ้าปายาสิ กับพระกุมารกัสสปเถระ โดยเจ้าปายาสิทรงปฏิเสธว่าโลกหน้า หรือชีวิตภายหลังความตายไม่มีอยู่จริง เหล่าสัตว์ที่เป็นประเภทโอปปาติกะกำเนิด*ไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าใครจะกระทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว ก็ตาม ผลวิบากของกรรมนั้นก็ไม่มีอยู่จริง การแสดงจุดยืนของเจ้าปายาสิชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงปฏิเสธทั้งคติของชีวิตที่สัตว์จะไปถืออุบัติภายหลังจากตาย 5 ประการ ทั้งปฏิเสธว่าไม่มีสัตว์ประเภทใดไปอุบัติในคติเหล่านั้น ปฏิเสธทั้งกรรมและวิบากกรรมที่จะทำให้สัตว์ไปเกิดในคติเหล่านั้นภายหลังจากตาย นั่นเท่ากับว่าการปฏิเสธแบบครบวงจรอย่างนั้นครอบคลุมไปถึงวงจรของสังสารวัฏ รวมถึงปฏิเสธหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยกฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด ตลอดจนคุณวิเศษที่ได้จากการปฏิบัติกรรมฐานด้วย


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ค. 2549 , 11:45:54 น.] ( IP = 58.9.109.103 : : )


  สลักธรรม 4

ทัศนะของเจ้าปายาสิหากพิจารณาในเชิงการแสดงทัศนะ ก็เป็นเพียงทัศนะที่ผิดพลาด (ทิฐิวิบัติ) เท่านั้น ไม่ใช่ความเสียหายที่ใหญ่หลวงถึงขนาดกดต่ำให้ชีวิตดิ่งดำล่มจมในนรกได้ แต่ถ้าไม่เชื่อแล้วลงมือกระทำกรรมชั่ว ย่อมจะมีผลเสียหายอย่างแน่นอน เพราะความเห็นผิดหรือสำคัญผิดไม่มีผลอุกฤษฏ์ หากบุคคลไม่มีพฤติทุจริตทางกายและวาจา กล่าวง่าย ๆ ว่าความผิดพลาดทางทฤษฎีไม่มีผลเสียหายเท่ากับความผิดพลาดทางการปฏิบัติ เช่นเดียวกับคนที่ไม่เชื่อว่ากฎหมายจะมีความถูกต้องเที่ยงตรงและอำนวยความชอบธรรมให้ตนได้จริง ในทางทฤษฎีก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดที่สร้างความเสียหายร้ายแรงอะไร เพราะทุกคนมีเสรีภาพที่จะคิดหรือเชื่ออย่างนั้นได้ แต่ในทางปฏิบัติหากเขาไปละเมิดกฎหมายที่สังคมยึดถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามและมีความเที่ยงธรรม เมื่อถูกจับได้เขาย่อมได้รับโทษตามตัวบทกฎหมายที่ได้ตราไว้แล้วอย่างแน่นอน โดยที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงหรือผัดเพี้ยนใด ๆ ได้เลย เพราะบทลงโทษทางกฎหมายซึ่งมีทั้งลหุโทษไปจนถึงครุโทษย่อมถูกกำหนดไว้ตามความผิดที่บุคคลได้กระทำเป็นหลัก
การเปรียบเทียบผลเสียหายที่อาจจะเกิดจากความเห็นผิดเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสังสารวัฏโดยเฉพาะเรื่องโลกหน้านี้ สามารถเห็นได้จากพระพุทธพจน์ที่ตรัสแก่พวกพราหมณ์คฤหบดีชาวหมู่บ้านสาลาว่า
เมื่อปรโลกมีอยู่จริงเขากลับเห็นว่าไม่มี ทัศนะของเขาเป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อปรโลกมีอยู่จริง เขากลับดำริว่าไม่มี ความดำริของเขาเป็นมิจฉาสังกัปปะ เมื่อปรโลกมีอยู่จริง เขากลับกล่าวว่าไม่มี วาจาของเขาเป็นมิจฉาวาจา เมื่อปรโลกมีอยู่จริง เขากลับกล่าวว่าไม่มี เท่ากับทำตนให้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระอรหันต์ผู้รู้จักปรโลก เมื่อปรโลกมีอยู่จริง เขากลับทำให้ผู้อื่นพลอยเห็นว่าไม่มี กิริยาเช่นนั้น เท่ากับชักจูงให้ผู้อื่นพลอยเห็นด้วยกับอสัทธรรม และด้วยการชักจูงให้ผู้อื่นพลอยเห็นด้วยกับอสัทธรรมนั้น เขาก็ยกตนข่มผู้อื่น โดยนัยนี้ เท่ากับเขาละทิ้งความประพฤติดีงาม แล้วเข้าไปตั้งความประพฤติชั่วทรามไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งมีมิจฉาทิฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา ความเป็นปฏิปักษ์ต่ออริยชน การชักจูงให้ผู้อื่นพลอยเห็นด้วยกับอสัทธรรม การยกตนข่มผู้อื่น เนื่องเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัย เขาจึงมีบาปอกุศลเป็นอเนกประการเหล่านี้ ในเรื่องนั้น วิญญชนจึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ถ้าไม่มีปรโลก คนผู้นี้หลังจากตายไปแล้วก็ทำตนให้ปลอดภัยได้ แต่หากปรโลกมี คนผู้นี้หลังจากตายไปแล้วก็จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถึงแม้ว่าปรโลกจะไม่มีจริง ๆ ก็ตาม และต่อให้คำพูดของพวกพราหมณ์เป็นความจริงก็เถิด แม้กระนั้น คนผู้นี้ก็มิวายถูกวิญญชนติเตียนเสียตั้งแต่ในปัจจุบันว่าเป็นคนประพฤติชั่วทราม เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นนัตถิกวาท และถ้าปรโลกมีจริง คนผู้นี้ก็มิวายได้รับข้อเสียหายทั้งสองด้าน คือ ปัจจุบันก็ถูกวิญญชนติเตียน พอตายไปแล้วก็ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกแน่แท้

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ค. 2549 , 11:46:49 น.] ( IP = 58.9.109.103 : : )


  สลักธรรม 5

หากพิจารณาอีกแง่หนึ่ง การมองข้ามความสำคัญของคำสอนเรื่องการอุทิศส่วนบุญในด้านที่เกี่ยวกับสังสารวัฏซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเรื่องโลกหน้า หรือชีวิตภายหลังจากตาย อาจมีผลทำให้บุคคลมองข้ามคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะในชาติก่อนหน้านั้นบุคคลจะต้องประกอบกุศลกรรมเป็นอันมากจึงจะได้เกิดเป็นมนุษย์ ยิ่งถ้าไปเกิดอยู่ในภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็เป็นเรื่องยากที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ด้วยอำนาจของอกุศลกรรมที่กระทำด้วยโมหะซึ่งเพิ่มโอกาสให้ไปเกิดในภูมิกำเนิดที่ต่ำลงไป เช่น เป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน และเปรต โอกาสที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์หรือยกระดับภูมิกำเนิดให้สูงขึ้นไปเป็นเทวดาหรือพรหมก็มีน้อยมาก ตรงกันข้ามเมื่อสัตว์แต่ละภูมิกำเนิดจุติจากกำเนิดเดิมของตนแล้ว โอกาสที่จะไปเกิดในภูมิกำเนิดที่ต่ำลงไปก็มีมาก เปรียบเหมือนชมพูทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาล มีรมณียสถานที่น่ารื่นรมย์สำราญ เช่น ป่าไม้ สระน้ำ และภูมิประเทศสำหรับพักผ่อนหย่อนใจอยู่น้อยแห่ง แต่ภูมิประเทศที่ไม่น่ารื่นรมย์สำราญ เป็นต้นว่าพื้นที่อันขรุขระ เป็นที่ดอนบ้าง ที่ลุ่มบ้าง เป็นแม่น้ำลำคลองบ้าง พื้นที่ที่มีตอไม้เกะกะ มีหนามรกเรื้อรุงรัง มีภูเขาที่ไม่สวยงามตั้งอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบกลับมีมากกว่า

เมื่อบุคคลมองไม่เห็นความสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่เป็นผลเนื่องมาจากการประกอบกุศลกรรมในชาติก่อนสืบย้อนไปหลายภพหลายชาติ ก็อาจจะไม่ใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มองไม่เห็นคุณค่าของการดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย และอาจไม่ขวนขวายกระทำความดีเพื่อยกระดับชีวิตของตนให้สูงขึ้น กระทั่งถึงจุดหมายสูงสุดที่ชีวิตควรได้ควรถึงคือความหลุดพ้นไปจากวัฏสงสาร ไม่ปล่อยให้ชีวิตแช่จมอยู่ในหลุมหล่มของตัณหาตัวก่อภพชาติ อีกต่อไป

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ค. 2549 , 11:48:08 น.] ( IP = 58.9.109.103 : : )


  สลักธรรม 6

การมองข้ามเลยคุณค่าของความเป็นมนุษย์ซึ่งเนื่องมาจากความเชื่อเรื่องสังสารวัฏนี้ ยังอาจทำให้บุคคลปฏิเสธคุณค่าอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าด้านศีลธรรมจริยธรรม ตลอดจนคุณค่าที่เกิดจากคุณธรรมภายในจิตใจ เช่น เมตตาและกรุณาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจไม่คิดจะกระทำความดี แล้วเผื่อแผ่ความดีนั้นออกไปสู่สัตว์ผู้ร่วมสงสาร (the pilgrimage of being) หรือยังวนเวียนอยู่ในวงจรของสังสารวัฏเหมือนกัน ซึ่งพระพุทธศาสนามีความเชื่อว่าสัตว์ผู้เวียนว่ายอยู่ในวงจรของสังสารวัฏทั้งหมด เคยมีสายสัมพันธ์แห่งชีวิตกันในฐานะใดฐานะหนึ่ง* ไม่ชาติใด ก็ชาติหนึ่ง
เชิงอรรถ
สํ.นิ. 16/421/212.
Paul Williams and Anthony Tribe, Buddhist Thought (London : Routledge, 2000), p. 74.
Dr. W. Rahula, What the Buddha Taught (Bangkok : Haw Trai Foundation, 198, p. 32.
*มาจากคำบาลีว่า “สงฺสาร” แปลว่า “ความท่องเที่ยว” กับ “วฏฺฏ” แปลว่า “วนเวียน” หรือ “หมุนวนในลักษณะเป็นวงกลม” แปลรวมกันว่า “ความท่องเที่ยววนเวียนไปมา (ของชีวิต)”

ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์, หยั่งลงสู่พระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์, 2542), น. 133.
ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์, มิลินทปัญหา เล่ม 1, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปราณี สำเริงราชย์, 253, น. 269.
Dr. W. Rahula, op. cit., p. 32.
32.
ibid., p. 34.
*สัตว์ที่มีกำเนิดพิเศษ คือ พอเกิดขึ้นแล้วร่างกายใหญ่โตทันที เช่น เทวดา สัตว์นรก และเปรตบางพวก
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), สมาธิ : ฐานสู่สุขภาพจิตและปัญญาหยั่งรู้, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ: บริษัทสหธรรมิก จำกัด, 253, น. 15.
ที.ม. 10/301-330/347-391.
10/301-330/347-391.
ม.ม. 13/106-109/102-105.
ขุ.ธ. 25/24/39.
องฺ.เอก. 20/206/48-50.
*สายสัมพันธ์แห่งชีวิตของสัตว์ในวงจรสังสารวัฏนี้ สามารถเห็นได้จากพระพุทธพจน์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดาบิดากัน ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชายกัน ไม่เคยเป็นพี่สาวน้องสาวกัน ไม่เคยเป็นบุตรธิดากัน ตลอดระยะกาลอันยาวนานนี้ มิใช่จะมีได้ง่ายเลย” สํ.นิ. 16/450-455/223-224.
The Analytical Study of the Doctrine of Merit Transference in Theravāda BuddhismPhramaha Supot Khamnoi

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.ค. 2549 , 11:50:59 น.] ( IP = 58.9.109.103 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org