
ในเอกภพและความเป็นไปแห่งเอกภพของเรานี้ย่อมที่จะมี
"สิ่งสูงสุด"ควบคุมอยู่ ซึ่งในทางพุทธศาสนาถือว่าสิ่งสูงสุดนี้ก็คือกฎธรรมชาติที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ที่แปลว่า ความที่สิ่งหนึ่งช่วยทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา ซึ่งกฎอิทัปปัจจยตานี้มีรายละเอียดดังนี้
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี,
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี,
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
กฎอิทัปปัจจยตานี้จะบอกถึงเรื่องเหตุและผลตามหลักวิทยาศาสตร์ คือจะบอกว่า
"เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล , เมื่อมีผลมันก็ต้องมีเหตุ,
ถ้าไม่มีเหตุ ผลก็จะไม่มี, ถ้าเหตุเกิดขึ้น ผลจึงจะเกิดขึ้น,
ถ้าเหตุดับลง ผลก็จะดับลง
เมื่อพิจารณากฎอิทัปปัจจยตานี้ให้ลึกซึ้งก็จะเข้าใจได้ว่า
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา ย่อมที่จะต้องอาศัยเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ( เหตุ หมายถึง สิ่งที่มากระทำที่เห็นเด่นชัดที่สุด,
ปัจจัย หมายถึง สิ่งที่มาสนับสนุน หรือเหตุย่อยๆที่รองลงมา )
และเมื่อพิจารณาในทางกลับกันก็จะได้ว่า ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุ
คำว่า สิ่งหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมานั้นหมายถึงว่า มันมีปัจจัยต่างๆรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีเหตุมาพร้อมกันเข้า สิ่งหนึ่งจึงเกิดขึ้นมา เช่น เมื่อมีเทียนไขและอากาศเป็นปัจจัยรออยู่แล้ว เมื่อเราจุดไฟขึ้นมาที่ไส้เทียนไข จึงเป็นเหตุให้เกิดแสงสว่างขึ้นมา เป็นต้น
เมื่อพิจารณาต่อไปก็จะพบว่า
สิ่งๆเดียวสามารถเป็นได้ทั้งเหตุและผล
คือเมื่อสิ่งหนึ่งทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา และสิ่งใหม่นี้ก็จะเป็นเหตุให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อีก ซึ่งจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไปเหมือนห่วงโซ่ที่คล้องต่อกันไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และถ้าพิจารณาต่อไปก็จะพบว่า สิ่งๆเดียวสามารถเป็นเหตุให้เกิดผลหลายๆผลได้อีก ซึ่งถ้าเราพิจารณาให้ดีเราก็จะพบว่ามันมีเหตุและผลของสิ่งต่างๆเกี่ยวพันกันอยู่อย่างสับสนยุ่งเหยิงไปหมด ซึ่งบางสิ่งเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรู้ว่ามันมีเหตุมาอย่างไรก็ได้
สรุปได้ว่า ทุกสิ่งในเอกภพของเรานี้มันขึ้นอยู่กับเหตุ มีเหตุผลักดันให้เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ รวมทั้งดับสลายไปเพราะเหตุ ถ้าเรามองให้ลึกซึ้งเราก็จะพบกฎสูงสุดนี้อยู่ในทุกๆอณูของทุกสิ่ง และในทุกความรู้สึก อันจะทำให้เราเริ่มเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิตได้ถูกต้องยิ่งขึ้น.