| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปกิณณกาภิธรรมปุจฉาพยากรณ์ (๓๘)
![]()
ตอนที่ผ่านมา
ปกิณณกาภิธรรมปุจฉาพยากรณ์ (๓๘)
โดย พระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล)
ถาม ๑. ความโกรธเกิดจากอะไร? ๒. เมื่อรู้จักเหตุแห่งความโกรธแล้ว จะมีวิธีป้องกันอย่างไรจึงจะละความโกรธเสียได้ หรือจะเอาธรรมอะไรมาคอยกั้นกางไว้ มิให้ความโกรธเข้ามาใกล้เราได้?
ตอบ ข้อ ๑. ความโกรธเกิดจากการประสบกับอนิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่เราไม่ชอบใจนั้น ข้อ ๒. วิธีที่จะละความโกรธได้นั้น ย่อมมีอยู่หลายวิธี แต่ที่นี้จะยกมาแต่เพียง ๔ ข้อเท่านั้น
ก. ละได้ด้วยวิธีเปลี่ยนอารมณ์ (ตทังคปหาน) ข. ละได้ด้วยการสำรวมอินทรีย์ ๕ (ตทังคปหาน) ค. ละได้ด้วยสมาธิ (วิขัมภนปหาน) ง. ละได้ด้วยอนาคามีมรรค (สมุจเฉทปหาน) โดย ศาลาธรรม [28 ก.ค. 2549 , 10:30:32 น.] ( IP = 58.9.97.97 : : )
สลักธรรม 1
หมายเหตุ ข้อ ก. หมายความว่า เมื่อเราประสบกับอนิฏฐารมณ์คืออารมณ์ที่เราไม่ชอบใจนั้น ความโกรธ คือความไม่พอใจนั้นย่อมเกิดขึ้น โดยอาศัยอารมณ์นั้นเป็นปัจจัยให้โทสะจิตเกิดขึ้น ฉะนั้น เราจึงหาวิธีเปลี่ยนอารมณ์ให้เสียใหม่ คือหาอารมณ์ที่ชอบใจให้แก่จิตใหม่ แต่การเปลี่ยนอารมณ์นี้มี ๒ อย่างคือ กุศลอย่างหนึ่ง อกุศลอย่างหนึ่ง
เช่น ไปเที่ยว หรือไปดูหนังดูละคร ไปกินเหล้า ไปเล่นการพนัน มีไพ่เป็นต้น เมื่อเราให้ปัจจัยแก่จิตใหม่เช่นนี้แล้ว จิตใหม่คือโลภะจิตย่อมเกิดขึ้น ส่วนจิตเก่าในที่นี้คือโทสะจิตเท่านั้นเปมื่อเหตุปัจจัยของตนสิ้นลงไม่มีแล้ว โทสะจิตนั้นก็ย่อมดับไป แต่การแก้โทสะด้วยอารมณ์เช่นนี้เป็นอกุศลไม่ใช่กุศล
ส่วนการเปลี่ยนอารมณ์ที่จะแก้โทสะด้วยกุศลนั้น ให้นึกโดยจินตามยปัญญาว่า การโกรธเป็นกิเลสมีโทษ ทำให้เกิดการเร่าร้อนและเสียหายทั้งตนและคนอื่น ฉะนั้น เราไม่ควรโกรธ หรืออีกนัยหนึ่งก็คิอว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้จะดีก็ตาม จะชั่วก็ตาม ก็ล้วนแต่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาทั้งสิ้น แล้วแต่บุญกรรมที่เราทำว้ จึงต้องรับดังนี้ เราไม่ควรจะไปยึดไปถือ เมื่อเราเปลี่ยนอารมณ์เสียใหม่ดังนี้ ความโกรธก็ย่อมระงับไปชั่วคราว การเปลี่ยนอารมณ์อย่างนี้เป็นกุศล
ฉะนั้นโทสะจิตย่อมดับไป กุศลจิตย่อมเกิดขึ้น ถ้าหากเราประสบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว แต่จิตเราไม่ยอมเปลี่ยนอารมณ์นั้น เรากลับจับยึดอารมณ์นั้นไว้ หมายถึงว่าเราหมกมุ่น คิดวิจารณ์อยู่แต่เรื่องที่ไม่ชอบใจนั้น เช่น คิดว่าเราไม่มีผิด หรือคนนั้นไม่ควรจะทำกับเราอย่างนั้นๆ อันนี้เป็นเหตุให้ความโกรธตั้งอยู่ได้นาน หรือมิฉะนั้นก็ทำให้ความโกรธนั้นเกิดมากขึ้น โดยเหตุนี้ บางทีท่านโบราณจารย์ท่านจึงสอนให้เปลี่ยนอารมณ์ด้วยการนับตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ อันเป็นอุบายแก้ความโกรธให้น้อยลงได้เหมือนกัน โดย ศาลาธรรม [28 ก.ค. 2549 , 10:30:56 น.] ( IP = 58.9.97.97 : : )
สลักธรรม 2
หมายเหตุ ข้อ ข. ความโกรธ คือความไม่ชอบใจ ย่อมไหลมาจากอารมณ์ทั้ง ๖ ที่เป็นอนิฏฐารมณ์ในเวลาที่มากระทบกับทวารทั้ง ๖ ฉะนั้น ในเมื่อขณะอารมณ์กับทวารกระทบกัน เราต้องมีสติสำรวมอยู่ในทวารทั้ง ๖ คือหมายความว่าให้ตั้งสติกำหนดรู้อยู่แค่ทวารแต่เพียงในอาการที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้อง ใจรู้ธรรมารมณ์ ให้รู้อยู่ที่เห็นและรู้ว่าเห็น ให้รู้อยู่ที่ได้ยินว่าได้ยินเท่านั้น ให้เอาสติจับไว้ที่ในอาการเห็น ในอาการได้ยินเท่านั้น เมื่อเราเอาสติจับไว้ในอาการเช่นนั้นเป็นอารมณ์ได้แล้ว จิตก็ไม่สามารถที่จะเอื้อมไปถึงอารมณ์ที่เป็นนิมิตและอนุพยัญชนะ อันเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกว่าดีและชั่ว ที่จะนำมาซึ่งความชอบใจและไม่ชอบใจ ซึ่งได้แก่ความโลภและความโกรธนั้นได้
เมื่อเราสำรวมอยู่เช่นนี้ได้ทุกๆ ทวาร เราย่อมพ้นจากความรักและความโกรธทั้งปวง แต่การละกิเลสด้วยข้อปฏิบัติอย่างนี้เป็นภาวนาญาณ ซึ่งได้กับสติปัฏฐานนั้น
หรืออีกนัยหนึ่ง ซึ่งเราจะใช้ละความโกรธตามนัยของจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นก็ได้ ตามที่ท่านบอกว่าในเวลาที่โทสะจิตเกิดขึ้น ท่านให้เอาสติไปกำหนดรู้ดูอยู่ที่ความโกรธนั้นอย่างเดียวมิให้วิจารณ์ไปในอารมณ์อื่นใดทั้งหมด นอกจากให้รู้อยู่ที่โกรธนั้น เพราะความโกรธนั้น เมื่อถูกอำนาจของสติสัมปชัญญะเพ่งเผาเข้าเช่นนั้นแล้ว โทสะกิเลสนั้นก็ย่อมพินาศไป แต่นัยอันนี้ก็อยู่ในความสำรวมอินทรีย์นั่นเอง
หมายเหตุ ข้อ ค. ความโกรธย่อมระงับได้ด้วยสมาธินั้น อันนี้ได้กับผู้ทำสมาธิจนมีกำลังกล้าจนถึงความเป็นฌาน เพราะฌานย่อมมีองค์ประกอบอยู่ ๕ อย่างคือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา ในองค์ทั้ง ๕ นี้ย่อมมีหน้าที่ระงับนิวรณ์ทั้ง ๕ นั้น เช่น วิตกก็มีหน้าที่ระงับถีนะมิทธะนิวรณ์ วิจารระงับวิจิกิจฉานิวรณ์ ปิติระงับพยาปาทนิวรณ์ สุขระงับอุทธัจกุกกุจนิวรณ์ เอกัคคตาระงับกามฉันทะนิวรณ์ โดยเหตุนี้ผู้ที่อยู่ในอารมณ์แห่งฌานนี้ ความโกรธจึงยังเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของฌานระงับไว้ด้วยวิขัมภนปหานตราบเท่าอารมณ์แห่งฌานจะตั้งอยู่ได้
หมายเหตุ ข้อ ง. การละด้วยสมุจเฉท อันนี้หมายถึงผู้ที่ได้ทำความเพียรด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐานตั้งต้นแต่กำหนดนามรูป จนเกิดอุทยัพพยานุปัสสนาไปจนถึงปฐมมรรค ทุติยมรรค และตติยมรรคคืออนาคามิมรรค จึงสามารถประหารโทสะคือความโกรธให้เป็นสมุจเฉทได้ และความโกรธจะไม่เกิดขึ้นมาอีกเลยจนตลอดดับขันธ์เข้าปรินิพพาน โดย ศาลาธรรม [28 ก.ค. 2549 , 10:31:12 น.] ( IP = 58.9.97.97 : : )
สลักธรรม 3
ต่อไปนี้ควรจะทราบอานิสงส์ของประหารทั้ง ๓ ไว้ด้วย
๑. ตทังคปหาน มีอานิสงส์ส่งผลให้ได้รับความสุขได้แต่ในกามสุคติภูมิ ๗ ชั้น มีมนุษย์เป็นต้นเท่านั้น ๒. วิขัมภนปหาน มีอานิสงส์ส่งไปได้ถึงพรหม ๑๕ ภูมิ คือ รูปภูมิ ๑๑ (เว้นสุทธาวาส ๕) และอรูปภูมิ ๔ ภูมิรวม ๑๕ ภูมิ ๓. สมุจเฉทปหาน มีอานิสงส์ส่งให้ถึงสันติสุขคือพระนิพพาน
ในเรื่องความโกรธนี้ ถ้าจะพูดถึงธรรมที่เป็นข้าศึกแก่อารมณ์ของความโกรธโดยตรงแล้ว ท่านให้ใช้เมตตาภาวนา แต่ในการที่จะใช้เมตตาภาวนาได้นั้น ต้องอาศัยกำลังของสมาธิด้วย มิฉะนั้นจะระงับไม่ลง
โปรดทราบลักษณะของความโกรธไว้ด้วยว่า ความโกรธนั้นมีความดุร้ายและขาดเมตตาเป็นลักษณะ มีการเผาจิตใจตนและคนอื่นให้ขุ่นมัวไม่แช่มชื่นเป็นรสเป็นกิจ มีการประทุษร้ายด้วยกายและวาจาเป็นเครื่องปรากฏ มีอาฆาตวัตถุทั้ง ๑๐ เป็นเหตุใกล้เคียงที่จะให้เกิดความโกรธ
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [28 ก.ค. 2549 , 10:31:28 น.] ( IP = 58.9.97.97 : : )
สลักธรรม 4
มาศึกษาต่อค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะโดย พี่ดา [28 ก.ค. 2549 , 15:57:40 น.] ( IP = 124.121.171.162 : : )
สลักธรรม 5มาติดตามศึกษาต่อ.. ขอบคุณมากค่ะ โดย เซิ่น [28 ก.ค. 2549 , 16:14:53 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |