มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อนาถบิณฑิกเศรษฐี







เรื่อง อนาถบิณฑิกเศรษฐี

ปาโปปิ ปสฺสติ ภทฺรํ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจติ ปาปํ อถ (ปาโป) ปาปานิ ปสฺสติ.
ภโทฺรปิ ปสฺสติ ปาปํ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจติ ภทฺรํ อถ (ภโทฺร) ภทฺรานิ ปสฺสติ.

แม้คนผู้ทำบาป ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล,
แต่เมื่อใด บาปเผล็ดผล, เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาปว่าชั่ว,
ฝ่ายคนทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล,
แต่เมื่อใด กรรมดีเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดีว่าดี.



พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชื่ออนาถบิณฑิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ" เป็นต้น

อนาถบิณฑิกเศรษฐีจ่ายทรัพย์ตั้ง ๕๔ โกฏิในพระพุทธศาสนาเฉพาะวิหารเท่านั้น เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ไปสู่ที่บำรุงใหญ่ ๓ แห่งทุกวัน ก็เมื่อจะไป คิดว่า "สามเณรก็ดี ภิกษุหนุ่มก็ดี พึงแลดูแม้มือของเรา ด้วยการนึกว่า ‘เศรษฐีนั้นถืออะไรมาบ้าง’ ดังนี้”

จึงไม่เคยเป็นผู้ชื่อว่ามีมือเปล่าไปเลย เมื่อไปเวลาเช้าให้คนถือข้าวต้มไป บริโภคอาหารเช้าแล้วให้คนถือเภสัชทั้งหลาย มีเนยใส เนยข้นเป็นต้นไป, ในเวลาเย็น ให้ถือวัตถุต่างๆ มีระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้และผ้าเป็นต้น ไปสู่วิหาร ถวายทาน รักษาศีลอย่างนี้ทุกๆ วัน ตลอดกาลเป็นนิตย์ทีเดียว.

โดย TaRa [31 ก.ค. 2549 , 11:36:30 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในกาลต่อมาเศรษฐีถึงความสิ้นไปแห่งทรัพย์ทั้งพวกพาณิชก็กู้หนี้เป็นทรัพย์ ๑๘ โกฏิจากมือเศรษฐีนั้น เงินอีก ๑๘ โกฏิแม้เป็นสมบัติแห่งตระกูลของเศรษฐีที่ฝังตั้งไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำ ก็ถูกน้ำ เซาะจมลงไปในมหาสมุทร แต่แม้เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ยังถวายทานแก่สงฆ์เรื่อยไป แต่ไม่อาจถวายทำให้ประณีตได้

ในวันหนึ่ง เศรษฐี เมื่อพระศาสดารับสั่งว่า "คฤหบดี ก็ทานในตระกูล ท่านยังให้อยู่หรือ?"

เศรษฐีกราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ทานในตระกูล ข้าพระองค์ยังให้อยู่, ก็แลทานนั้นใช้ข้าวปลายเกวียน และน้ำส้มพะอูม"

พระศาสดาตรัสกับเศรษฐีว่า "คฤหบดี ท่านอย่าคิดว่า ‘เราถวายทานเศร้าหมอง’ ด้วยว่าเมื่อจิตประณีตแล้ว ทานที่บุคคลถวายแด่พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่าเศร้าหมองย่อมไม่มี

คฤหบดี อีกประการหนึ่ง ท่านได้ถวายทานแด่พระอริยบุคคลทั้ง ๘ แล้ว ส่วนเราในกาลเป็นเวลาพราหมณ์นั้น กระทำชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นให้พักไถนา ยังมหาทานให้เป็นไปอยู่ ก็ไม่ได้ทักขิไณยบุคคลใดๆ แม้ผู้ถึงซึ่งไตรสรณะ ชื่อว่าทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย ยากที่บุคคลจะได้กระทำอย่างท่านด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านอย่าคิดเลยว่า ‘ทานของเราเศร้าหมอง’

โดย TaRa [31 ก.ค. 2549 , 11:41:00 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2

ครั้งนั้น เทวดาซึ่งสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูของเศรษฐี เมื่อพระศาสดาและสาวกทั้งหลายเข้าไปสู่เรือน ไม่อาจจะดำรงอยู่ได้เพราะเดชแห่งพระศาสดาและพระสาวกเหล่านั้น คิดว่า "พระศาสดาและพระสาวกเหล่านี้จะไม่เข้าไปสู่เรือนนี้ได้ด้วยประการใด เราจะยุยงคฤหบดีด้วยประการนั้น" คิดว่า "ก็บัดนี้เศรษฐีนี้เป็นผู้ยากจนแล้ว, คงจักเชื่อฟังคำของเรา" ในเวลาราตรี เข้าไปสู่ห้องอันเป็นสิริของเศรษฐี ได้ยืนอยู่ในอากาศ.

ขณะนั้นเศรษฐีเห็นเทวดานั้นแล้วถามว่า "นั่นใคร?"

“มหาเศรษฐีข้าพเจ้าเป็นเทวดาสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่๔ของท่านมาเพื่อต้องการเตือนท่านเศรษฐี”

“เทวดาถ้าเช่นนั้นเชิญท่านพูดเถิด”

"มหาเศรษฐี ท่านไม่เหลียวแลถึงกาลภายหลังเลย จ่ายทรัพย์เป็นอันมากในศาสนาของพระสมณโคดม, บัดนี้ ท่านแม้เป็นผู้ยากจนแล้ว ก็ยังไม่ละการจ่ายทรัพย์อีก เมื่อท่านประพฤติอย่างนี้ จักไม่ได้แม้วัตถุสักว่าอาหารและเครื่องนุ่งห่ม โดย ๒-๓ วันแน่แท้ ท่านจะต้องการอะไรด้วยพระสมณโคดม ท่านจงเลิกจากการบริจาคเกิน (กำลัง) เสีย แล้วประกอบการงานทั้งหลาย รวบรวมสมบัติไว้เถิด”

"นี้เป็นโอวาทที่ท่านให้แก่ข้าพเจ้าหรือ?”

"ใช่แล้วมหาเศรษฐี”

"ไปเถิดท่าน, ข้าพเจ้าอันบุคคลผู้เช่นท่านแม้ตั้งร้อย ตั้งพัน ตั้งแสนคน ก็ไม่อาจให้หวั่นไหวได้ ท่านกล่าวคำไม่สมควร จะต้องการอะไรด้วยท่านผู้อยู่ในเรือนของข้าพเจ้า ท่านจงออกไปจากเรือนของข้าพเจ้าเร็วๆ”

โดย TaRa [31 ก.ค. 2549 , 11:46:52 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

เทวดานั้นฟังคำของเศรษฐีผู้เป็นโสดาบันอริยสาวกแล้ว ไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงพาทารกทั้งหลายออกไป

ครั้นออกไปแล้วไม่ได้ที่อยู่ในที่อื่น จึงคิดว่า "เราจักให้ท่านเศรษฐีอดโทษแล้วอยู่ในที่เดิมนั้น" จึงเข้าไปหาเทพบุตรผู้รักษาพระนคร แจ้งความผิดที่ตนทำแล้ว กล่าวว่า "เชิญมาเถิดท่าน ขอท่านจงนำข้าพเจ้าไปยังสำนักของท่านเศรษฐี ให้ท่านเศรษฐีอดโทษแล้วให้ที่อยู่แก่ข้าพเจ้า"

เทพบุตรห้ามเทวดานั้นว่า "ท่านกล่าวคำไม่สมควร ข้าพเจ้าไม่อาจไปยังสำนักของเศรษฐีนั้นได้."

เทวดานั้นจึงไปสู่สำนักของท้าวมหาราชทั้ง ๔ ก็ถูกท่านเหล่านั้นห้ามไว้ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ แล้วทูลวิงวอนอย่างน่าสงสารว่า "ข้าแต่เทพเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้ที่อยู่ ต้องจูงพวกทารกเที่ยวระหกระเหิน หาที่พึ่งมิได้ ขอได้โปรดให้เศรษฐีให้ที่อยู่แก่ข้าพระองค์เถิด."

คราวนั้น ท้าวสักกะตรัสกะเทวดานั้นว่า "ถึงเราก็จักไม่อาจกล่าวกะเศรษฐี เพราะเหตุแห่งท่านได้เช่นเดียวกัน แต่จักบอกอุบายให้แก่ท่านสักอย่างหนึ่ง."

"ขอพระองค์ทรงพระกรุณาตรัสบอกเถิด”

“ไปเถิดท่าน จงแปลงเพศเป็นเสมียนของเศรษฐี ให้ใครนำหนังสือ (สัญญากู้เงิน) จากมือเศรษฐีมาแล้ว (นำไป) ให้เขาชำระทรัพย์ ๑๘ โกฏิที่พวกค้าขายถือเอาไป ด้วยอานุภาพของตนแล้ว บรรจุไว้ให้เต็มในห้องเปล่า, ทรัพย์ ๑๘ โกฏิที่จมลงยังมหาสมุทรมีอยู่ก็ดี, ทรัพย์ ๑๘ โกฏิ ส่วนอื่น ซึ่งหาเจ้าของมิได้ มีอยู่ในที่โน้นก็ดี, จงรวบรวมทรัพย์ทั้งหมดนั้น บรรจุไว้ให้เต็มในห้องเปล่าของเศรษฐี ครั้นทำกรรมชื่อนี้ให้เป็นทัณฑกรรมแล้ว จึงขอขมาโทษเศรษฐี”

โดย TaRa [31 ก.ค. 2549 , 11:49:19 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4

เทวดานั้น รับว่า "ดีละ เทพเจ้า" แล้วทำกรรมทุกๆ อย่างตามนัยที่ท้าวสักกะตรัสบอกแล้วนั่นแล ยังห้องอันเป็นสิริของท่านเศรษฐีให้สว่างไสว ดำรงอยู่ในอากาศ

เมื่อท่านเศรษฐีกล่าวว่า "นั่นใคร" จึงตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นเทวดาอันธพาล ซึ่งสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔ ของท่าน, คำใดอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วในสำนักของท่านด้วยความเป็นอันธพาล ขอท่านจงอดโทษคำนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าได้ทำทัณฑกรรมด้วยการรวบรวมทรัพย์ ๕๔ โกฏิ มาบรรจุไว้เต็มห้องเปล่า ตามบัญชาของท้าวสักกะ ข้าพเจ้าเมื่อไม่ได้ที่อยู่ ย่อมลำบาก."

อนาถบิณฑิกเศรษฐีจินตนาการว่า"เทวดานี้กล่าวว่า ‘ทัณฑกรรม อันข้าพเจ้ากระทำแล้ว’ ดังนี้ และรู้สึกโทษความผิดของตน เราจักแสดงเทวดานั้นแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า."

ท่านเศรษฐีนำเทวดานั้นไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลกรรมอันเทวดานั้นทำแล้วทั้งหมด

เทวดาหมอบลงด้วยเศียรเกล้า แทบพระบาทยุคลแห่งพระศาสดา กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบพระคุณทั้งหลายของพระองค์ ได้กล่าวคำใดอันชั่วช้า เพราะความเป็นอันธพาล, ขอพระองค์ทรงงดโทษคำนั้นแก่ข้าพระองค์" ให้พระศาสดาทรงอดโทษแล้ว จึงให้ท่านมหาเศรษฐีอดโทษให้ในโอกาสต่อมา

โดย TaRa [31 ก.ค. 2549 , 11:50:46 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

พระศาสดา เมื่อจะทรงโอวาทเศรษฐีและเทวดา ด้วยสามารถวิบากแห่งกรรมดีและชั่วนั่นแล จึงตรัสว่า

"ดูก่อนคฤหบดี แม้บุคคลผู้ทำบาปในโลกนี้
ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล
แต่เมื่อใด บาปของเขาเผล็ดผล
เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาปว่าชั่วแท้ๆ

ฝ่ายบุคคลผู้ทำกรรมดี
ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล
แต่เมื่อใด กรรมดีของเขาเผล็ดผล
เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นกรรมดี ว่าดีจริงๆ"

(คัดมาจากคาถาธรรมบท)


โดย TaRa [31 ก.ค. 2549 , 11:56:02 น.] ( IP = 203.172.117.101 : : )


  สลักธรรม 6



อนาถบิณฑิกเศรษฐี เกิดในตระกูลมหาเศรษฐีในเมืองสาวัตถี บิดาชื่อว่า “สุมนะ” เมื่อเกิดมาแล้วหมู่ญาติตั้งชื่อให้ว่า “สุทัตตะ” เป็นคนมีจิตเมตตาชอบทำบุญให้ทานแก่คนยากจน เมื่อบิดามารดาล่วงลับไปแล้ว ให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีแทน ได้ตั้งโรงทานเพื่อคนยากจนที่หน้าบ้านทุกวัน จนชาวบ้านเรียกท่านว่า “อนาถบิณฑิกะ” หมายถึง ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา

อนาถบิณฑิกเศรษฐีค้าขายระหว่างเมืองสาวัตถีกับราชคฤห์ และไปพักอยู่กับเศรษฐีเพื่อสนิทชื่อ “ราชคหกะ” วันหนึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีเดินทางนำสินค้ามาขายยังเมืองราชคฤห์เป็นปกติ วันเดียวกันนั้นที่บ้านของราชคหกะ ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์เพื่อมารับภัตตาหารในเช้าวันรุ่งขึ้น จึงเตรียมงานจนไม่มีเวลาต้อนรับ อนาถบิณฑิกเศรษฐ๊จึงสงสัยว่ามีการบูชายัญหรือมีพระมหากษัตริย์เสด็จมาเยือนในวันรุ่งขึ้นหรืออย่างไร เมื่อสอบถามจนทราบความทำให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีเกิดความศรัทธาอย่างยิ่ง จึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์และฟังธรรมอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันและประกาศตนเป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

ในตอนเช้าเมื่อถวายอาหารเสร็จ อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทูลอาราธนา พระพุทธองค์ไปประกาศพระศาสนายังเมืองสาวัตถี เมื่อกลับสู่เมืองสาวัตถีได้ติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าเชตราชกุมารก่อสร้างเป็นอารามชื่อว่า “ เชตวนาราม” เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์เข้าประทับ และจัดพิธีฉลองอารามแห่งนี้อย่างมโหฬารนาน ๙ เดือนรวมทั้งได้นิมนต์พระสงฆ์ ๒๐๐ รูป ไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตนทุกวัน

อนาถบิณฑิกเศรษฐี ประกอบบุญกุศลเป็นปกติตลอดเวลา เป็นกำลังหลักในการช่วยเผยแผ่และให้การอุปถัมภ์พระสงฆ์สาวกในสมัยนั้น และได้ดำรงอายุสังขารถึง ๑๒๐ ปี จึงสิ้นอายุ


โดย TaRa [31 ก.ค. 2549 , 11:58:06 น.] ( IP = 203.172.117.101 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณมากค่ะ..ที่นำเรื่องดีๆ มาฝากค่ะ

โดย เซิ่น [1 ส.ค. 2549 , 14:45:58 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 8


อนุโมทนาสาธุ

โดย น้องฟู [2 ส.ค. 2549 , 12:35:00 น.] ( IP = 202.6.107.60 : : 172.16.249.222 )


  สลักธรรม 9

ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์ครับผม

โดย พี่เณร [3 ส.ค. 2549 , 17:28:19 น.] ( IP = 58.9.145.115 : : )


  สลักธรรม 10


ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา [9 ส.ค. 2549 , 09:41:21 น.] ( IP = 124.121.173.242 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org