| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สญชัยปริพาชก
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
วันหนึ่ง เมื่อกุมารทั้งสองเหล่านั้นดูมหรสพโดยทำนองนี้ ความหัวเราะในฐานะที่ควรหัวเราะ หรือความสังเวชในฐานะที่ควรสังเวช หรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล มิได้มีแล้วเหมือนในวันก่อนๆ เพราะญาณถึงความแก่รอบแล้วทั้งสองคิดกันอย่างนี้ว่า จะมีอะไรเล่า? ที่น่าดูในการนี้, ชนทั้งหมดแม้นี้ เมื่อยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็จักถึงความเป็นสภาพหาบัญญัติมิได้, ก็เราทั้งสองควรแสวงหาธรรมเครื่องพ้นอย่างเอก เมื่อคิดดังนี้แล้วจึงถือเอาเป็นอารมณ์นั่งอยู่
ลำดับนั้น โกลิตะพูดกะอุปติสสะว่า อุปติสสะผู้สหาย ไฉน?ท่านจึงไม่หัวเราะรื่นเริงเหมือนในวันอื่นๆ วันนี้ ท่านมีใจไม่เบิกบาน ท่านกำหนดอะไรได้หรือ?
อุปติสสะนั้นกล่าวว่า โกลิตะผู้สหาย เรานั่งคิดถึงเหตุนี้ว่า ในการดูคนเหล่านี้ หาสาระมิได้, การดูนี้ไม่มีประโยชน์, เราควรแสวงหาโมกขธรรมเพื่อตน, ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไร? จึงไม่เบิกบาน.
แม้โกลิตะนั้น ก็บอกอย่างนั้นเหมือนกัน อุปติสสะจึงทราบความที่โกลิตะนั้นมีอัธยาศัยเช่นเดียวกันกับตน จึงกล่าวว่า สหายเอ๋ย เราทั้งสองคิดกันดีแล้ว, ก็เราควรแสวงหาโมกขธรรม,ธรรมดาผู้แสวงหาต้องได้บรรพชาชนิดหนึ่งจึงควร, เราทั้งสองจะบรรพชาในสำนักใครเล่า?
ในสมัยนั้น สญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ สารีบุตรและโมคคัลลานะทั้งสองนั้น ตกลงกันว่า เราจักบวชในสำนักท่านสญชัยนั้น จึงต่างส่งมาณพ ๕๐๐ กลับไปด้วยคำว่า ท่านทั้งหลายจงเอาเสลี่ยงและรถไปเถิด, และพร้อมด้วยมาณพ ๕๐๐ ไปบวชในสำนักของสญชัย นับตั้งแต่เขาทั้งสองบวชแล้ว สญชัยก็ได้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศอย่างเหลือเฟือ โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:04:14 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 2
ทั้งสองเรียนจบลัทธิสมัยของสญชัยโดยสองสามวันเท่านั้น จึงถามว่า ท่านอาจารย์ ลัทธิที่ท่านรู้มีเพียงเท่านี้ หรือมีแม้ยิ่งกว่านี้? เมื่อสญชัยตอบว่า มีเพียงเท่านี้แหละ, เธอทั้งสองรู้จบหมดแล้ว
เขาทั้งสองจึงคิดกันว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของท่านผู้นี้ก็ไม่มีประโยชน์ เราทั้งสองออกมาเพื่อแสวงหาโมกขธรรม, โมกขธรรมนั้น เราไม่สามารถให้เกิดขึ้นได้ในสำนักของท่านผู้นี้, อันชมพูทวีปใหญ่นัก, เราเที่ยวไปยังคามนิคม ชนบท และราชธานี คงจักได้อาจารย์ผู้แสดงโมกขธรรมสักคนเป็นแน่
ตั้งแต่นั้น ใครพูดในที่ใดๆ ว่า สมณพราหมณ์ผู้บัณฑิต มีอยู่ เขาทั้งสองย่อมไปทำสากัจฉาในที่นั้นๆ ปัญหาที่เขาทั้งสองถามไป อาจารย์เหล่าอื่นหาอาจตอบได้ไม่, แต่เขาทั้งสองย่อมแก้ปัญหาของอาจารย์เหล่านั้นได้
เขาสอบสวนทั่วชมพูทวีปอย่างนั้นแล้ว กลับมายังที่อยู่ของตน จึงทำความตกลงกันว่า โกลิตะผู้สหาย ในเราสองคน ผู้ใดได้บรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน
เมื่อเขาทั้งสองตกลงกันอย่างนั้นอยู่ ขณะเวลานั้นพระศาสดาได้เสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ทรงรับเวฬุวันแล้ว และประทับอยู่ในเวฬุวัน. ในกาลนั้น พระอัสสชิเถระหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ และหนึ่งในพระอรหันต์ ๖๑ องค์ ที่พระศาสดาทรงส่งไปเพื่อประกาศคุณพระรัตนตรัย ด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเถิด ได้กลับมายังกรุงราชคฤห์แล้ว และในวันรุ่งขึ้น ท่านถือบาตรและจีวรไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตแต่เช้าตรู่.
สมัยนั้น อุปติสสปริพาชกทำภัตกิจแต่เช้าตรู่แล้ว ไปยังอารามของปริพาชก พบพระเถระ จึงคิดว่า อันนักบวชเห็นปานนี้เรายังไม่เคยพบเลย, ภิกษุรูปนี้คง จะเป็นผู้หนึ่งบรรดาผู้ที่เป็นพระอรหันต์ หรือผู้บรรลุพระอรหัตมรรคในโลก, ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปหาภิกษุนี้ แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศเฉพาะใคร? ใครเป็นศาสดาของท่าน? หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร? โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:05:05 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 3
แต่ความปริวิตกก็มีแก่เขาว่า กาลนี้มิใช่กาลควรถามปัญหากะภิกษุนี้แล, ภิกษุนี้กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต, ถ้ากระไร เราเมื่อแสวงหาโมกขธรรมที่คนผู้ต้องการรู้แล้ว ควรติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลังๆ
เขาเห็นพระเถระได้บิณฑบาตแล้ว ไปสู่โอกาสแห่งใดแห่งหนึ่ง และทราบความที่พระเถระนั้นประสงค์จะนั่ง จึงได้จัดตั่งของปริพาชกสำหรับตนถวาย. แม้ในเวลาที่ท่านฉันเสร็จแล้ว ก็ได้ถวายน้ำในกุณโฑของตนแด่พระเถระ. ครั้นทำอาจาริยวัตรอย่างนั้นแล้ว จึงทำปฏิสันถารอย่างจับใจกับพระเถระซึ่งฉันเสร็จแล้วเรียนถามว่า ท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก, ผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง, ท่านผู้มีอายุ ท่านบวชอุทิศเฉพาะใคร? ใครเป็นศาสดาของท่าน? หรือท่านชอบใจธรรมของใคร?
พระเถระคิดว่า ธรรมดาปริพาชกเหล่านี้ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา, เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพาชกนี้, เมื่อจะแสดงความที่ตนบวชใหม่ จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ เราแลเป็นผู้ใหม่ บวชแล้วไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้, เราจักไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารก่อน
ปริพาชกเรียนว่า ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะ, ขอพระผู้เป็นเจ้ากล่าวตามสามารถเถิด จะน้อยหรือมากก็ตาม ข้อนั้นเป็นภาระของข้าพเจ้า เพื่อแทงตลอดด้วย ๑๐๐ นัย ๑,๐๐๐ นัย จะมากหรือน้อยก็ตาม ขอพระผู้เป็นเจ้าจงกล่าวเถิด, จงบอกแก่ข้าพเจ้าแต่ใจความเท่านั้น,าพเจ้าต้องการ ใจความ จะต้องทำพยัญชนะให้มากไปทำไม.
พระเถระจึงกล่าวคาถาว่า ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้.
ปริพาชกฟังเพียง ๒ บทต้นเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล อันถึงพร้อมด้วยนัยพันหนึ่ง, พระเถระยัง ๒ บทนอกนี้ให้จบลง ในเวลาเขาเป็นพระโสดาบัน. เขาเป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่เกิดขึ้นก็คาดว่า เหตุในสิ่งนี้จักมี
จึงเรียนกับพระเถระว่า ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องขยายธรรมเทศนายิ่งขึ้นไป เพียงเท่านี้ก็พอ พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน? พระเถระตอบว่า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ผู้มีอายุ โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:05:43 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 4
เขาเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอท่านโปรดล่วงหน้าไปก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีเพื่อนอีกคนหนึ่ง และข้าพเจ้าทั้งสองได้ทำกติกากะกันและกันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกกัน ข้าพเจ้าเปลื้องปฏิญญานั้นแล้ว จักพาสหายไปสำนักพระศาสดา ตามที่ท่านไปแล้วนั่นแล จากนั้นก็หมอบลงแทบเท้าทั้งสองของพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำประทักษิณ ๓ รอบ ส่งพระเถระไปแล้ว ได้บ่ายหน้าไปสู่อารามของปริพาชก
โกลิตปริพาชกเห็นเขามาแต่ไกล คิดว่า วันนี้ สีหน้าสหายของเราไม่เหมือนในวันอื่นๆ เขาคงได้บรรลุอมตะโดยแน่แท้จึงถามถึงการบรรลุอมตะ แม้อุปติสสปริพาชกนั้นก็รับว่า ผู้มีอายุ อมตะเราได้บรรลุแล้ว และได้แสดงภาษิตคาถานั้นนั่นแลแก่โกลิตปริพาชกนั้น เมื่อกาลจบคาถา โกลิตะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงกล่าวว่า สหาย พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน?
ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ท่านอัสสชิเถระ พระอาจารย์ของเราบอกไว้แล้ว สหาย ถ้ากระนั้น เราไปเฝ้าพระศาสดาเถิด
ธรรมดาพระสารีบุตรเถระนี้ ย่อมเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่า สหาย เราจักบอกอมตะที่เราทั้งสองบรรลุแก่สญชัยปริพาชกผู้อาจารย์ของเราบ้าง, ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด, เมื่อไม่แทงตลอด, เชื่อพวกเราแล้วจักไปยังสำนักพระศาสดา, สดับเทศนาของพุทธบุคคลทั้งหลายแล้ว จักทำการแทงตลอดซึ่งมรรคและผล
ลำดับนั้น ทั้งสองคนก็ได้ไปสู่สำนักของท่านสญชัย สญชัยพอเห็นเขาจึงถามว่า พ่อทั้งสอง พวกพ่อได้ใครที่แสดงทางอมตะแล้วหรือ? สหายทั้งสองจึงเรียนว่า ได้แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก, พระธรรมก็อุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์ก็อุบัติขึ้นแล้ว, ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมเปล่า ไร้สาระ เชิญท่านมาเถิด เราทั้งหลายจักไปยังสำนักพระศาสดา.
ท่านทั้งสองไปเถิด. ข้าพเจ้าไม่สามารถ. เพราะเหตุไร?
เราเทียวเป็นอาจารย์ของมหาชนแล้ว การอยู่เป็นอันเตวาสิกของเรานั้น เช่นกับเกิดความไหวแห่งน้ำในตุ่ม,เราไม่สามารถอยู่เป็นอันเตวาสิกได้. อย่าทำอย่างนั้นเลย ท่านอาจารย์.
ช่างเถอะ พ่อ พ่อพากันไปเถอะ, เราจักไม่สามารถ. ท่านอาจารย์ จำเดิมแต่กาลแห่งพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาชนมีของหอมระเบียบดอกไม้เป็นต้นในมือไปบูชาพระองค์เท่านั้น, แม้กระผมทั้งสองก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน, ท่านอาจารย์จะทำอย่างไร?
พ่อทั้งสอง ในโลกนี้ มีคนเขลามากหรือมีคนฉลาดมากเล่า? คนเขลามากขอรับ ท่านอาจารย์ อันคนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย.
พ่อทั้งสอง ถ้ากระนั้น พวกคนฉลาดๆ จักไปสู่สำนักพระสมณโคดม, พวกคนเขลาๆ จักมาสู่สำนักเรา พ่อไปกันเถิด เราจักไม่ไป. สหายทั้งสองนั้นจึงกล่าวว่า ท่านอาจารย์ ท่านจักปรากฏเอง" ดังนี้แล้ว หลีกไป
เมื่อสหายทั้งสองนั้นไม่อยู่ บริษัทของสญชัยแตกกันแล้ว ขณะนั้นอารามได้ว่างลง สญชัยนั้นเห็นอารามว่างแล้ว ก็อาเจียนออกเป็นโลหิตอุ่น ในปริพาชก ๕๐๐ คน ซึ่งไปกับสหายทั้งสองนั้น บริษัทของสญชัย ๒๕๐ คนกลับแล้ว สหายทั้งสองได้ไปสู่พระเวฬุวัน พร้อมด้วยปริพาชก ๒๕๐ คน ผู้เป็นอันเตวาสิกของตน โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:06:21 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 5
พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ๔ ทอดพระเนตรเห็นปริพาชกเหล่านั้นแต่ไกลทีเดียว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สองสหายนั่นกำลังมา คือโกลิตะและอุปติสสะ ทั้งสองนั่นจักเป็นคู่สาวกที่ดีเลิศของเรา. สองสหายนั้นถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง
เขาทั้งสองได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิดพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด คนทั้งหมดได้เป็นผู้ทรงบาตรจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ราวกะว่าพระเถระ ๑๐๐ พรรษา
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงขยายพระธรรมเทศนาด้วยอำนาจจริยาแก่บริษัทของทั้งสองสหายนั้น เว้นพระอัครสาวกทั้งสองเสีย, ชนที่เหลือบรรลุพระอรหัตแล้ว. ก็กิจด้วยมรรคเบื้องสูงของพระอัครสาวกทั้งสองมิได้สำเร็จแล้ว เพราะสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่
ต่อมาในวันที่ ๒ แต่วันบวชแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เข้าไปอาศัยหมู่บ้านกัลลวาละ ในแคว้นมคธอยู่ เมื่อถีนมิทธะครอบงำ,อันพระศาสดาทรงให้สังเวชแล้ว บรรเทาถีนมิทธะได้ กำลังฟังพระธาตุกรรมฐาน ที่พระตถาคตประทานแล้ว ได้ยังกิจในมรรค ๓ เบื้องบนให้สำเร็จ บรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณแล้ว.
ฝ่ายพระสารีบุตร ล่วงได้กึ่งเดือนแต่วันบวช เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นแหละ อยู่ในถ้ำสูกรขาตา กับด้วยพระศาสดา, เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชกผู้หลานของตน ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระสูตร ก็ได้บรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณ เหมือนผู้ที่บริโภคภัตที่เขาคดให้ผู้อื่น
โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:06:50 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 6
ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระศาสดาทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ประทานตำแหน่งพระอัครสาวกแก่พระเถระทั้งสองแล้ว ทรงแสดงพระปาติโมกข์.
พวกภิกษุติเตียนกล่าวว่า พระศาสดาประทาน ตำแหน่ง แก่ภิกษุทั้งหลาย โดยเห็นแก่หน้า, อันพระองค์ เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ควรประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ผู้บวชก่อน เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๕๕ รูป มีพระยสเถระเป็นประมุข เมื่อไม่เหลียวแลถึงภิกษุเหล่านั้น ก็ควรประทานแก่พระพวกภัทรวัคคีย์, เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระพวกภัทรวัคคีย์เหล่านั่น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๓ พี่น้อง มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น, แต่พระศาสดาทรงละเลยภิกษุเหล่านั้นมีประมาณถึงเพียงนี้ เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ก็ทรงเลือกหน้าประทานแก่ผู้บวชภายหลังเขาทั้งหมด.
พระศาสดาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลแล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราหาเลือกหน้าให้ ตำแหน่ง แก่พวกภิกษุไม่ แต่เราให้ตำแหน่งที่แต่ละคนๆ ปรารถนาแล้วๆ นั่นแลแก่ภิกษุเหล่านี้ ฯ
ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ก็พระอัครสาวกทั้งสองได้ทำกรรมอะไรไว้? พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า อัครสาวกทั้งสองทำความปรารถนาเพื่อเป็นอัครสาวก โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:07:15 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 7
ในที่สุดอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์นับแต่กัลป์นี้ย้อนไป สารีบุตรเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาล ได้มีนามว่าสรทมาณพ โมคคัลลานะเกิดในสกุลคฤหบดีมหาศาล ได้มีนามว่าสิริวัฑฒกุฎุมพี มาณพทั้งสองนั้นได้เป็นสหายกัน
สรทมาณพโดยล่วงไปแห่งบิดา ได้ครอบครองทรัพย์เป็นอันมาก อันเป็นมรดกของสกุล ในวันหนึ่ง อยู่ตามลำพังคิดว่า เราย่อมรู้อัตภาพในโลกนี้เท่านั้น หารู้อัตภาพในโลกหน้าไม่ อันธรรมดาความตายของสัตว์เกิดแล้วทั้งหลาย เป็นของเที่ยง ควรที่เราบวชเป็นบรรพชิตอย่างหนึ่ง ทำการแสวงหาโมกขธรรม
สรทมาณพนั้นเข้าไปหาสหายแล้วพูดว่า สิริวัฑฒะผู้สหาย ข้าพเจ้าจักบวชแสวงหาโมกขธรรม ท่านจักบวชกับเราหรือไม่ สิริวัฑฒะตอบว่า ข้าพเจ้าไม่อาจบวชได้ เชิญท่านบวชคนเดียวเถิด
สรทมาณพนั้นคิดว่า ธรรมดาผู้ไปสู่ปรโลก พาสหายหรือญาติมิตรไปด้วยไม่มี, กรรมที่ตนทำแล้วย่อมเป็นของตนเอง นับแต่นั้น สรทมาณพจึงให้เปิดเรือนคลังแก้วออก ให้มหาทานแก่คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพกและยาจกทั้งหลาย เข้าไปสู่เชิงเขา บวชเป็นฤษี
ชนทั้งหลายบวชตามสรทะนั้นจนมีชฎิลประมาณเจ็ดหมื่นสี่พันคน สรทชฎิลนั้นยังอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้ว บอกกสิณบริกรรมแก่ชฎิลเหล่านั้นแม้ชฎิลทั้งหลายเหล่านั้น ก็ยังอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้นแล้ว โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:07:43 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 8
โดยสมัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระนครได้มีชื่อว่าจันทวดี กษัตริย์พระนามว่ายสวันตะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่ายโสธรา เป็นพระมารดา ไม้รกฟ้าเป็นที่ตรัสรู้, พระอัครสาวกทั้งสอง ชื่อนิสภะ ๑ ชื่ออโนมะ ๑ อุปัฏฐากชื่อวรุณะ, อัครสาวิกาทั้งสอง นามว่า สุนทรา ๑ สุมนา ๑ พระชนมายุได้มีถึงแสนปี, พระสรีระสูงถึง ๕๘ ศอก พระรัศมีแห่งพระสรีระแผ่ไปตลอด ๑๒ โยชน์ ภิกษุแสนหนึ่งเป็นบริวาร
วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสีนั้น เสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ทรงพิจารณาดูสัตวโลกอยู่ ทอดพระเนตรเห็นสรทดาบสแล้ว ทรงพระดำริว่า เพราะเราไปสู่สำนักสรทดาบสในวันนี้เป็นปัจจัย พระธรรมเทศนาจักมีคุณใหญ่ และสรทดาบสนั้นจักปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวกที่ ๑ สิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหายดาบสนั้น จักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒ ทั้งในกาลจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันบริวารของดาบสนั้นจักบรรลุพระอรหัต เราควรไปในที่นั้น
จึงทรงถือบาตรและจีวรของพระองค์ ไม่ตรัสเรียกใครๆ อื่น เสด็จไปพระองค์เดียวเหมือนพระยาราชสีห์ เมื่ออันเตวาสิกทั้งหลายของสรทดาบสไปแล้วเพื่อต้องการผลาผล ทรงอธิษฐานว่า "ขอสรทดาบสจงทราบความที่เราเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบสเห็นอยู่นั่นเทียว เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนแผ่นดินแล้ว
สรทดาบสเห็นพระพุทธานุภาพและความสำเร็จแห่งพระสรีระ สอบสวนมนต์สำหรับทำนายลักษณะ ก็ทราบได้ว่า อันผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ในท่ามกลางเรือน ย่อมเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อออกบวช ย่อมเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า มีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปิดแล้วในโลก บุรุษผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย จึงทำการต้อนรับ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้จัดอาสนะถวายแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้ แม้สรทดาบสถืออาสนะอันสมควรแก่ตนแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ในสมัยนั้น ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันถือผลาผลทั้งหลายที่ประณีตๆ อันมีโอชะ มาถึงสำนักอาจารย์แล้ว แลดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับและอาจารย์นั่งแล้ว จึงพูดว่า ท่านอาจารย์ พวกกระผมเที่ยวไปด้วยเข้าใจว่า ในโลกนี้ผู้เป็นใหญ่กว่าท่านอาจารย์ ย่อมไม่มี ก็บุรุษผู้นี้ เห็นจะเป็นใหญ่กว่าท่านอาจารย์? โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:08:19 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 9
สรทดาบสตอบว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านพูดอะไร พวกท่านปรารถนาเพื่อทำเขาสิเนรุซึ่งสูงหกสิบแปดแสนโยชน์ ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาดกระนั้นหรือ? ท่านทั้งหลาย พวกท่านอย่าทำการเปรียบเทียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย
ครั้งนั้น ดาบสเหล่านั้นคิดว่า ถ้าบุรุษผู้นี้จักได้เป็นคนเล็กน้อยไซร้ ท่านอาจารย์ของพวกเราคงไม่ชักสิ่งเห็นปานนี้มาอุปมา บุรุษผู้นี้จะใหญ่เพียงไรหนอ ทั้งหมดจึงหมอบลงแทบพระบาททั้งสอง ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ว
ครั้งนั้น สรทดาบสกล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย ไทยธรรมที่สมควรแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายของเราไม่มี และพระศาสดาก็เสด็จมาในที่นี้ในเวลาภิกษาจาร พวกเราจักถวายไทยธรรม ตามสัตติ ตามกำลัง พวกเจ้าจงนำผลาผลประณีตที่มีอยู่มา
ครั้นให้นำมาแล้ว ล้างมือทั้งสองแล้ว ตั้งไว้ในบาตรของพระตถาคตด้วยตนเอง พอเมื่อพระศาสดาทรงรับผลาผล เทวดาทั้งหลายก็โปรยโอชะอันเป็นทิพย์ลง ดาบสนั้นได้กรองแม้ซึ่งน้ำถวายด้วยตนเองทีเดียว ต่อแต่นั้น เมื่อพระศาสดาประทับนั่งทำภัตกิจแล้ว ดาบสนั้นเรียกอันเตวาสิกทั้งสิ้นมาแล้ว นั่งกล่าวสาราณียกถาในที่ใกล้พระศาสดา
พระศาสดาทรงดำริว่า ขออัครสาวกทั้งสอง จงมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ พระอัครสาวกทั้งสองนั้นทราบพระดำริของพระศาสดาแล้ว มีพระขีณาสพแสนรูปเป็นบริวาร มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:08:50 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : )
สลักธรรม 10
ลำดับนั้น สรทดาบสเรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า ท่านทั้งหลาย แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ต่ำ ซ้ำอาสนะสำหรับสมณะตั้งแสน ก็ไม่มี พวกเจ้าควรจะทำพุทธสักการให้โอฬารในวันนี้ จงนำดอกไม้ทั้งหลายที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาแต่เชิงเขา
โดยกาลเพียงครู่เดียวเท่านั้น ดาบสเหล่านั้นนำดอกไม้ทั้งหลายที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่นมาแล้ว ตบแต่งอาสนะดอกไม้สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลายประมาณได้ ๑ โยชน์ สำหรับพระอัครสาวกทั้งสองประมาณ ๓ คาพยุต สำหรับภิกษุที่เหลือมีประมาณแตกต่างกัน มีประมาณกึ่งโยชน์เป็นต้น สำหรับภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์มีประมาณ ๑ อุสภะ สรทดาบส ยืนประคองอัญชลีเบื้องพระพักตร์ของพระตถาคตแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์เสด็จขึ้นสู่อาสนะดอกไม้นี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดราตรีนาน
เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้วอย่างนั้น พระอัครสาวกทั้งสองและภิกษุที่เหลือ ก็นั่งแล้วบนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตนๆ สรทดาบสได้ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ ยืนกั้นเหนือพระเศียรของพระตถาคต พระศาสดาทรงอธิษฐานว่า ขอสักการะของพวกชฏิลนี้ จงมีผลใหญ่ แล้วทรงเข้านิโรธสมาบัติ สองพระอัครสาวกก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี ทราบว่า พระศาสดาทรงเข้าสมาบัติแล้ว ก็เข้าสมาบัติ
เมื่อพระตถาคตประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน พวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาเที่ยวไปภิกษา บริโภคมูลผลาผลในป่าแล้ว ยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลที่เหลือ ฝ่ายสรทดาบสไม่ไปแม้สู่ที่ภิกษาจาร กั้นฉัตรดอกไม้อยู่ตลอดให้เวลาล่วงไปด้วยปีติและสุขตลอด ๗ วัน
พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธแล้ว ตรัสเรียกพระนิสภเถระพระอัครสาวกผู้นั่งข้างพระปรัศว์เบื้องขวา ด้วยรับสั่งว่า นิสภะ เธอจงทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลายผู้ทำสักการะ พระเถระมีใจยินดีประดุจแม่ทัพใหญ่ประสบลาภใหญ่จากสำนักของพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ เริ่มอนุโมทนาอาสนะดอกไม้
เมื่อสิ้นสุดเทศนาของพระนิสภเถระนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระสาวกองค์ที่ ๒ ด้วยรับสั่งว่า ภิกษุ แม้เธอก็จงแสดงธรรม พระอโนมเถระพิจารณาพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกกล่าวธรรมแล้ว ด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้งสอง การตรัสรู้มิได้มีแล้วแม้แก่ดาบสรูปหนึ่ง
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยไม่มีปริมาณ ทรงเริ่มพระธรรมเทศนาแล้ว ในกาลจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันยกสรทดาบสเสีย ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด ทันใดนั้นเอง ผมและหนวดของชฎิลเหล่านั้นได้อันตรธานไปแล้ว บริขาร ๘ ได้สวมกายในทันที
โดย TaRa [3 ส.ค. 2549 , 16:09:50 น.] ( IP = 203.172.117.35 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |