| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สรุปสาระธรรมชุดที่ ๑
สลักธรรม 2
สัปปุริสทาน ๘ หรือทานของสัตบุรุษ มีดังนี้
๑.ให้ของสะอาด
๒.ให้ของประณีต
๓.ให้เหมาะกาลเวลา
๔.ให้ของที่ควรให้
๕.พิจารณาเลือกใหด้วยวิจารณญาณ
๖.ให้สม่ำเสมอ
๗.เมื่อให้ มีจิตใจผ่องใส
๘.ให้แล้ว มีความเบิกบานใจ
สัปปุริสธรรม ๘ หรือธรรมของสัตบุรุษ (คุณสมบัติของคนดี )
๑.มีสัทธรรม ๗ ประการคือ
๑.๑ มีศรัทธา
๑.๒ มีหิริ
๑.๓ มีโอตตัปปะ
๑.๔ เป็นพหูสูต
๑.๕ มีความเพียรอันปรารภแล้ว
๑.๖ มีสติมั่นคง
๑.๗ มีปัญญา
๒.ภักดีสัตบุรุษ หรือการคบหาสมณพราหมณ์ที่มีคุณธรรมข้างต้นเป็นมิตร (สัปปุริสภัตตี)
๓.คิดอย่างสัตบุรุษ คือไม่เบียดเบียนคนอื่น (สัปปุริสจินดี)
๔.ปรึกษาอย่างสัตบุรุษ (สัปปุริสมันตี)
๕.พูดอย่างสัตบุรุษ ถูกต้องตามวจีสุจริต (สัปปุริสวาโจ)
๖.ทำอย่างสัตบุรุษ ถูกต้องตามกายสุจริต (สัปปุริสกัมมันโต)
๗.มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ มีสัมมาทิฏฐิ (สัปปุริสทิฏฐี)
๘.ให้ทานอย่างสัตบุรุษ ตามหลักสัปปุริสทาน (สัปปุริสทานัง เทติ)
คุณสมบัติของพ่อค้าที่ดี
๑.ตาดี ๒.ฉลาด ๓.รู้จักคนกว้างขวาง
เคล็ดลับการเป็นพหูสูต ๕ อย่าง
๑.ฟังมาก หรือศึกษาเล่าเรียนมาก
๒.จำมาก คือหมั่นสังเกตจดจำสิ่งต่างๆที่เห็นมา เรียนมา
๓.ท่องจนคล่องขึ้นใจ คือจำได้โดยไม่ต้องนึกคิด
๔.เจนใจ คือการคิดจนสร้างมโนภาพในใจขึ้นได้ทันที
๕.ทะลุปรุโปร่ง คือนำข้อมูลที่ได้ศึกษามาพิจารณาเป็นข้อสรุป อธิบายต้นสายปลายเหตุได้อย่างถูกต้อง
เป็นปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน
ให้เจริญด้วยไตรสิกขาให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท เสร็จแล้วก็ทรงดับขันธปรินิพพานเลย ถือเป็นบทรวมของการปฏิบัติทั้งหมด ไตรสิกขา
๑.ศีล ๒.สมาธิ ๓.ปัญญา
อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการได้แก่
๑.ย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๒.สิ่งที่ได้ฟังแล้ว ย่อมชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้น
๓.บรรเทาความสงสัยเสียได้
๔.ทำความเห็นให้ตรง
๕.จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส
โอวาท ๑๐ ประการ ในการเป็นแม่ศรีเรือน
*ไม่ได้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็นโอวาทที่ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้ให้ไว้กับนางวิสาขาก่อนออกเรือน ซึ่งถือว่าเป็นข้อพึงปฏิบัติที่ดีสำหรับสตรีทั่วไป จึงได้นำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้
โอวาท ๑๐ ประการ ในการเป็นแม่ศรีเรือน
๑.ไฟในอย่านำออก หมายถึงไม่ควรนำความลับหรือเรื่องไม่ดีงามภายในครอบครัว ไปบอกเล่าให้คนภายนอกได้รับรู้
๒.ไฟนอกอย่านำเข้า หมายถึงไม่ควรนำคำนินทาว่าร้ายเสียดสีด้วยความอิจฉาริษยา จากบุคคลภายนอกมาสู่ครอบครัว อันจะเป็นเหตุให้เกิดเรื่องไม่ดีงามและความบาดหมาง
๓.พึงให้แก่คนที่ให้ หมายถึงคนที่เคยเกื้อหนุนเอื้อเฟื้อควรมีน้ำใจไมตรีตอบแทน เมื่อมีผู้มาหยิบยืมข้าวของเงินทอง ควรให้แก่คนที่นำมาคืนเท่านั้น
๔.พึงอย่าให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายถึงคนที่ไม่เคยเกื้อหนุนเอื้อเฟื้อมีน้ำใจก็ไม่ควรทำใจกว้างหรือทำหน้าใหญ่ใจโต ผู้ที่เคยหยิบยืมแล้วไม่นำมาคืน คราวต่อไปหากยังกล้ามาหยิบยืมอีก ไม่ควรให้
๕.พึงให้แก่คนที่ให้และไม่ให้ หมายถึงการสงเคราะห์ญาติและมิตรสหาย แม้เขาจะนำมาคืนหรือไม่ก็ตาม เมื่อเห็นว่าเป็นการสมควร หรือเขาเป็นคนดีควรแก่การเกื้อหนุนอนุเคราะห์ก็ควรให้
๖.พึงนั่งให้เป็นสุข การนั่งในที่อันเหมาะอันควร ไม่เกะกะขวางทาง ไม่ต้องคอยลุกหลีกเมื่อพ่อสามีแม่สามีหรือผู้ใหญ่เดินผ่าน และนั่งเมื่อจัดการงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
๗.พึงนอนให้เป็นสุข หมายถึงควรนอนทีหลังพ่อสามีแม่สามี และสามีได้เข้านอนแล้วคือต้องตรวจดูข้าวของกลอนประตูหน้าต่างและฟืนไฟให้เป็นที่เรียบร้อย
ทั้งจัดแจงข้าวของที่จำเป็นสำหรับหุงหาหรือใช้สอยในวันรุ่งขึ้นให้พร้อมมูลครบครัน จึงจะถือได้ว่าเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี
๘.พึงกินให้เป็นสุข หมายถึงควรจัดข้าวปลาอาหารสำหรับพ่อสามีแม่สามีรวมทั้งสามีและบุตรให้เป็นที่เรียบร้อย
๙.พึงบูชาไฟ หมายถึงการให้ความเคารพยำเกรงสามีและบิดามารดาของสามีตลอดจนญาติผู้ใหญ่
๑๐.พึงบูชาเทวดา หมายถึงให้นับถือบิดามารดาสามีและบรรพบุรุษ
โดย ธีรวัส [10 ส.ค. 2549 , 08:58:34 น.] ( IP = 58.8.34.8 : : )
สลักธรรม 3
ธรรมของผู้มุ่งปฏิบัติขั้นสูง
สัมมัปปธาน ๔
โพชฌงค์ ๗
ศรัทธา ๔
อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
สังโยชน์ ๑๐ ประการ
วิปัสสนาญาณ ๙
อานิสงส์ของมีเมตตาเป็นฌาน ๑๑ ประการ
สมาบัติ ๘ สติปัฏฐาน ๔ ประการ
วิโมกข์ ๘
บารมี ๑๐ ทัศ
สัมมัปปธาน ๔หรือหมายถึงความเพียร ๔ ประการได้แก่
๑.เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในจิตใจ (สังวรปธาน) ๒.เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว (ปหานปธาน)
๓.เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในจิตใจ (ภาวนาปธาน)
๔.เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อม (อนุรักขณาปธาน)
ศรัทธา ๔ คือความเชื่อที่ต้องเชื่อด้วยความแนบแน่นเป็นพื้นฐานคือ
๑.เชื่อเรื่องกรรมว่ามีจริง (กัมมสัทธา)
๒.เชื่อวิบากหรือผลของกรรมว่ามีจริง (วิปากสัทธา)
๓.เชื่อการที่แต่ละคนมีกรรมเป็นของตน (กัมมัสสกตาสัทธา)
๔.เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (ตถาคตโพธิสัทธา)
ในพระพุทธศาสนาผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอริยบุคคล คือบุคคลที่ประเสริฐ เป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งสังโยชน์
(กิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพหรือผูกพันสัตว์ทั้งหลายไว้กับทุกข์) ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต้น
เมื่อละได้มากก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์
สังโยชน์ ๑๐ ประการ ได้แก่
๑.สังกายทิฏฐิ ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน
๒.วิจิกิจฉาความสงสัยในผลกรรม การเวียนว่ายตายเกิด
๓.สีลัพพตปรามาสการเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
๔.กามราคะ ความติดใจในกามารมณ์
๕.ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ
๖.รูปราคะ ความติดใจในรูป เช่นสิ่งล้ำค่าสวยงาม
๗.อรูปราคะ ความติดใจในสิ่งไม่มีรูป เช่นคำสรรเสริญ
๘.มานะความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ ติดในยศศักดิ์
๙.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ไม่สงบใจ
๑๐.อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจ ๔
อานิสงส์ของการมีเมตตาที่เป็นฌาน ๑๑ ประการคือ (เมตตาเจโตวิมุติ)
๑.หลับเป็นสุข
๒.ตื่นเป็นสุข
๓.ไม่ฝ้นร้าย
๔.เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
๖.เทวดาพิทักษ์รักษา
๗.ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่กล้ำกราย
๘.จิตเป็นสมาธิเร็ว
๙.ผิวหน้าผ่องใส
๑๐.ไม่หลงตาย (ตายด้วยจิตสงบ)
๑๑.ถ้าไม่บรรลุธรรมสูงขึ้นไป ก็จะเข้าสู่พรหมโลก
สติปัฏฐาน ๔ คือสิ่งที่เราควรระลึกถึง ๔ ประการได้แก่
๑.การตั้งสติพิจารณากาย (กายานุปัสสนา)
๒.การตั้งสติพิจารณาอารมณ์ (เวทนานุปัสสนา)
๓.การตั้งสติพิจารณาใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว (จิตตานุปัสสนา)
๔.การตั้งสติพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล
(ธัมมานุปัสสนา)
โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [10 ส.ค. 2549 , 09:05:14 น.] ( IP = 58.8.37.43 : : )
สลักธรรม 4
ในพระพุทธประวัติเขียนไว้ว่า พระบรมโพธิสัตว์ (ตอนก่อนตรัสรู้) ครั้งเมื่อมีชัยชนะต่อพญามาร ตอนที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น ก็ด้วยบารมี ๑๐ ทัศดังต่อไปนี้ บารมีจะเกิดขึ้นได้มี ๑๐ อย่าง ได้แก่
๑.ทานบารมี การให้สิ่งที่ควรให้
๒.ศีลบารมี การบำเพ็ญศีลให้ครบบริบูรณ์
๓.เนกขัมมบารมี การออกจากกามซึ่งต้องบำเพ็ญให้ถึงที่สุด
๔.ปัญญาบารมี การไต่ถามจากผู้รู้
๕.วิริยบารมี การทำความเพียรอย่างถึงที่สุด
๖.ขันติบารมี การอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
๗.อธิษฐานบารมี การตั้งจิตไว้ให้มั่นคง
๘.สัจจบารมี การรักษาวาจาสัตย์อย่างถึงที่สุด
๙.เมตตาบารมี การมีเมตตาอย่างถึงที่สุด
๑๐.อุเบกขาบารมี การวางเฉยไม่ว่าเรื่องดีไม่ดี ไม่ว่าจะมีลาภ ยศเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุขทุกข์
โพชฌงค์ ๗
ธรรมที่ใช้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อการตรัสรู้ ๗ ประการได้แก่
๑.ความระลึกได้ (สติ)
๒.ความสอดส่องธรรม (ธัมมวิจยะ)
๓.ความเพียร (วิริยะ)
๔.ความอิ่มใจ (ปิติ)
๕.ความสงบใจและอารมณ์ (ปัสสัทธิ)
๖.ความตั้งใจมั่น มีจิตแน่วแน่ (สมาธิ)
๗.ความวางเฉย หยุดนิ่ง (อุเบกขา)
อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ คือข้อพิจารณาถึงสังขารของกายเรา เพื่อรำลึกอยู่เนืองๆ
๑.ควรพิจารณาอยู่เนืองๆว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้(ชราธัมมตา)
๒.ควรพิจารณาอยู่เนืองๆว่า เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้
(พยาธิธัมมตา)
๓.ควรพิจารณาอยู่เนืองๆว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้ (มรณธัมมตา)
๔.ควรพิจารณาอยู่เนืองๆว่า เราจักต้องมีการพลัดพรากจากของรักเป็นธรรมดาด้วยกันทั้งสิ้น (ปิยวินาภาวตา)
๕.ควรพิจารณาอยู่เนืองๆว่า เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใดไว้ไม่ว่าดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักต้องรับผลของกรรมนั้น (กัมมัสสกตา)
โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [10 ส.ค. 2549 , 09:09:09 น.] ( IP = 58.8.34.8 : : )
สลักธรรม 5
*วิปัสสนาญาณ ๙ คือการวิปัสสนาให้เห็นรู้แจ้งถึงสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง มีขั้นๆดังนี้
๑.ญาณที่เห็นว่าการเกิดมาและดับไปของเบญจขันธ์เป็นเรื่องธรรมดา (อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ)
๒.ญาณที่เห็นการสลายไปของสังขารว่าต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา (ภังคานุปัสสนาญาณ)
๓.ญาณที่เห็นสังขารเป็นของน่ากลัวไม่ว่าภพใด เพราะว่าต้องสลายไปทั้งสิ้น (ภยตูปัฏฐานญาณ)
๔.ญาณที่เห็นเป็นโทษ เพราะว่าสังขารเป็นของน่ากลัวจึงต้องมีข้อบกพร่อง มีทุกข์ (อาทีนวานุปัสสนาญาณ)
๕.ญาณที่เห็นความเบื่อหน่าย เมื่อเห็นว่าเป็นโทษแล้วก็บังเกิดความเบื่อหน่ายในสังขาร ไม่ติดใจ (นิพพิทานุปัสสนาญาณ)
๖.ญาณที่ปรารถนาจะพ้นไปจากสังขารเหล่านั้น เพราะว่าเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว (มุญจิตุกัมยตาญาณ)
๗.ญาณที่พิจารณาหาทางเพื่อพ้นจากสังขาร ได้แก่การยกเอาสังขารทั้งหลายมาพิจารณาเพื่อให้หลุดพ้นไป (ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ)
๘.ญาณที่เห็นอย่างเป็นกลางในความเป็นไปของสังขาร ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่เห็น (สังขารุเปกขาญาณ)
๙.เมื่อเป็นกลางแล้ว ญาณก็คล้อยเข้าสู่การเห็นอริสัจจ์อันจะนำพาไปสู่ขั้นต่อไป
จนกระทั่งจิตดิ่งลงเกิดมรรคญาณขึ้นจึงจะถึงที่สุดคือนิพพาน (สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ)
สมาบัติ ๘ คือคุณวิเศษ หรือธรรมอันวิเศษที่ควรเข้าถึง การบรรลุธรรมชั้นสูงได้แก่ ฌาณ ๘ แบ่งเป็นรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ คือ ฌาน ๔ ได้แก่
๑.ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา (ปฐมฌาน)
๒.ฌานที่ ๒ มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา (ทุติยฌาน)
๓.ฌานที่ ๓ มีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา (ตติยฌาน)
๔.ฌานที่ ๔ มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา (จตุตถฌาน)โดย ธีรวัส [10 ส.ค. 2549 , 09:11:00 น.] ( IP = 58.8.34.8 : : )
สลักธรรม 6
อรูปฌาน ๔ คือการเข้าฌานอันมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ได้แก่
๑.ฌานที่กำหนดเอาช่องว่างเช่นอากาศ สูญญากาศที่ไม่มีสิ้นสุดเป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
(อากาสานัญจายตนะ)
๒.ฌานที่กำหนดเอาวิญญาณอันหาที่สุดไม่ได้มาเป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้(วิญญาณัญจายตนะ)
๓.ฌานที่กำหนดเอาภาวะที่ไม่มีอะไรๆเป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ (อากิญจัญญายตนะ)
๔.ฌานที่เข้าถึงภาวะที่เรียกว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
(เนวสัญญานาสัญญายตนะ)
*วิโมกข์ ๘ คือความหลุดพ้น เป็นภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างเต็มที่ แบ่งออกเป็นขั้นๆดังนี้
๑.ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย ได้แก่ รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณที่กำหนดวัตถุในกายของตน เช่น สีผมเป็นต้น
๒.ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก ได้แก่ รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก
๓.ผู้น้อมใจดิ่งไปว่า งาม ได้แก่ ฌานของผู้เจริญวรรณกสิณ กำหนดสีที่งามหรือเจริญอัปปมัญญา
๔.เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญา จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้
๕.เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ โดยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้
๖.เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ โดยมนัสิการว่าไม่มีอะไรเลย
๗.เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่
๘.เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ธรรมะ และคำสั่งสอนเรื่องธรรมชาติของมนุษย์และสรรพสิ่ง
ปัจจัย ๔ ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพคือ
๑.เครื่องนุ่งห่ม
๒.อาหาร
๓.ที่อยู่อาศัย
๔.ยารักษาโรค
ธรรม ๔ ประการเรื่องความรัก โทสะ
๑.ความรักเกิดเพราะความรักก็มี
๒.โทสะเกิดเพราะความรักก็มี
๓.ความรักเกิดเพราะโทสะก็มี
๔.โทสะเกิดเพราะโทสะก็มี
โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [10 ส.ค. 2549 , 09:13:26 น.] ( IP = 58.8.37.43 : : )
สลักธรรม 7
ฐานะ ๔ ประการ
๑.จะทราบศีลของบุคคลก็ด้วยการอยู่ร่วมกัน
๒.จะทราบความสะอาดของบุคคลด้วยการงาน
๓.จะทราบความกล้าหาญของบุคคลในเวลามีอันตราย
๔.จะทราบปัญญาของบุคคลด้วยการสนทนา
ฐานะที่ขอไม่ได้ในโลก ๕ ประการ
๑.ขอให้สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาว่า อย่าแก่
๒.ขอให้สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาว่า อย่าเจ็บ
๓.ขอให้สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาว่า อย่าตาย
๔.ขอให้สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาว่า อย่าสิ้นไป
๕.ขอให้สิ่งที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาว่า อย่าฉิบหาย
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว แต่เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป
บัว ๔ เหล่า ได้แก่
๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)
๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)
๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)
๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)
บุคคลมี ๓ จำพวกได้แก่
นัยที่ ๑. 1.1คนมีใจเป็นแผล 1.2คนมีใจเหมือนสายฟ้า 1.3คนมีใจเหมือนเพชร
นัยที่ ๒. 2.1คนไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้ 2.2คนควรคบควรเข้าใกล้ 2.3คนควรเข้าใกล้ควรคบ ควรสักการะ
นัยที่ ๓. 3.1คนปากเหม็น 3.2คนปากหอม 3.3คนปากหวาน
นัยที่ ๔. 4.1คนตาบอด 4.2คนตาเดียว 4.3คนสองตา
นัยที่ ๕. 5.1คนปัญญาคว่ำ 5.2คนปัญญาเหมือนชายพก 5.3คนปัญญามาก
อีกพุทธพจน์ได้ตรัสกล่าวถึงบุคคล ๓ จำพวกไว้อีกว่า
๑.บุคคลเปรียบด้วยรอยขีดในศิลา
๒.บุคคลเปรียบด้วยรอยขีดบนแผ่นดิน
๓.บุคคลเปรียบด้วยรอยขีดในน้ำ
ความสุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง
๑.สุขเพราะมีทรัพย์
๒.สุขเพราะได้ใช้สอยทรัพย์
๓.สุขเพราะไม่มีหนี้
๔.สุขเพราะทำงานสุจริต ไม่มีโทษ
ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ไม่ได้นานเพราะเหตุ ๔ อย่าง
๑.ไม่แสวงหาของที่หาย
๒.ไม่บูรณะซ่อมแซมของเก่า
๓.ไม่รู้จักประมาณในการใช้สอย
๔.ตั้งบุรุษหรือสตรีผู้ทุศีลเป็นพ่อบ้านแม่เรือน
ความไม่อิ่มมี ๓ อย่าง
๑.ไม่อิ่มในการนอน
๒.ไม่อิ่มในการดื่มสุราเมรัย
๓.ไม่อิ่มในการเสพเมถุน
ชาย หญิง ผูกใจกันด้วยอาการ ๘ อย่างคือ
๑.ด้วยรูปร่าง
๒.ด้วยการยิ้ม
๓.ด้วยคำพูด
๔.ด้วยเพลงขับ
๕.ด้วยการร้องไห้
๖.ด้วยอากัปกิริยา
๗.ด้วยของกำนัล
๘.ด้วยสัมผัส
คู่สร้างคู่สมนั้น ควรต้องมีธรรม ๔ ประการคือ
๑.มีศรัทธาเสมอกัน
๒.มีศีลเสมอกัน
๓.มีจาคะเสมอกัน
๔.มีปัญญาเสมอกัน
การอยู่ร่วมกันแห่งสามีภรรยา ท่านแบ่งเป็น ๔ ประเภทคือ
๑.ศพอยู่ร่วมกับศพ หมายถึงสามีและภรรยาไร้ศีลธรรมทั้งคู่
๒.ศพอยู่ร่วมกับเทพ หมายถึงสามีไร้ศีลธรรมแต่ภรรยามีศีลธรรม
๓.เทพอยู่ร่วมกับศพ หมายถึงสามีมีศีลธรรมแต่ภรรยาไร้ศีลธรรม
๔.เทพอยู่ร่วมกับเทพ หมายถึงสามีมีศีลธรรมและภรรยามีศีลธรรม
อุปกิเสส คือ สิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง มี ๑๖ ประการได้แก่
๑.โลภะ โลภ ๒.โทสะ พยาบาท
๓.โกรธะ โกรธ ๔.อุปนาหะ ผูกโกรธ
๕.มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ๖.ปลาสะ ตีเสมอ
๗.อิสสา ริษยา ๘.มัฉริยะ ตระหนี่
๙.มายามารยา เจ้าเล่ห์ ๑๐.สาเถยยะ โอ้อวด
๑๑.ถัมถะ หัวดื้อ กระด้าง ๑๒.สารัมภะ แข่งดี
๑๓.มานะ ถือตัว ๑๔.อติมานะ ดูหมิ่น
๑๕.มทะ มัวเมา ๑๖.ปมาทะ ประมาท เลินเล่อโดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [10 ส.ค. 2549 , 09:17:00 น.] ( IP = 58.8.34.8 : : )
สลักธรรม 8
เรื่องของกรรม พระพุทธเจ้าท่านได้จำแนกไว้อย่างลึกซึ้งแบ่งเป็นหลายประเภทคือ
กรรม ๒ ได้แก่
๑.กรรมชั่ว หรือกรรมที่เป็นอกุศล (อกุศลกรรม)
๒.กรรมดี หรือกรรมที่เป็นกุศล (กุศลกรรม)
กรรม ๓ ได้แก่
๑.การกระทำทางกาย (กายกรรม) ๒.การกระทำทางวาจา (วจีกรรม) ๓.การกระทำทางใจ (มโนกรรม)
กรรม ๑๒ ได้แก่
๑.กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันในภพนี้ (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม)
๒.กรรมที่ให้ผลในภพที่จะไปเกิดในภพหน้า(อุปปัชชเวทนียกรรม)
๓.กรรมให้ผลในภพต่อๆไป (อปราปริยเวทนียกรรม)
๔.กรรมเลิกให้ผล ไม่มีผลอีก (อโหสิกรรม)
๕.กรรมแต่งให้เกิด หรือเป็นตัวนำไปเกิด (ชนกกรรม)
๖.กรรมสนับสนุนซ้ำเติมจากชนกกรรม (อุปัตถัมภกรรม)
๗.กรรมบีบคั้นที่ให้ผลทุเลาลง หรือบั่นทอน วิบากลง (อุปปีฬกกรรม)
๘.กรรมตัดรอนที่มีแรงส่งเข้าตัดรอนชนกกรรมให้ขาดไป (อุปฆาตกกรรม)
๙.กรรมหนักที่ให้ผลทันทีเช่น สมาบัติ ๘ หรือ อนันตริยกรรม (ครุกกรรม)
๑๐.กรรมทำมาก รองจากครุกกรรม (พหุลกรรม)
๑๑.กรรมที่มาปรากฎ ตอนใกล้ตาย ถ้าไม่มี ๒ ข้อบนก็ให้ผลก่อน (อาสันนกรรม)
๑๒.กรรมเจตนาอ่อนหรือไม่เจตนาตรงๆ จะให้ผลเมื่อไม่มีอันอื่น
อนันตริยกรรม ๕ คือกรรมหนัก ๕ ประการที่บาปที่สุด ซึ่งให้ผลทันทีได้แก่
๑.ฆ่ามารดา (มาตุฆาต)
๒.ฆ่าบิดา (ปิตุฆาต)
๓.ฆ่าพระอรหันต์ (อรหันตฆาต)
๔.ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต (โลหิตุปบาท)
๕.ทำให้สงฆ์แตกกัน (สังฆเภท)
พลัง ๘ ประการ
๑.ทารกมีการร้องไห้เป็นพลัง
๒.ผู้หญิงมีความโกรธเป็นพลัง
๓.โจรมีอาวุธเป็นพลัง
๔.พระราชามีความเป็นใหญ่ (อำนาจ)เป็นพลัง
๕.คนพาลมีการเพ่งโทษคนอื่นเป็นพลัง
๖.บัณฑิตมีการเพ่งโทษตนเองเป็นพลัง
๗.ผู้คงแก่เรียนมีการพิจารณาเป็นพลัง
๘.สมณพราหมณ์มีขันติเป็นพลัง
วิชชา ๘ คือความรู้แจ้งที่วิเศษ อันได้แก่
๑.ญาณในวิปัสสนา คือใช้ปัญญาพิจารณาเห็นสังขาร (วิปัสสนาญาณ)
๒.ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ เช่นการถอดกายทิพย์ (มโนมยิทธิ)
๓.แสดงฤทธิ์ได้ (อิทธิวิธิ)
๔.หูทิพย์ (ทิพพโสต)
๕.รู้จักกำหนดใจผู้อื่นได้ (เจโตปริยญาณ)
๖.ระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสสติ)
๗.ตาทิพย์ (ทิพพจักขุ)
๘.ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป (อาสวักขยญาณ)
*ข้อ 3-8 ตรงกับอภิญญา ๖ ดังนี้
อภิญญา คือความรู้อันยอดยิ่งมี ๖ ประการได้แก่
๑.แสดงฤทธิ์ได้ (อิทธิวิธิ)
๒.หูทิพย์ (ทิพยโสต)
๓.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ)
๔.ระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ)
๕.ตาทิพย์ (ทิพยจักษุ)
๖.ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป(อาสวักขยญาณ)
โดย ธีรวัส [10 ส.ค. 2549 , 09:19:59 น.] ( IP = 58.8.37.43 : : )
สลักธรรม 9
สังขาร ๓ สังขารคือ สภาพที่ปรุงแต่งที่ไม่ยั่งยืน ได้แก่
๑.สภาพที่ปรุงแต่งกาย การกระทำทางกาย (กายสังขาร)
๒.สภาพที่ปรุงแต่งวาจา การกระทำทางวาจา (วจีสังขาร)
๓.สภาพที่ปรุงแต่งใจ การกระทำทางความคิด (จิตตสังขาร)
พุทโธวาท
โอวเทยฺยานุสาเสยฺย จงยอมตนให้บัณฑิตตักเตือนพร่ำสอน
Let him admonish, exhort,
อสพฺภา จ นิวารเย
และกีดกันจากความชั่ว
And shield from wrong.
สตํ หิ โส ปิโย โหติ คนที่คอยสั่งสอนเช่นนี้
Truly, pleasing is he to the good,
อสตํ โหติ อปฺปิโย . คนดีรัก แต่คนชั่วเกลียด. . Displeasing is he to the bad ฯ ๗๗ ฯ
เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ
ขุนเขาไม่สะเทือนเพราะแรงลมฉันใด
Even as a solid rock Is not shaken by the wind.
เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา
บัณฑิตก็ไม่หวั่นไหวเพราะนินทาหรือสรรเสริญฉันนั้น .
So do the wise remain unmoved By praise or blamฯ๘๑ฯ
*ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กิยรา ถ้าหากคนเราจะทำความดีไซร้ Should a man perform merit,
กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ ก็ควรทำบ่อยๆ
Let him do it again and again,
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ ควรพอใจในการทำความดีนั้น And turn his mind to delight therein;
สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย .เพราะการสะสมความดีนำสุขมาให้. Blissful is the pilling-up of merit. ฯ ๑๑๘ ฯ
*มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส อย่าดูถูกบุญว่าเล็กน้อยจักไม่สนองผล
น มตฺตํ อาคมิสฺสติ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ น้ำตกจากเวหาทีละหยาด ๆ ยังเต็มตุ่มได้
อาปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถถํ โถกมฺปิ อาจินํ นักปราชญ์สะสมบุญทีละเล็กละน้อยย่อมเต็มด้วยบุญได้
Despise not merit, Saying 'it will not come to me' Drop by drop, is the water pot filled, ฯ ๑๒๒ ฯ
โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [10 ส.ค. 2549 , 09:22:18 น.] ( IP = 58.8.37.43 : : )
สลักธรรม 10ขอบคุณมากค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [10 ส.ค. 2549 , 10:31:08 น.] ( IP = 203.172.117.118 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |