มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นอนัตตา




พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยังทรงพลังอันอุดมยิ่ง ไม่ว่ากาลเวลาจะเคลื่อนจากครั้งที่พระองค์ยังมิได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน มานานถึงกว่า ๒๕๔๗ ปีก็ตาม.

ธรรมที่พระองค์ทรงตรัสไว้ ก็มิได้เสื่อมสูญหาย สลายไปได้เลย ทุกๆอย่างยังคงเป็นไปตามหลักธรรมเช่นนั้นเสมอมา และก็จะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ไม่ว่าผู้ใดจะศรัทธาหรือไม่ก็ตามที แต่ก็มิสามารถหลบเร้นหลีกหนีให้พ้นจาก หลักธรรมที่พระองค์ทรงกล่าวไว้นั้นไม่ได้เลยสักคน สิ่งนั้นได้แก่..

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาฯ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

สพฺเพ สงฺขารา ทุกขาฯ สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาฯ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

โดย บุษกร เมธางกูรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ส.ค. 2549 , 07:40:40 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง


สังขารธรรมทั้งหมดไม่เที่ยง ( จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ เป็น สพฺเพสงฺขาราอนิจฺจา )

ความเสื่อม ความไม่เที่ยงของรูปธรรมนั้น พอจะปรากฏให้เห็นได้ แต่ความไม่เที่ยงของนามธรรมนั้นรู้ยาก.. ..ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้.. ข้อนั้นเพราะเหตุไร

ก็เพราะว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ…แต่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเหตุว่า จิตเป็นต้นนี้อันปุถุชนผู้มิได้สดับรวบรัดถือไว้โดยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิ ว่านั่นของเรา นั่นของเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน ฯลฯ

จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป แม้ว่าจิต เจตสิก รูป จะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็ยากที่จะรู้และเบื่อหน่าย.. ละความยินดี ..คลายความยึดถือในนามรูปได้

การที่จะเบื่อหน่าย.. ละความยินดี ..ความยึดถือในรูปนามนั้น..ต้องพิจารณาเห็นด้วยปัญญา ดังที่ได้ทรงแสดงไว้


สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกเข เอส มคฺโค วิสุทธิยา ฯ
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทธิยา ฯ

โดย บุษกร เมธางกูร ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ส.ค. 2549 , 07:43:56 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 2

จากคาถาธรรมบท ที่ดิฉันยกมานี้ มีอยู่ใน ขุททกนิกาย ค่ะซึ่งมีความหมายว่า..

เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์

แหละ ผู้ใดที่ไม่เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรม และรูปธรรมจนละคลาย ผู้นั้นจะบรรลุอริยสัจจ์ ๔ เป็นพระอริยบุคคลไม่ได้

พระอริยบุคคลเห็นความเป็น.. "พุทธ" ..ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเห็นธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ไม่ใช่เพียงแต่ศึกษาพระธรรมที่พระองค์ทรงเทศนาเท่านั้น พระอริยบุคคลหมดความสงสัยในพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะพระอริยบุคคลได้บรรลุธรรมนั้น และได้ประจักษ์ในความเป็น.. "พุทธ" ..ว่า พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้น ไม่ใช่โดยคาดคะเน แต่โดยตรัสรู้ธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ


ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็นตถาคต
ผู้ใดศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งธรรม
ผู้นั้นย่อมสามารถรู้แจ้งธรรม
และดับกิเลสเป็นพระอริยบุคคลตามลำดับ
คือ ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี
พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์

โดย บุษกร เมธางกูร ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ส.ค. 2549 , 07:47:23 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 3

สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์


สังขารธรรมทั้งปวงเกิดแล้วก็ดับไป .ไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทดี หรือจิตประเภทไม่ดี รูปงามหรือไม่งาม เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเหมือนกันหมด

การเกิดไม่เที่ยงนี่แหละเป็นทุกข์ เพราะไม่ดำรงอยู่ สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์นั้น.. ไม่ใช่แต่เฉพาะทุกข์กายที่เจ็บปวด ป่วยไข้ หรือทุกข์ที่ต้องลำบากเดือดร้อน ทุกข์ที่พลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือทุกข์ที่ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเท่านั้นนะคะ

สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ..เพราะสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เพราะ
เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จึงไม่ควรยึดถือว่าเป็นสุข อ่านตรงนี้แล้วอาจสงสัยหรือมีข้อแย้งได้ว่า.. จิตที่มีเพลิดเพลินยินดี รับรูปารมณ์ - คันธารมณ์ที่ดีเป็นสุขก็มี ..เหตุใดจึงว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์.

ที่ว่าเป็นทุกข์นั้นเพราะ..จิตที่เพลิดเพลิน ยินดี เป็นสุขนั้นก็ไม่เที่ยง

ฉะนั้น สังขารธรรม คือ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ และรูปทั้งหมดเป็นทุกข์ เพราะจิต เจตสิก รูปทั้งหมดไม่เที่ยง

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ส.ค. 2549 , 07:56:26 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 4

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา


ธรรมทั้งปวง ได้แก่ปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบุคคลใด

นิพพานเป็นปรมัตถธรรม เป็นธรรมที่มีจริง นิพพานไม่ใช่สังขารธรรม แต่เป็นวิสังขารธรรม คือ เป็นธรรมที่ไม่เกิด ตรงกันข้ามกับสังขารธรรม

สังขารธรรม คือ..
ธรรมที่เกิดขึ้นมีปัจจัยปรุงแต่ง

วิสังขารธรรม
คือธรรมที่ไม่เกิดขึ้น ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง

ส่วนนิพพาน..
เป็นอสังขตธรรม ไม่ใช่สังขตธรรม


สังขตธรรม คือธรรมที่เกิดดับ.. อสังขตธรรมคือธรรมที่ไม่เกิดดับ นิพพานไม่มีปัจจัยจึงไม่เกิดดับ

จิต เจตสิก รูป เป็นสังขารธรรม เป็นโลกียะ คำว่าโลกียะ หมายถึงแตกดับทำลาย

ส่วนนิพพาน เป็นวิสังขารธรรม เป็นโลกุตตระ คำว่า โลกุตตระ หมายถึง พ้นจากโลก.

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ส.ค. 2549 , 08:00:42 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 5

สรุปธรรมทั้งหลายที่มีก็คือ นามธรรม (รู้อารมณ์) จิตปรมัตถ์ ๘๙ หรือ ๑๒๑,

เจตสิกปรมัตถ์ ๕๒ (สังขารธรรม สังขตธรรม)

รูปธรรม รูปปรมัตถ์ ๒๘ (สังขารธรรม สังขตธรรม)

นามธรรม (ไม่รู้อารมณ์)

นิพพานปรมัตถ์ (วิสังขารธรรม อสังขตธรรม)

นิพพานปรมัตถ์ อสังขตธรรม

จากหัวข้อกระทู้ที่ได้ตั้งมา และอธิบายจบนั้น ด้วยหมายจะพยุงพระสัทธรรมอันล้ำค่านี้ ไว้ด้วยชีวิต และปรารถนา ให้ท่านผู้เป็นสหายแห่งวัฏฏสงสาร ได้รับทราบในธรรมอันประเสริฐยิ่งนี้ ด้วยความปรารถนาดีและบริสุทธิ์ใจค่ะ


โดย บุษกร เมธางกูร [14 ส.ค. 2549 , 08:03:45 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณ อ.บุษกร ค่ะ ได้รับความเข้าใจในคำว่า " ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นอนัตตา " มากขึ้นค่ะ

แต่ก็มีคำที่สงสัยอยู่ค่ะ คือ ระหว่าง สังขารธรรม กับ สังขตธรรม และ วิสังขารธรรม กับ สังขตธรรม
มีความหมายคล้ายกันมาก ยังแยกแยะความแตกต่างไม่ได้ค่ะ

โดย เซิ่น [14 ส.ค. 2549 , 08:05:27 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 7

คำว่า วิสังขารธรรม นั้นคือ..ธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง ได้แก่พระนิพพานค่ะ

ส่วนคำว่า สังขตธรรม นั้นได้แก่ธรรมที่ถูกปรุงแต่งขึ้น ตรงกับคำว่า สังขารในคำว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง นะคะซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า อสังขตธรรม

ที่ใช้คำว่า วิสังขารเพื่อเจาะจงถึงพระนิพพานเลยคะ แต่ที่ใช้คำว่า..สังขาร หรือสังขารธรรมก็เพื่อจะกล่าวให้อยู่ในหลักที่ว่า... สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ...ค่ะ

ที่ถามว่า..วิสังขารธรรมนั้น ..ในเมื่อไม่เกิดขึ้นแล้วทราบได้อย่างไรว่ามีอยู่จริง... ก็เพราะพระนิพพานเป็นธรรมที่มีอยู่จริงไงคะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงตรัสและพระองค์ท่านพร้อมพระอริยเจ้าทั้งหลาย ก็ถึงซึ่งพระนิพพานแล้วทั้งนั้นค่ะ

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ส.ค. 2549 , 08:12:38 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณอาจารย์บุษกรมากค่ะ เพิ่งจะรู้จักคำว่า...วิสังขารธรรม ....

แต่ทว่าอ่านไปอ่านมาก็เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นค่ะคือนึกถึง. .บัญญติค่ะ..

บัญญัติ ซึ่งแยกออกเป็นอัตถบัญญัติและสัททบัญญัติก็จัดเป็นธรรมอย่างหนึ่งใช่ไหมค่ะ

แต่ทำไมใน..ธรรมทั้งปวง จึงคิดแค่ปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รวมบัญญัติด้วยค่ะ?

โดย ธัญนันทน์ [14 ส.ค. 2549 , 08:14:49 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 9

เข้าใจค่ะ..ที่งงและถามมา แต่ต้องเข้าใจนะคะว่า ขณะนี้กำลังพูดถึงธรรมในเรื่อง

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาฯ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

สพฺเพ สงฺขารา ทุกขาฯ สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาฯ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา


จึงไม่ได้รวมไปถึงบัญญัติค่ะ

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ส.ค. 2549 , 08:18:29 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )


  สลักธรรม 10

โลกเรานี้ หมุนเวียน ผันเปลี่ยนแปลง
ทุกหนแห่ง ห่างหาย สลายสูญ
เคยรุ่งเรือง กลับเหลือ เพียงซากปูน
ให้อาดูร สูญสิ้น ไปตามกาล

โลกนี้หนอ พอเกิด ก็ทุกขัง
ไม่จีรัง ยั่งยืน คืนสังขาร
มาเช่นไร ไปเช่นนั้น มันไม่นาน
แม้เพียงวัน ผันผ่าน พาลจากไกล

โลกนี้นั้น คืนวัน ดั่งความฝัน
โลดแล่นไป คล้ายกัน พลันสลาย
คืนเป็นดิน ไฟน้ำ ละลมตาย
เป็นจุดหมาย ตั้งไว้ ในโลกา

จิตดวงใส ซ่อนไว้ ให้ฉงน
ล้วนสับสน กลิ้งกลอก หลอกตัณหา
เดี๋ยวไปโน่น โผ่นี่ อนิจจา
โลกนี้หนา รู้ได้ เพราะใจเรา

บางครั้งสุข สร้างสรรค์ ฝันสดใส
บางครั้งใจ หักเห ด้วยเล่ห์เขลา
ใจดวงเดิม เติมแต่ง แหล่งมัวเมา
ใจของเรา ล้วนเป็น เช่นนี้นา

อายตนะ ช่องว่าง ทางมาสู่
กำหนดรู้ ละวาง ว่างแล้วหนา
ไม่ปรุงแต่ง ต่อเติม เพิ่มโรคา
จิตหรรษา ห่างทุกข์ พบสุขใจ

ใจนี้หนอ พอดี ก็มีสุข
พอไม่ทุกข์ ปิติ มิรู้หาย
โมหะจิต โลภะตาม นำทางไป
ล้วนอยู่ใน วังวน ทนเหมือนเดิม

ใจเป็นกลาง ไม่สุข ไม่ทุกข์นี่
เป็นทางดี ถูกต้อง มองมาเสริม
ใจจะตั้ง ดำรงมั่น หมั่นต่อเติม
เป็นบทเริ่ม เกาะกลาง ทางอำไพ

ศีลรักษา กายวาจา ใจให้พร้อม
ตั้งใจน้อม สมาธิ จิตผ่องใส
พิจารณา ด้วยปัญญา นำพาไป
พบต้นเหตุ แห่งภัย ในชีวิน

อวิชชา ก่อเกิด กำเนิดต่อ
มิหย่นย่อ เวียนว่าย ในชลสินธุ์
ทะเลทุกข์ เกิดดับ ลับสู่ดิน
เป็นเช่นนี้ มิมีสิ้น ทุกภพไป

พบตัณหา ละไป ให้สิ้นซาก
หมั่นคอยถาก ถางสิ่ง สิงทั้งหลาย
กำหนดจิต ตั้งตน ทั้งใจกาย
ดำรงไว้ ดิ่งลง ตรงปัจจุบัน

อดีตเอย ผ่านมา อย่าไปคิด
ละดวงจิต กำหนดทาง อย่างสร้างสรรค์

สุนัขอ้วก กลืนกลับ รับรู้ทัน
เอาอย่างนั้น พลันเปลี่ยน เลียนแบบตาม
อนาคต พรุ่งนี้ หรือวันไหน
มีเมื่อไหร่ อาจตาย ใจหวาบหวาม

หากวันนี้ หมดลม คงไม่งาม
มีรูปนาม แค่วันนี้ ที่ปัจจุบัน
รู้บ้างใหม ใจเรา ทำไมทุกข์
รู้กันใหม ใจสุข ดั่งสวรรค์

รู้ใช่ใหม มีเหตุ มาเหมือนกัน
แล้วรู้ทัน มันบ้างใหม ใจของเรา
อริยสัจ เริ่มจาก เจ้าทุกขัง
เป็นเหมือนดั่ง ยอดกรรม ทำให้เฉา

สมุทัย ต้นเหตุ แห่งทุกข์เรา
นิโรธเหล่า หนทาง สู่มรรคา
เมื่อเกิดทุกข์ กำหนดรู้ ดูให้แจ้ง
มาจากแห่ง กิเลส แลตัณหา

ละให้สิ้น มิยินดี ไม่ปรีดา
อุปาทาน อวิชชา พาเวียนวน
โลกธรรม ทั้งแปด สุขทุกข์ไง
ยศลาภได้ เสื่อมไป ไม่สับสน

สรรเสริญเล่า เหล่านินทา อย่าหลงกล
ล้วนเป็นผล ธรรมดา อย่าคล้อยตาม
เมื่อยามพราก จากกัน มันทุกข์นัก
เมื่อไม่หัก ใจคิด พิษคมหนาม

ย่อมบาดลึก นึกดู รู้ทุกยาม
นั่นแหละรูป แลนาม ถามใจตน
จิตดวงนี้ ไม่มี แม้แต่ตัว
จิตดวงนี้ อย่ากลัว มัวสับสน

จิตดวงนี้ มีไว้ ให้รู้ยล
เรียนรู้เหตุ แลผล กลอุบาย
จิตดวงนั้น วันวาน ยังหวานนัก
จิตดวงนั้น กลับหัก รับไม่ได้

จิตดวงนั้น ผันเปลี่ยน เพียรรู้ไป
จิตดวงเดิม ใช่ใหม ถามใจดู
จิตดวงเดียว เมื่อตอน เจ้านอนเบาะ
จิตดวงเดียว เที่ยวเสาะ แสวงรู้

จิตดวงเดียว เลี้ยวลด คดดั่งงู
จิตดวงเดียว ของผู้ ไม่รู้เลย
โอ้จิตจ๋า มานี่ มาหาฉัน มารวมกัน
ตรงกลาง กระหม่อมเอ๋ย

มาสงบ นิ่งรู้ อยู่อย่างเคย
มาเถิดเอ๋ย มาเถอะมา อย่าหนีไกล
เมื่อลมโชย พัดมา กายาชื่น
ยามค่ำคืน น้ำค้าง พร่างพราวสาย

จิตดวงน้อย เคลื่อนคล้อย ลอยตามไป
กำหนดใจ รู้ตื่น ค่อนคืนคลาย
แสงอรุณ ริบหรี่ สุรีย์ส่อง
จิตก็ล่อง เลื่อนลอย พลอยไสว

มิอาจหลง ลืมเลือน เพื่อนยามไกล
แต่อย่าหมาย นำใจ ไปเคลื่อนตาม
ในวันนี้ มีเพียง แต่เสียงนก
ร้าวในอก ผกผัน หวั่นเสี้ยนหนาม

กิเลสร้าย ตำใจ ให้เศร้าตาม
กำหนดนาม รูปดู รู้แก่ใจ
โอ้ผ่านวัน ผ่านคืน ยืนโดดเดี่ยว
มิลดเลี้ยว หลักเอน เป็นไฉน

เพียงวันนี้ มีค่า อย่าปล่อยใจ
เร่งเพียรไว้ ให้รู้เห็น เวรและกรรม
เราเกิดมา ทำไม ใจจงตอบ
จิตไม่ชอบ ตอบไม่ได้ ใจถลำ

เกิดเป็นคน ทนทุกข์ สุขประจำ
ใจเจ้ากำ ตอบไม่ได้ อายตัวตน
เกิดเป็นคน ครบถ้วน ด้วยขันธ์ห้า
รูปเวทนา สัญญา หาแห่งหน
ปรุงแต่งเติม สังขาร อันน่ายล
จิตสับสน สื่อวิญญาณ อันนั้นไง…

คัดลอกจากไหนจำไม่ได้ ขออภัย ใคร่จะเผยแผ่นำเสนอ เสริมเรื่องสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาของท่านอาจารย์.

สาธุท่านอาจารย์ที่กรุณานำเสนอ

โดย ธีรวัส [14 ส.ค. 2549 , 08:45:21 น.] ( IP = 58.9.141.151 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org