มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทัศนะเรื่องจิต




ทัศนะเรื่องจิตจากหลักฐานทางพระพุทธศาสนาและทัศนะของอาจารย์ต่างๆ
ความหมายของคำว่าจิต
ในคำภีร์ฝ่ายอภิธรรม พระอาจารย์ทั้งหลาย ได้ให้คำจำกัดความธรรมชาติของจิตไว้ เมื่อ
กล่าวโดยสรุปแล้วมี ๓ อย่างคือ
๑. มีการคิดคือรับรู้อารมณ์
(จินฺเตตีติ จิตตํ อารมฺมณํ วิชานาตีนิ อตฺโถ) ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่า คิด คือรู้อารมณ์
๒. เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์
(จินฺเตสิ เอเตน กรณภูเตน สมฺปยุตฺตธมฺมาติ จิตฺตํ) ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะเป็นเหตุให้สัมปยุตตธรรม คือ เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์
๓. ทำให้สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิสดาร
(จิตฺตึ กโรตีติ จิตฺตํ) ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิตเพราะทำสัตว์และสิ่งของทั้งหลายให้วิจิตร
“ความหมายของคำแห่งจิต อารมฺมณํ จินฺเตตีติ จิตฺตํ (ธรรมที่ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่า คิดซึ่งอารมณ์) เมื่อว่าโดยลักษณะ
จิตมีการรู้แจ้งอารมณ์เป็นลักษณะ (วิชานนลกฺขณํ) มีการเป็นหัวหน้าเป็นกิจ (ปุพฺพงฺคมรสํ)
มีการเกี่ยวข้องกันเป็นปัจจุปัฏฐาน (สนฺธานปจฺจุปฎฺฐานํ)
มีนามรูปเป็นปทัฎฐาน (นามรูปปทฎฺฐนํ) ”



จิตของสัตว์ที่เป็นไปในภูมิ ๔ มีการรู้แจ้งอารมณ์เป็นลักษณะทั้งหมด มีการรู้แจ้งอารมณ์ทั้งนั้นเมื่อเพ่งถึงเส้นทางแล้ว จิตก็เป็นหัวหน้า คือมีปกติเที่ยวไปก่อนในที่เป็นที่กระทำให้แจ่มแจ้งซึ่งอารมณ์ บุคคลย่อมรู้แจ้งรูปารมณ์อันเห็นด้วยจักษุ ย่อมรู้แจ้งธรรมารมณ์ อันรู้แล้วด้วยใจ ด้วยจิตนั่น เหมือนบุคคลผู้รักษาพระนครนั่งอยู่ที่ทาง ๔ แพร่ง ในท่ามกลางพระนครย่อมใคร่ครวญ ย่อมกำหนดชนผู้มาแล้ว ๆ ว่า คนนี้เป็นเจ้าถิ่น คนนี้เป็นผู้จรมา ฉันใด พึงทราบข้ออุปไมยฉันนั้น ธรรมดาบุคคลผู้รักษาพระนครนั่งอยู่ที่ทาง ๔ แพร่ง ท่ามกลางพระนครพึงเห็นบุคคลผู้มาจากทิศตะวันออกพึงเห็นบุคคลผู้มาจากทิศตะวันตก จากทิศทักษิณ จากทิศอุดร ฉันใด บุคคลย่อมเห็นรูปใดด้วยจักษุ ย่อมรู้แจ้งรูปนั้นด้วยวิญญาณ ย่อมฟังเสียงใดด้วยโสต ย่อมสูดกลิ่นด้วยฆานะ ย่อมลิ้มรสด้วยชิวหา ย่อมถูกต้องโผฎฐัพพะด้วยกาย ย่อมรู้แจ้งธรรมด้วยใจ ย่อมรู้แจ้งสิ่งนั้นๆ ด้วยวิญญาณ เพราะเพ่งถึงเส้นทางแล้ว จิตเท่านั้นเป็นหัวหน้า เป็นธรรมชาติเที่ยวไปข้างหน้า ในฐานะที่กระทำอารมณ์ให้แจ่มแจ้งอย่างนี้ ฉะนั้นจึงกล่าวว่า มีการเป็นหัวหน้าเป็นกิจ


โดย ธีรวัส ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 09:17:31 น.] ( IP = 58.8.35.57 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


จิตดวงหลัง ๆ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมปรากฏติดต่อกัน เพราะดวงต้น ๆสืบต่อกัน จึงชื่อว่า มีการเกี่ยวข้องกันเป็นปัจจุปัฎฐาน แต่ว่า ในภพที่มีขันธ์ ๕ จิตนั้น มีนามรูปเป็นปทัฎฐาน ในภพที่มีขันธ์ ๔ มีนามเท่านั้นเป็นปทัฎฐาน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จิตมีนามและรูปเป็นปทัฏฐาน
จิตฺตํ สภาวะที่ชื่อว่า จิต เพราะคิด คือ รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า จิต นี้ ทัวไปแก่จิตทั้งปวง ฉนั้นในคำว่า จิตฺตํ นี้ จิตใดที่เป็นกุศล อกุศลและมหากิริยาจิตฝ่ายโลกียะ จิตนั้นชื่อว่า จิต เพรวะสั่งสมสันดานของตนด้วยอำนาจแห่งชวนวิถี ชื่อว่า จิต เพราะเป็นธรรมชาติอันกรรมและกิเลสทั้งหลายสั่งสมวิบาก อีกอย่างหนึ่ง จิตทั้งหมด ชื่อว่า จิต เพราะความเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควร ชื่อว่า จิต เพราะกระทำให้วิจิตร



บรรดาจิตเหล่านั้น จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ จิตเป็นกามาวจร จิตเป็นรูปาวจร จิตมีรูปเป็นอารมณ์ จิตมีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์ บรรดาจิตแม้ที่มีรูปเป็นอารมณ์ จิตที่มีสีเขียวเป็นอารมณ์ จิตที่มีสีเหลืองเป็นต้นเป็นอารมณ์ แม้จิตที่มีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์ หีนจิต มัชฌิมจิต ปณีตจิต จิตที่มีฉันทะเป็นอธิบดี บรรดาจิตที่กล่าวมาก็เป็นจิตคนละดวงกัน
จิตฺตํ แปลว่า ธรรมชาติของปรมัตถ์ส่วนหนึ่ง ที่มีลักษณะรู้ในเมื่อได้กระทบอารมณ์ทั้ง ๖ เช่น เมื่อเห็นรูป ก็รู้ว่าเห็นรูปารมณ์ คือ สีต่างๆ หูได้ยินเสียง ก็รู้ว่าได้ยิน สัทธารมณ์
“จิตคือ ธรรมชาติใดที่รู้อารมณ์ ธรรมชาตินั้นคือ จิต อารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้”
(วินัย อ.ศิวะกุล, ทฤษฎีพุทธจิตวิทยา, สถาบันพุทธวิทยาศาสตร์ประยุกต์อภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพน ฯ, ๒๕๒๓, หน้า ๒๔. )
ปกติการรู้ มี ๓ ชนิด คือ
๑. รู้โดยสัญญาเจตสิก เหมือนเด็กเห็นเหรียญเงิน รู้ว่าเป็นของกลม ๆ แต่ไม่รู้ว่าเงิน
๒. รู้โดยวิญญาณ เหมือนผู้ใหญ่เห็นเหรียญเงิน รู้ว่าเป็นของกลม ๆ และเป็นเงิน
๓. รู้โดยปัญญา เหมือนผู้เชี่ยวชาญดูเหรียญเงิน รู้ซึ่งว่าเป็นเหรียญจริงหรือเหรียญปลอม และประกอบด้วยธาตุอะไรด้วย
ดังนั้น การรู้โดยจิตเป็นการรู้มากกว่าการรู้โดยสัญญา แต่ไม่รู้ชัดแจ้งเหมือนการรู้โดยปัญญา


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 09:20:02 น.] ( IP = 58.8.34.68 : : )


  สลักธรรม 2


จิตคือธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีลักษณะรู้อารมณ์ คือรู้ในอารมณ์ทั้ง ๖ และรู้ตามประตู คือทาง เช่นเมื่อรูป อันได้แก่คลื่นแสงมากระทบตาก็ เห็น สัททะ ได้แก่คลื่นเสียงมากระทบหูก็ได้ยิน จมูกกระทบกลิ่นก็ ได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรสก็ รู้รส กายสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ก็ รู้ว่าได้สัมผัส คือรู้ในลักษณะของเย็น ร้อน อ่อน แข็งนั้น ส่วนทวารที่เรียกกันว่า มโนทวาร คือจิตหรือใจนั้น จิตที่เกิดขึ้นทางทวารนี้ ก็มีความรู้จักถึงการคิดนึกอารมณ์ที่เป็นเรื่องราวต่างๆ มีดีบ้าง ชั่วบ้าง พูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง และคิดนึก เหล่านี้แหละเรียกว่า ธรรมชาติรู้ คือ จิต”
(บุณมี เมธางกูร, ความมหัศจรรย์ของจิต, (กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๕, หน้า ๒๔.)



อารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้ หรือพูดว่าอารมณ์ก็ได้แก่ ธรรมชาติที่ถูกจิตรู้ หรือจิตกำหนดจดจ่อก็ได้ เพราะจิตจะเกิดแต่ลำพังโดยไม่มีอารมณ์นั้นไม่ได้ เช่น ตาเห็นดอกกุหลาบสีแดง เห็นก็เป็นจิต ดอกกุหลาบสีแดงที่เห็นนั้นก็เป็นอารมณ์ หรือหูได้ยินเสียงนกร้อง ได้ยินก็เป็นจิต เสียงนกร้องที่ถูกได้ยินนั้นก็เป็นอารมณ์ จมูกดมกลิ่นดอกไม้ ได้กลิ่นก็เป็นจิต กลิ่นที่ถูกดมก็เป็นอารมณ์ ลิ้นลิ้มรส รู้รสก็เป็นจิต รสที่ถูกลิ้นก็เป็นอารมณ์ กายสัมผัสความร้อน รู้สึกร้อนก็เป็นจิต ความร้อนที่ถูกสัมผัสก็เป็นอารมณ์ ใจคิดถึงการทำกุศล คิดถึงกุศลก็เป็นจิต การทำกุศลที่คิดก็เป็นอารมณ์
จิตในทัศนะของอาจารย์แสง จันงามท่านกล่าวว่า“จิตในทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นดวง ๆ ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบกระทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ดับไป แต่แล้วก็เกิดขึ้นอีก เกิดดับสลับกันไปอย่างรวดเร็วจนดูเป็นจิตดวงเดียวอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนดวงไฟฟ้าที่เราเห็นเป็นไฟดวงเดียวตลอดเวลานั้น ความจริงสว่างแล้วดับติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ววินาทีละ ๕๐ ครั้ง”
(แสง จันทร์งาม, ปรากฏการทางจิต, (กรุงเทพฯ: บรรณาคาร, ๒๕๒๔, หน้า ๒.)


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 09:22:30 น.] ( IP = 58.8.35.57 : : )


  สลักธรรม 3


จิต คือ การคิด การรู้แจ้งซึ่งอารมณ์ ต่างๆที่มากระทบอายตนะภายในมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นต้น ส่วนอารมณ์ที่มากระทบก็ได้แก่อายตนะภายนอกมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมมีมากทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีที่เกิดกับจิตซึ่งจิตรับรู้คิดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ขาดสาย ซึ่งมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง ที่เกิดดับเกิดดับกับปุถุชนและพระอรหันต์ ซึ่งก็มีอารมณ์ต่างๆกัน มีจิตต่างกัน แต่เมื่อโดยสรุปก็มีอยู่คนละดวง
ลักษณะรูปร่างของจิตตามทัศนะของผู้วิจัยเห็นว่า สัตว์ที่มีใจครองมีอยู่หลายพันล้านในโลกนี้และโลกอื่น ในบรรดาสัตว์เหล่านี้ย่อมมีจิต มีวิญญาณอยู่ภายในร่างกายทุกคนทุกตัวตน ในบรรดาจิต หรือ วิญญาณของสัตว์เหล่านั้นก็น่าจะมีรูปร่างเหมือนตัวของเขาเองก่อนที่เขาจะถือปฏิสนธิกำเนิดในภพอื่นตามอำนาจแห่งวิบากกรรมที่สั่งสมไว้ในจิต โดยวินิจฉัยได้จากบุคคลที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ประมาณสองสามชั่วโมงซึ่งเขาได้ทิ้งร่างกายเอาไว้แต่จิตใจของเขาก็ได้ร่องลอยออกจากร่างไปก็มีลักษณะเหมือนตัวเองทุกประการว่าได้ไปเห็นที่ต่างๆมีบ้านคนเลือก สวน ไร่ นา นรก สวรรค์ เป็นต้น ตัวอย่างพันเอกเสนาะห์ผู้ซึ่งตายไปแล้วหลายวันแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่แล้วได้มาเล่าเรื่องสวรรค์ นรก ให้ผู้คนทั้งหลายได้ฟัง จิตของเขาที่ออกจากร่างไปก็ยังถือร่างเดิมอยู่ซึ่งทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ต่างๆที่มากระทบ แต่ดวงจิตที่ถือร่างเดิมออกไปเป็นร่างที่ละเอียดมองไม่เห็นรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น ฉนั้นจึงกล่าวได้ว่า จิต ของบุคคลไหนก็มีลักษณะเหมือนรูปร่างอย่างบุคคลนั้น ก่อนที่เขาจะถือปฏิสนธิกำเนิดใหม่แต่ร่างกายนั้นเป็นร่างที่ละเอียดอ่อนมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ด้วยวัตถุมีมือเท้าเครื่องอุปกรร์ต่าง ๆทางเทคโนโลยี่



ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ก็ตรงกับพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา.
ผู้ใดจักสำรวมจิตที่ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย ผู้นั้นจักพ้นจากเครื่องผูกของมารได้ ”
( (พุทธ) , ขุ. ธ. ๒๕/๑๙,๒๐.)
วินิจฉัยอีกนัยหนึ่ง เหมือนบุคคลที่ฝันเห็นตัวเองได้กระทำการต่างๆในความฝัน ซึ่งร่างกายก็นอนหลับอยู่ในห้องแต่ดวงจิตก็ได้ออกไปทำภาระกิจในฝันนั้น จิตที่ออกไปทำภาระกิจในฝันนั้นก็ยังถือเอาร่างเดิมอยู่ ซึ่ง ในร่างแห่งความฝันนั้น บางทีอาจเป็นเด็กบ้าง คนหนุ่มสาวบ้าง ผู้ใหญ่บ้าง คนแก่บ้าง ฉนั้นจึงกล่าวได้ว่า จิต ของบุคคลใด ก็มี รูปร่างเหมือนบุคคลนั้น ฉะนี้แล


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 09:25:36 น.] ( IP = 58.8.35.57 : : )


  สลักธรรม 4


ซึ่งคำอธิบายข้างต้นนี้ก็ไต้ตรงกับหลักจิตหลักศาสนาฮินดูในศาสนาฮินดู มีความเชื่อว่าคนเราประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญช้อนกันอยู่ ๗ ชั้นด้วยกัน นับตั้งแต่ชั้นในสุด ดังนี้
๑. อาตมัน หรือวิญญาน เป็นอมตภาพ เป็นตัวตนแท้ของคน เป็นแกนกลางของ
ชีวิต และอาตมันนี้โดยเนื้อแท้แล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพรหมันคือวิญยาสากล
๒. จิต เป็นผู้ทำหน้าที่ออกคำสั่ง บังคับบัญชากิจการทุกอย่างในชีวิต
๓. ปัญญา หมายถึงมโนธรรม หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
๔. สัญญา หมายถึงการรับรู้ทางทวารทั้ง ๕ และเป็นความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดจากการรู้นั้น
๕ ปราณ หมายถึงลมหายใจ คนโบราณแทบทุกชาติเชื่อว่าลมหายใจเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิต
๖. เจตภูต หมายถึงร่างทิพย์ (astral body) ซึ่งช้อนอยู่ภายในกายเนื้อนี้ เวลาตายร่างทิพย์จะเคลื่อนออกจากร่าง และอาจปรากฎตัวให้คนเห็นได้เป็นครั้งคราว
๗. กาย หมายถึงสรีระร่างกาย อันเป็นวัตถุที่หยาบที่อยู่ชั้นนอกสุดอาตมัน”
(แสง จันทร์งาม, ปรากฏการทางจิต, (กรุงเทพฯ: บรรณาคาร, ๒๕๒๔), หน้า ๒.)



ตามหลักศาสนาฮินดูจิตเป็นสิ่งหนึ่งต่างหากที่อาศัยอยู่ในกาย แต่เป็นอิสระจากร่างกาย เวลาคนตายลง จิตจะออกจากร่างไปเกิดใหม่ในร่างอื่นอาตมันเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย อาตมันในชาติปัจจุบันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอาตมันในอดีตชาติ และอาตมันในชาติอนาคต
อุปมาจิตเหมือนกระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ในสายไฟฟ้ามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อว่ามีไฟอยู่หรือไม่แต่ยังสามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดไฟฟ้า ส่วนจิตซึ่งเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่สังเกตได้ด้วยการแสดงออกทางพฤติกรรม มีกาย และ วาจาเป็นต้น กระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่นั่นเหมือนตัวจิต ส่วนสายไฟฟ้าก็คือร่างกายหรือขันธ์
อุปมาจิตเหมือนแก้วใส่น้ำ และ การเต็มสีลงไปเปรียบเหมือนเจตสิก อธิบายว่า ตัวแก้วเปรียบเหมือนร่างกายส่วนน้ำที่อยู่ในแก้วเปรียบเหมือนจิตใจ การใส่สีลงไป มีแดง สีเหลือง สีดำ เป็นต้น เปรียบเหมือน เจตสิก ซึ่งเกิดพร้อมกันกับจิต ดับพร้อมกันกับจิต


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 09:27:54 น.] ( IP = 58.8.34.68 : : )


  สลักธรรม 5


อุปมาเรื่องจิต
จิตเปรียบด้วยแมลงมุมชักใย
ก็แมลงมุมริมทางตัวหนึ่งขึงใยไป ๕ ทิศ ทำข่ายแล้ว นอนอยู่ตรงกลางเมื่อใยที่ขึงไปในทิศแรกถูกกระทบด้วยสัตว์เล็กๆ หรือตั๊กแตนหรือแมลงวันมันก็จะเคลื่อนออกจากที่เป็นที่นอนไปตามสายใยเจาะศีรษะดูดเลือดของสัตว์นั้นแล้วกลับมานอน ณ ท่ามกลางใยนั้นนั่นแหละอีก แม้ในเวลาที่ทิศที่ ๒ เป็นต้น ถูกกระทบแล้วก็แสดงอาการตอบสนองในทำนองเดียวกัน
ประสาททั้ง ๕ อุปมาด้วย ใยแมลงมุมที่ขึงไป ๕ ทิศ จิตเหมือนแมลงมุมนอนในท่ามกลาง เวลาที่อารมณ์มากระทบประสาทเหมือนเวลาที่สัตว์เล็ก ๆ เป็นต้นมากระทบใยแมลงมุม เวลาที่กิริยามโนธาตุรับอารมณ์ที่กระทบประสาทแล้วยังภวังค์ให้เปลี่ยนไป เหมือนการไหลของแมลงมุมซึ่งนอนท่ามกลาง ความเป็นไปของวิถีจิต เหมือนเวลาการไปตามสายใยของแมลงมุม เวลาที่ชวนจิตเสพอารมณ์ เหมือนการเจาะศีรษะดูดเลือดการที่จิตอาศัยหทัยวัตถุเป็นไป เหมือนแมลงมุมกลับมานอนในท่ามกลางใยอีก
อุปมานี้ย่อมแสดงให้ทราบว่า เมื่ออารมณ์กระทบประสาทแล้ว จิตที่อาศัยหทัยรูปเกิด ย่อมเกิดขึ้นก่อนกว่าจิตที่อาศัยประสาทรูปเกิด คือ ทำให้ทราบว่า อารมณ์แต่ละอารมณ์ย่อมมาสู่คลองในทวารทั้งสอง



จิตเปรียบด้วยคนเผ้าประตู
ข้อนี้ท่านอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า พระราชาพระองค์หนึ่งบรรทมหลับอยู่บนแท่นบรรทม มหาดเล็กของพระองค์ นั่งถวายงานนวดพระยุคลบาทอยู่ มีนายทาวารหูหนวกยืนอยู่ที่พระทวารมีทหารยามเฝ้าอยู่ ๓ คน ยืนเรียงตามลำดับ ครั้งนั้น มีชาวชนบทคนหนึ่งถือเครื่องบรรณาการมาเคาะประตูเรียก นายทวารหูหนวกไม่ได้ยินเสียงมหาดเล็กผู้ถวายงานนวดพระยุคลบาทจึงให้สัญญาณ เขาจึงเปิดประตูด้วยสัญญาณนั้นมองดู ทหารยามคนที่หนึ่งจึงรับเครื่องบรรณาการแล้วส่งให้คนที่ ๒ คนที่ ๒ ส่งให้คนที่ ๓ คนที่ ๓ ทูลเกล้าถวายพระราชา พระราชาจึงเสวย
ในข้อนั้น ชวนจิต อุปมาด้วยพระราชาพระองค์นั้น อาวัชชนจิตเหมือนมหาดเล็กผู้นวดพระบาท จักขุวิญญาณ เหมือนนายประตูหูหนวก วิถีจิต ๓ ดวงมีสัมปฏิจฉันนะเป็นต้น เหมือนนายทหารยาม ๓ คน การที่อารมณ์มากระทบประสาท เหมือนชาวชนบทถือเครื่องราชบรรณาการมาเคาะประตูเรียกเวลาที่กิริยามโนธาตุเปลี่ยนมาแต่ภวังค์ เหมือนเวลาที่มหาดเล็กผู้นวดพระยุคลบาทให้สัญญาณ เวลาที่จักขุวิญญาณทำกิจเห็นอารมณ์ เหมือนเวลาที่นายประตูหูหนวกเปิดประตูด้วยสัญญาณที่มหาดเล็กให้สัญญานั้น เวลาที่วิบากมโนธาตุทำสัมปฏิจฉันนกิจ คือรับอารมณ์ เหมือนเวลาทหารยามคนที่หนึ่งรับบรรณาการ เวลาที่วิบากมโนวิญญาณธาตุทำสันติรณกิจ คือการพิจารณาอารมณ์ เหมือนเวลาที่ทหารยามคนที่หนึ่งส่งบรรณาการให้ทหารยามคนที่สองแล้ว เวลาที่กิริยามโนวิญญาณธาตุทำโวฏฐัพพนกิจ คือ การกำหนดอารมณ์เหมือนเวลาที่ทหารยามคนที่สามทูลถวายบรรณาการแด่พระราชา เวลาที่ชวนะทำชวนกิจ คือ เสวยรสอารมณ์ เหมือนเวลาที่พระราชาเสวยเครื่องบรรณาการฉะนั้น
ข้อนี้ ย่อมแสดงให้ทราบว่ากิจของอารมณ์มีเพียงกระทบประสาทเท่านั้น กิจทั้งหลายของจักขุวิญญาณเป็นต้น เป็นเพียงการเห็นอารมณ์ การรับอารมณ์ การพิจารณาอารมณ์ และการกำหนดอารมณ์เท่านั้น ชวนจิตเท่านั้นย่อมเสวยรสอารมณ์โดยส่วนเดียว


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 09:33:40 น.] ( IP = 58.8.35.57 : : )


  สลักธรรม 6


จิตเปรียบด้วยเด็กชาวบ้าน
พวกเด็กชาวบ้านเป็นอันมากย่อมเล่นหันอยู่ระหว่างทาง บรรดาพวกเด็กเหล่านั้น กหาปณะกระทบมือของเด็กคนหนึ่งเด็กคนนั้นพูดว่า นั่นอะไร กระทบมือของเรา ลำดับนั้น เด็กคนหนึ่งจึงพูดว่า นั่นสีขาว อีกคนหนึ่งก็ถือไว้มั่นคงพร้อมกับฝุ่น คนอื่นพูดว่านั่นสี่เหลี่ยมหนา คนอื่นอีกพูดว่า นั่นกหาปณะ ลำดับนั้น พวกเขาจึงนำเหรียญกหาปณะนั้นมาให้มารดา มารดาก็นำไปใช้ในการงาน
ความเป็นไปของภวังคจิต พึงเห็นเหมือนเวลาที่พวกเด็กมากด้วยกันนั่งเล่นในระหว่างทาง เวลาที่ประสาทถูกอารมณ์กระทบแล้วเหมือนเวลาที่กหาปณะกระทบมือ เวลาที่กิริยามโนธาตุยังภวังค์ให้เปลี่ยนไปรับอารมณ์นั้นเหมือนเวลาที่เด็กคนหนึ่งพูดว่า นั่นอะไร เวลาที่จักขุวิญญาณทำทัสสนะกิจเหมือนเวลาที่เด็กคนหนึ่งพูดว่า นั่นสีขาว เวลาที่วิบากมโนธาตุทำหน้าที่รับอารมณ์ เหมือนเวลาที่เด็กคนหนึ่งถือกหาปณะพร้อมกับฝุ่นไว้มั่น เวลาที่วิบากมโนวิญญาณธาตุทำกิจพิจารณาอารมณ์ เหมือนเวลาที่เด็กคนหนึ่งพูดว่า นั่นสี่เหลี่ยมหนา เวลาที่กิริยามโนวิญญาณธาตุทำหน้าที่กำหนดอารมณ์ เหมือนเวลาที่เด็กคนหนึ่งพูดว่า นั่นกหาปณะ การที่ชวนจิตเสวยรสอารมณ์ พึงทราบเหมือนเวลาที่มารดานำกหาปณะไปใช้ในการงาน
ความอุปมานี้ หมายความว่า กิริยามโนธาตุยังมิได้เห็นเลย ยังภวังค์ให้เปลี่ยนไป วิบากมโนธาตุก็ไม่เห็น ย่อมทำหน้าที่รับอารมณ์ วิบากมโนวิญญาณธาตุก็ไม่เห็น ย่อมทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ กิริยาในวิญญาณธาตุก็ไม่เห็น ย่อมทำหน้าที่กำหนดอารมณ์ ชวนจิตก็ไม่เห็น ย่อมทำหน้าที่เสวยอารมณ์ ส่วนจักขุวิญญาณเท่านั้น ย่อมทำกิจการเห็น (ทัสสนกิจ) โดยส่วนเดียว


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 09:37:42 น.] ( IP = 58.8.34.68 : : )


  สลักธรรม 7

อนุโมทนาค่ะ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2549 , 20:37:56 น.] ( IP = 221.128.108.174 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org