มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จุติ และมรณะ ต่างกันอย่างไร?




สงสัยว่า คำว่าจุติ และมรณะ นั้นมีความหมายว่าตายเหมือนกัน แล้วเวลาใช้มีหลักการใช้เหมือนกันหรือต่างกันหรือไม่ค่ะ

ขอบคุณค่ะ

โดย เอมอรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 08:57:07 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

คำว่ามรณะจะเป็นคำกลาง ๆ และมีที่ใช้มากกว่า บอกถึงสภาพการตายหรือการสิ้นชีวิตจากโลกนี้


ไม่ได้เน้นว่าเป็นขณะกำลังตาย ใช้ร่วมกับคำว่า ชาติ ชรา มรณะ และไม่รวมถึงการเกิดใหม่ด้วย

ส่วนคำว่าจุติ จะใช้ระบุถึงขณะจิตดวงสุดท้ายที่ดับลง(กำลังตาย) หรือจุดสุดท้ายของชีวิต ซึ่งมักใช้คู่กับคำว่าปฏิสนธิ(คือเกิดใหม่)

ทั้งนี้ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เข้าใจสับสนว่า จุติแปลว่าการเกิด เช่นกล่าวว่า ตายแล้วไปจุติบนสวรรค์ก็มี ที่จริงแล้วเป็นการจุติ(ตาย)จากภพนี้ และปฏิสนธิใหม่บนสวรรค์นะครับ

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:01:36 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบคุณค่ะ
อ่านคำตอบแล้วเข้าใจว่า เมื่อใช้คำว่าจุติ ต้องมีการต่อเนื่องกับปฏิสนธิ ส่วนมรณะจะเป็นสภาพการตายทั่วๆไป ไม่ได้ต่อเนื่องกับการเกิด ถูกหรือเปล่าค่ะ

ขอถามต่อเลยนะค่ะ ที่พูดถึงมรณะนั้นว่าเป็นสภาพการตายสิ้นชีวิตจากโลกนี้ แต่เคยเห็นมรณะใช้ตั้งหลายอย่างนี่ค่ะ คือ สมมุติมรณะ ขณิกมรณะ และสมุจเฉทมรณะ จะอธิบายว่าอย่างไรค่ะ ขอบคุณมากค่ะที่ให้ความรู้ความกระจ่าง

โดย เอมอร ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:03:42 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 3

นั่นเป็นคำขยายความของคำว่ามรณะอีกทีหนึ่งว่า ในคำว่ามรณะเองก็มีความหมายได้หลายอย่าง แล้วแต่โอกาสการใช้ รวม 3 ความหมายคือ

ขณิกมรณะ - ตายเป็นขณะ หมายเอาขณะที่ดับไปของจิตแต่ละดวง ที่จริงแล้วมีการตายเช่นนี้ตลอดเวลา แต่ปุถุชนไม่รู้จัก- ไม่เห็น ผู้ได้ญาณปัญญาเท่านั่นจึงจะเห็นการตายลักษณะนี้

สมุทเฉทมรณะ - ตายแบบไม่มีการเกิดในภพใด ๆ อีก คือการตายจริง ๆ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เป็นคำเรียกพิเศษ ใช้สำหรับการดับขันธ์ของพระอรหันต์เท่านั้น

สมมุติมรณะ - ตายแบบสมมุติว่าตาย คือตายจากภพนี้ แต่ต้องเกิดในภพใหม่อีก (ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์) ที่เรียกว่าสมมุติเพราะโดยสภาวแล้วไม่ได้ตายจริง เป็นเพียงการสิ้นชีวิตในแต่ละชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยให้ได้อัตตภาพใหม่(รูป-นามใหม่)มาแทนทันที แล้วก็ต้องตายอีก และตายอีก

ความหมายของคำว่ามรณะที่คนทั่วเข้าใจกันไป หมายเอาสมมุติมรณะนี้เอง โดยยังไม่ได้ครอบคุมไปทั่วแบบในหลักคำสอนของพระพุทธองค์

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:09:25 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 4

กราบเรียนอาจารย์บุษกรและกัลยาณมิตรทางธรรมทุกๆ คนค่ะ

ตามอ่านธรรมะในเชิงพระอภิธรรมล้วนๆ มานานพอสมควร ชอบมากและได้ความรู้ หลากหลายมากค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์บุษกร และกัลยาณมิตรทุกท่านไว้ตรงนี้ด้วยค่ะ

มาขอความรู้ อยากได้ความรู้ในเชิงปฏิบัติ คือในเชิงอาการและความเป็นไป ที่พัฒนาและปรากฏขึ้นจริง

กล่าวคือ เมื่อบุคคลเจริญสติปัฏฐาน และเจริญวิปัสสนากรรมฐานมากเข้าๆ เมื่อพูดโดยธรรมข้อพรหมวิหารสี่แล้ว จิตจะค่อยๆ พัฒนา เมตตาจะเกิดก่อนและเกิดมากขึ้น กว้างขวางขึ้น ในที่สุดเมตตาจะพัฒนาเป็นอุเบกขา

ตรงนี้คือที่อยากจะถามว่า ว่าโดยเชิงวิชาการแล้ว อาการของคือ เมตตา กรุณา มุทิตา จะเกิดก่อน ต่อมาจะปรับไปเป็นอุเบกขา ณ จุดที่พัฒนาจิต ไปถึงตรงนี้จะเป็นอย่างไร แรกๆ อุเบกขาจะเป็นอย่างไร พัฒนาไปอย่างไร และเมื่อไปถึงจุดสูงสุด ในอุเบกขานั้น อาการอุเบกขาดังกล่าวจะเป็นอย่างไร

สรุปว่าขอความรู้และคำอธิบายในเชิงวิชาการ คือ โดยนัยพระอภิธรรม จากปรากฏการณ์ในการปฏิบัติพัฒนาจิต จริงด้วยการลงมือเจริญสติปัฏฐานสี่
และเจริญวิปัสสนากรรมฐานน่ะค่ะ

ค้นหารายละเอียดประเด็นนี้มานาน แต่ยังไม่ได้คำอธิบายที่ละเอียดและชัดเจนแจ่มแจ้งในเชิงวิชาการ
จึงมาขอรบกวนด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพในธรรม

โดย เป๊าะ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:18:04 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 5

การเจริญสติปัฏฐานเป็นเหตุ วิปัสสนาญาณต่าง ๆ เป็นผล บุคคลผู้เกิดญาณปัญญา เป็นผู้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงของไตรลักษณ์ในสรรพสิ่งทั้งหลาย(รูป-นาม) มิใช่การท่องจำเอา

การเห็นไตรลักษณ์มาตามลำดับญาณนี้ จะรู้ว่าการยึดรูป-นามนั้นเป็นภัยเป็นโทษ เห็นภัยแลโทษของความจำเจในการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อมีเกิดขึ้นที่ตนเองอย่างไร ผู้อื่นก็เป็นเช่นกันไม่ต่างจากตนเลย ปัจจุบันเห็นโทษจากการยึดถือรูป-นามในอดีตอย่างไร อนาคตถ้ายังยึดถือต่อไป โทษนั้นก็ไม่ต่างไปจากปัจจุบันเลย

ไตรลักษณ์จะเป็นตัวบอกถึงโทษภัยของรูป-นาม ทั้งในตนเองและผู้อื่น ทั้งในอดีต-ปัจจุบันและอนาคต และทำให้บุคคลสามารถลดทิฐิมานะลงได้ สามารถให้อภัยกับความไม่รู้ที่เคยมีอยู่ในตน และความไม่รู้ที่กำลังเกิดกับผู้อื่นได้ จึงไม่มีการจองเวรต่อกันเหมือนเมื่อก่อน นึกถึงอกเขาอกเราแล้วจึงหยุดการใส่ร้ายป้ายสี อดโทษต่อผู้อื่นได้โดยไม่ต้องฝืนใจหรือใช้การข่มใจเหมือนเมื่อก่อน

นั่นเป็นการเข้าถึงเบื้องหลังพฤติกรรมของบุคคลทั้งหลายอย่างแท้จริง และวางใจเป็นกลางได้ด้วยเหตุผลที่ว่า ทุกคนมีกรรมและความสันทัดเฉพาะตน หยิบยื่นให้กันไม่ได้

โดย น้องถ้วย ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:20:30 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 6

ผมเข้ามาหาความรู้เพื่อพาตนรอดจากความโง่จะได้ไม่เกิด จึงอยากถามว่า เราจะละอวิชชา ตัวโง่ที่สร้างภพชาติได้อย่างไรครับ

โดย เอนกดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:24:05 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 7

ท่านจะละอวิชชา ลองปฎิบัติตามนี้

หนึ่ง มีปัญญาส่องดูแล้วรู้ชอบ
ทั้งรู้รอบรู้ตัวทั่วทุกสิ่ง
สอง ดำริชอบกอปรธรรมนำแอบอิง
ไม่ละทิ้งทางธรรมจำใส่ใจ
สาม มีวาจาเอ่ยชอบกอปรกุศล
พูดแต่ผลที่ดีมีสุขใส
สี่ ทำการงานชอบกอปรกิจไป
มิเหลวไหลกิจกรรมมุ่งทำดี
ห้า เลี้ยงตนชอบกอปรสุจริต
ไม่ทำผิดครรลองให้หมองศรี
หก เพียรชอบกอปรธรรมล้ำทวี
ไม่แหนงหนีหน่ายะรรมนำทางใจ
เจ็ด ระลึกชอบรู้ตัวมิมัวหมอง
มิขัดข้องเคืองขุ่นวุ่นหลงใหล
แปด ตั้งมั่นชอบมอบจิตชิดธรรมไป
มีฤทัยมั่นคงดำรงดี
มัชฌิมา มีค่าเราว่าไว้
เพื่อสู่ความสดใสไม่มีทุกขี
เราหยั่งรู้ดัวยปัญญาผ่านมารี
ประสบศรีสุขศานต์สำราญใจ"

โดย เณรวัส ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:28:13 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีครับคุณเอนก และอนุโมทนากุศลกับเณรวัสด้วยครับผม อ่านทั้งคำถามและคำตอบแล้วรู้สึกชื่นใจครับ

..เพราะหาบุคคลที่มีความปรารถนาเช่นนี้ยากนะครับ..โดยเฉพาะคำถามที่ว่า..เราจะละอวิชชา ได้อย่างไร...ซึ่งคุณเอนกก็ได้รับคำตอบแล้วนะครับ

.ผมมายืนยันว่า..จะละอวิชชาได้นั้นได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน แน่นอนครับผม

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 09:30:16 น.] ( IP = 58.9.139.36 : : )


  สลักธรรม 9

ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม จะมีทางบรรลุ มรรค ผล นิพพาน หรือแม้แต่ไปเกิดในสวรรค์ ได้หรือไม่

โดย วรรณาดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 15:38:26 น.] ( IP = 58.9.146.127 : : )


  สลักธรรม 10

พระไตรปิฎก ต้องอิงอาศัยกันต่อเนื่องกัน สืบต่อกัน ไม่ใช่ต่างก็ไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ใดศึกษาพระวินัย พระสูตร ..ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่า ได้ศึกษาพระอภิธรรมด้วยโดยปริยาย.. ผู้ใดศึกษาพระอภิธรรม ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่า.. ได้ศึกษาพระวินัย พระสูตร ด้วยโดยปริยาย..

ดังนั้น จะกล่าวได้ว่า ผู้ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมนั้น ก็เท่ากับ ผู้นั้นไม่ได้ศึกษาพระวินัย และพระสูตร โดยปริยาย ย่อมจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ไม่ได้เลย เว้นแต่ผู้นั้นได้ศึกษาพระวินัย พระสูตร อยู่ (แต่ไม่รู้ว่า ตนกำลังศึกษาพระอภิธรรม)

จึงยังนับได้ว่า ยังมีทางปฏิบัติเพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน หรือไปเกิดในสวรรค์ได้ครับ

โดย เทพธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 15:40:48 น.] ( IP = 58.9.146.127 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org