มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เปิดกระทู้ถามธรรมะ




มีคำถามๆมาว่า..เท่าที่ได้อ่านหนังสือมา เจตนาเป็นตัวกรรมที่ทำให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ได้รับสุขและทุกข์

พอมาถึงการปหานกิเลส ไม่เห็นมีการปหานเจตนา ทั้งๆที่เจตนาเป็นตัวกรรม เพราะเหตุใดครับ ?

โดย พี่เณร ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:13:24 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1

ถามว่า เจตนา เป็นกิเลส หรือไม่ ตอบว่า ไม่ใช่ครับ เพราะว่ากิเลสจัดเป็นฝ่ายอกุศลเท่านั้น โดยมีอกุศลเจตสิก หรือ เป็นธรรมฝ่ายอกุศลที่ประกอบกับจิตอกุศล มี 10 อย่าง ได้แก่

1. โลภะ
2. โทสะ
3. โมหะ
4. ทิฏฐิ
5. มานะ
6. อหิริ
7. อโนตตัปปะ
8. อุทธัจจะ
9. ถีนะ
10. วิจิกิจฉา


"เจตนา "จัดเป็นธรรมกลางๆ ที่ประกอบทังฝ่ายกุศล หรือ อกุศล ก็ได้ จึงไม่มีจิตดวงใดเลยที่ไม่มีเจตนา

"เจตนา" จัดเป็น กรรม หรือ เป็น สังขาร ก็ได้ ซึ่งสังขารในที่นี้ คือการปรุงแต่งจิต นั่นเอง ในปุถุชนที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ย่อมมีอวิชชา เป็นตัวหนุน ให้เกิดการปรุงแต่งจิตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะปรุงแต่งฝ่ายกุศล หรือ อกุศลก็ตาม

ส่วนในการประหานกิเลส ต้องรู้ก่อนว่ากิเลสเกิดขึ้นตอนไหน เกิดขึ้นด้วยเหตุแห่งการกระทบกันของอายตนะภายนอก และอายตนะภายใน ทำให้เกิดผัสสะ เวทนา และ ตัณหา ตามมา เช่น ตา กระทบ รูป ก็เกิดความชอบในรูปนั้นๆ ตรงนี้จึงเป็นจุดแห่งการเริ่มต้นของกิเลส จึงต้องปหานกิเลสตรงนี้ โดยมีโยนิโสให้ถูกต้อง

โดยปกติของคนทั่วไป จึงไม่ทันกับกิเลส และเกิดความยินดี ยึดมั่นให้เป็นของเรา และกระทำกรรมต่อไป จึงเป็น วัฏฏะแห่งกรรม หรือ กัมมวัฏฏ์ ที่จะต้องทำให้เวียนว่ายตายเกิดต่อไปครับ



ดังนั้น ตรงเจตนา จึง เป็นกัมมวัฏฏ์

ตรง ตัณหา อุปาทาน จึงเป็น กิเลสวัฏฏ์

การประหานจึงต้องประหานที่กิเลส มิใช่ประหานเจตนาครับผม

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:17:06 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 2

ศีลไม่ครบเพราะหน้าที่จะทำอย่างไรวานท่านผู้รู้ช่วยกรุณาตอบด้วยคะ ดิฉันทำงานที่เกี่ยวข้องกับการทดลองที่ต้องใช้สัตว์พวกหนูทดลอง ทุกวันนี้พยายามที่จะถือศีลให้ครบทุกข้อ แต่เนื่องด้วยหน้าที่การงานที่มีอยู่ ยังคงต้องทำกรรมกับสัตว์เหล่านั้นอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าท้ายสุดหนูทุกตัวต้องถูกฆ่า ถึงแม้การทดลองนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษามนุษย์ แต่การผิดศีลก็คงยังมีอยู่ดี จะทำยังไงดีคะ ช่วยกรุณาตอบด้วยคะ

โดย คนบาปดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:21:24 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 3

ก่อนที่จะตอบ ขอนำการสนทนาของเกี่ยวกับเรื่องของบาปมาให้อ่านก่อนสักนิด

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน คนหนึ่งรู้ว่าทำอย่างไรเป็นบาป และบาปนั้นมีโทษอย่างไร อีกคนหนึ่งไม่รู้เสียเลย คน ๒ คนนี้ทำบาปด้วยกัน ใครจะบาปมากกว่ากัน

พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร คนไม่รู้ บาปมากกว่า

พระเจ้ามิลินท์: ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นเล่าเธอ ก็ทางบ้านเมือง ผู้ที่ไม่รู้กฎหมายกระทำผิดบางอย่าง ย่อมได้รับความลดหย่อนผ่อนโทษเบากว่าผู้รู้กฎหมาย

พระนาคเสน: ขอถวายพระพร ก้อนเหล็กที่เขาเผาไฟจนแดงโชน คนหนึ่งรู้ว่าเป็นเหล็กแดง อีกคนหนึ่งไม่รู้ ก็ถ้าจะให้คน ๒ คนนี้หยิบก้อนเหล็กแดงนั้น คนไหนจะหยิบได้เต็มมือ และถูกความร้อนเผามากกว่ากัน

พระเจ้ามิลินท์: คนรู้จะหยิบได้สนิทหรือเธอ ต่อคนไม่รู้จึงหยิบได้เต็มมือ เมื่อเช่นนั้นก็ต้องถูกความร้อนเผามากกว่าคนรู้

พระนาคเสน: นั่นแลฉันใด นี่ก็ฉันนั้น คือผู้ที่รู้เหตุรู้ผลแห่งบาปกรรมโดยจริงใจมีอยู่อย่างไร ขณะเมื่อตนทำบาปอยู่ ย่อมเกิดความละอายใจและความหวาดกลัวว่า ตนมิสมควรจะกระทำเช่นนั้น ด้วยเกรงว่าภายหลังจะต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะบาปกรรมนั้นตามให้ผล เป็นอันว่ามิกล้าที่จะกระทำบาปต่อไปอีก ส่วนผู้ที่ไม่รู้ว่าทำอย่างไรเป็นบาป และการกระทำนั้นมีโทษเพียงไร ย่อมไม่มีความตะขิดตะขวงใจ อาจทำได้ตามอำเภอใจ แม้บาปหนักๆก็ทำได้ โดยที่ตนไม่รู้การกระทำนั้นๆ ตนจะต้องเป็นผู้รับผลอย่างสาหัส ขอถวายพระพร ด้วยเหตุนี้แลจึงว่า คนไม่รู้บาปมากกว่า

พระเจ้ามิลินท์: เธอว่านี้ชอบแล้ว

โดย Uดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:24:36 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 4

ข้อ 1 ควรย้ายตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ทำงาน โดยหลีกเลี่ยงให้ห่างจากพิธีการที่เกี่ยวกับการฆ่าให้ไกลที่สุด

ข้อ 2 หากมิได้เป็นผู้ลงมือทำเอง แต่ต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้ ก็ต้องทำใจให้ยอมรับในกรรมของสัตว์นั้นว่า เป็นกรรมที่สัตว์นั้นทำมาเอง และผู้ที่ลงมือก็กำลังกระทำกรรมใหม่ที่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นอยู่ ก็จะต้องได้รับผลที่สมควรแก่เหตุแน่ ให้ยอมรับกฎของกรรมนี้ให้ได้ แล้วแผ่เมตตาอุทิศกุศลไปให้ทั้งสัตว์ที่ถูกทำร้ายและคนที่ลงมือทำ

ข้อที่ 3 ในวันที่ไม่ได้ไปทำงานก็ควรจะประพฤติธรรม รักษาศีลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะไปชดเชยในสิ่งที่ผ่านมาแล้วไม่ได้ ก็ยังดีกว่าการกลุ้มใจในบาปที่ได้ทำไปแล้ว ซึ่งเป็นการทำบาปทางใจให้มีมากขึ้นด้วยการไปย้ำคิดซ้ำๆ

โดย Uดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:26:50 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 5

อยากทราบค่ะ ว่าธรรมะ ที่ใช้สำหรับครองใจคนคือธรรมะอะไรค่ะ (ช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ)

ขอบคุณค่ะ

โดย น้องอรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:33:15 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 6

สังคหวัตถุ ๔ คือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ ธรรมสำหรับผูกไมตรีเป็นจรรยาบรรณ ด้านมนุษยสัมพันธ์ เกิดเสน่หานิยม ชนะใจคน ครองใจคน

๑. ทาน แจกจ่ายแก่คนยากจน คนประสบภัยพิบัติต่าง ๆ และบริจาคเพื่อกุศลสงเคราะห์
๒. ปิยวาจา พูดจานุ่มนวล อ่อนหวาน
๓. อัตถจริยา สงเคราะห์ผู้ขัดสน และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์
๔. สมานัตตตา วางตนเหมาะแก่สิ่งแวดล้อม ไม่ถือตัว

เพราะนำประโยชน์มาให้ดังนี้

๑. สร้างความผาสุกแก่เพื่อนมนุษย์ ส่งเสริมเศรษฐิจสังคมให้คล่องตัว
๒. สร้างความเยื่อใยไม่ตรีจิตกระชับมนุษย์กระชับมนุษยสัมพันธ์
๓. อนุรักษ์สวัสดิภาพ วัฒนธรรม เพิ่มเกียรติคุณเพื่อตนและประเทศ
๔. เป็นตัวอย่างที่ดี น่าเคารพ สรรเสริญ

ผู้ใดปฏิบัติได้ครบทั้ง ๔ ข้อนี้ ย่อมจะเป็นเครื่องผูกน้ำใจ หรือยึดเหนี่ยวน้ำใจคนทั่วไปไม่จืดจาง ดีกว่ามหาเสน่ห์ภายนอก ที่ทำขายกันเป็นรถกุดังเสียอีก เฉพาะอย่างยิ่งแม้ค้าพ่อค้า จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องปฏิบัติให้ได้โดยเฉพาะข้อ ๒ นั้น ถ้าทำได้จริงจังแล้ว จะเป็นเหตุดึงดูดให้ลูกค้านิยมชมชอบ ดีกว่านางกวักสักพันตัวเสียอีก

โปรดพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ยังจะมีมหาเสน่ห์ใด ๆ ในโลกนี้ที่จะครองหรือผูกน้ำใจคน ยิ่งไปกว่าสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้อีกหรือ ? ผู้เขียนได้ทดลองมาแล้ว อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์ เช่น วัว ควาย สุนัข และแมว เป็นต้น เพียงแต่ให้อาหาร (ทาน) มันครั้งเดียว หรือเกาท้องเกาหูให้มัน (อัตถจริยา) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันก็ติดใจ เห็นที่ไหนก็วิ่งมหาเดิมตามต้อย ๆ

นี่เพียงทำได้ข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น ถ้าทำครบทั้ง ๔ ข้อ และทำอย่างสม่ำเสมอ ก็ย่อมจะผูกน้ำใจของคนและสัตว์ไปจนวันตาย จึงได้ชื่อว่า "ยอดมหาเสน่ห์" คือไม่มีเสน่ห์อะไรในโลก จะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว

โดย Uดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:36:38 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 7

อยากทราบว่า ความสุขของผู้ครองเรือนอย่างเราๆ นี้ อยู่ที่อะไร ? มีกี่อย่าง อะไรบ้างค่ะ

โดย วิภาดาดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:46:29 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีครับคุณวิภาดา

เรื่องความสุขของผู้ครองเรือนนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงสอนไว้ มีครับ ได้แก่ความสุข อันเป็นความสุขที่ไม่มีโทษ ๔ อย่าง คือ

๑. อัตถิสุข สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือมีทรัพย์ที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน ที่หามาโดยสุจริต ชอบธรรม เมื่อมีทรัพย์แล้ว ก็ทำให้ภาคภูมิใจ เอิบอิ่มใจไม่เดือดร้อนใจ

๒. โภคสุข สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้ คนที่มีทรัพย์อยู่ในมือแล้ว ย่อมสบายใจ เอิบอิ่มใจ เมื่อเวลาที่ต้องการจะใช้ ก็สามารถจะเอามาใช้ได้ ไม่ขาดแคลน

๓. อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ ถ้าเราเป็นหนี้ ต้องขวนขวายหาเงินมาใช้หนี้เขา ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งกายและใจ ที่ต้องดิ้นรนนะครับ

เพราะฉะนั้นถ้าเราพยายามใช้จ่ายให้พอเหมาะพอสมกับฐานะ ไม่ใช้จ่ายเกินตัวจนต้องเป็นหนี้เป็นสินเขาแล้ว เราจะมีความสุขมากทีเดียว เพราะฉะนั้นความไม่เป็นหนี้จึงเป็นความสุขของผู้ครองเรือน

๔. อนวัชชสุข สุขอันเกิดจากความประพฤติ ที่ไม่มีโทษ คือประพฤติสุจริตธรรม เมื่อประพฤติแต่สุจริตธรรมก็ไม่มีใครที่จะติเตียนเราได้ ทำให้เกิดความภูมิใจ เอิบอิ่มใจว่า เราประพฤติตนดี ไม่เป็นที่ครหาของใคร ๆ

ทั้ง ๔ ข้อนี้ละครับจัดว่าเป็น.. ความสุขของผู้ครองเรือน ครับคุณวิภาดา

โดย พี่เณร ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:48:14 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 9

รบกวนท่านผู้รู้ช่วยตอบให้ด้วย ขอขอบคุณล่วงหน้ายิ่ง

1. การกรวดน้ำแผ่เมตตาเป็นพิธีกรรมของศาสนาพุทธหรือไม่

2. มีความจำเป็นมากไหม ที่ต้องกรวดน้ำแผ่เมตตาไปให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว

โดย boon7ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:54:48 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )


  สลักธรรม 10

"....เปรตเหล่านั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ผู้ทรงพระชนมายุได้สี่หมื่นปี เสด็จอุบัติขึ้นก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในกัลป์นี้ ทูลว่า “ขอพระองค์โปรดบอกกาลเป็นที่ได้อาหารแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย.”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พวกท่านจักยังไม่ได้ในกาลของเราก่อน, แต่ภายหลังแห่งเรา เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้ ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ จักอุบัติขึ้น. พวกเจ้าพึงทูลถามพระองค์เถิด.” เปรตเหล่านั้น ยังกาลมีประมาณเท่านั้นให้สิ้นไปแล้ว

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกนาคมนะนั้นเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว จึงได้ทูลถามพระองค์ แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ตรัสว่า “พวกท่านจักยังไม่ได้ในกาลของเรา แต่ภายหลังแห่งเรา เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้ ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ จักอุบัติขึ้น พวกเจ้าพึงทูลถามพระองค์เถิด.” เปรตเหล่านั้นยังกาลมีประมาณเท่านั้นให้สิ้นไปแล้ว,

เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะนั้นเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว, จึงทูลถามพระองค์. แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ตรัสว่า “พวกเจ้าจักยังไม่ได้ในกาลของเรา แต่ภายหลังแห่งเรา เมื่อมหาปฐพีงอกสูงขึ้นประมาณได้ ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักเสด็จอุบัติขึ้น, ในกาลนั้น ญาติของพวกเจ้าจักเป็นพระราชาพระนามว่าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารนั้นถวายทานแด่พระศาสดาแล้ว จักให้ส่วนกุศลทานถึงแก่พวกเจ้า พวกเจ้าจักได้ (อาหาร) ในคราวนั้น. พุทธันดรหนึ่ง ได้ปรากฏแก่เปรตเหล่านั้นเหมือนวันพรุ่งนี้

เปรตเหล่านั้น เมื่อพระตถาคตเสด็จอุบัติแล้ว เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานในวันต้น. เปล่งเสียงร้องน่ากลัว แสดงตนแก่พระราชาในส่วนราตรีแล้ว, รุ่งขึ้น ท้าวเธอเสด็จมาสู่เวฬุวัน กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคต.

พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร ในที่สุด ๙๒ กัลป์ แต่กัลป์นี้ไป ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ พวกเปรตนั่นเป็นพระญาติของพระองค์ กินอาหารที่เขาถวายภิกษุสงฆ์ เกิดในเปตโลกแล้วท่องเที่ยวอยู่ ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้น มีพระกกุสันธะเป็นอาทิ อันพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสบอกคำนี้ๆ แล้ว หวังเฉพาะทานของพระองค์ตลอดกาลเท่านี้. วานนี้เมื่อพระองค์ทรงถวายทานแล้ว ไม่ได้รับส่วนบุญ จึงได้ทำอย่างนั้น”

พระราชาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อหม่อมฉันถวายทานแม้ในบัดนี้ เปรตเหล่านั้นจักได้รับหรือ?”

พระศาสดาตรัสว่า “ได้ มหาบพิตร” พระราชาทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้นแล้ว ได้พระราชทานส่วนบุญว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอข้าวน้ำอันเป็นทิพย์ จงสำเร็จแก่พวกเปรตเหล่านั้น แต่มหาทานนี้.” ข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เกิดแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เช่นนั้นเทียว

รุ่งขึ้น เปรตเหล่านั้นเปลือยกายแสดงตนแล้ว. พระราชาทูลว่า “วันนี้ พวกเปรตเปลือยกายแสดงตน พระเจ้าข้า.”

พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร พระองค์มิได้ถวายผ้า.”

รุ่งขึ้น พระราชาถวายผ้าจีวรทั้งหลายแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ทรงให้ส่วนบุญว่า “ขอผ้าอันเป็นทิพย์ทั้งหลายจงสำเร็จแก่เปรตเหล่านั้น แต่จีวรทานนี้เถิด.” ในขณะนั้นเอง ผ้าทิพย์เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้นแล้ว.

เปรตเหล่านั้นละอัตภาพของเปรต ดำรงอยู่โดยอัตภาพอันเป็นทิพย์แล้ว

อ่านเรื่องการกรวดน้ำต่อได้ที่นี้

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=5530

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=5622

โดย TaRaดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 ส.ค. 2549 , 20:58:18 น.] ( IP = 58.9.143.50 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org