มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เกิดมาทำไม




เซ็งมากๆครับ วันๆหนึ่งดูไปแล้วน่าเบื่อรบกัน ฆ่ากัน ชิงอำนาจกัน ทำให้โลกไม่น่าอยู่

จนทำให้คิดว่า..ไม่รู้ว่าจะเกิดมาทำไม..ใครรู้ช่วยตอบด้วยนะครับ

โดย หนองคายดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:24:59 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถาม..คนเราเกิดมาทำไมครับ ?

ตอบ..คนเราเกิดมา...เพราะว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงไม่ต้องเกิดไงค่ะ

โดย พี่ดาดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:26:43 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 2

สวัสดีค่ะ คุณที่มาจาก..หนองคาย.ที่คุณอยากทราบว่า

ไม่รู้ว่าจะเกิดมาทำไม........นั้นเป็นคำถามที่ตอบลำบากมาก เพราะสาเหตุมีหลากหลายคะ ที่พี่ดาได้ตอบไว้นั้นก็ถูกนะคะ ที่ว่าเพราะว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงไม่ต้องเกิด คราวนี้จะลองขยายความต่อนะคะคุณหนองคาย

ก่อนจะตอบคำถามนี้คงต้อง ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้ถามต้องการถามในแง่ใด คำว่า "เพื่ออะไร" มีนัยว่าเพื่อทำอะไร เพื่อประโยชน์อันใด หรือเป็นข้อกังขาว่าเกิดมาทำไม ไม่เกิดน่าจะดีกว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสามอย่างก็ได้นะคะ

ดังนั้นดิฉัน ขอถือว่า...เป็นคำตอบของนัยแห่งคำถามสามอย่างนี้ หากว่าเข้าใจคำถามของท่านผิดไป ก็ขออภัยด้วยนะคะ .

หากท่านอยากจะทราบว่า คนเราเกิดมาควรจะทำอะไรบ้างจึงจะสมกับที่เกิดมา ท่านก็คงจะได้รับฟังมาแล้วว่า การเกิดเป็นมนุษย์นี้ยากนัก เมื่อชีวิตหนึ่งละจากภพหนึ่งชาติหนึ่งไป โอกาสที่เกิดในภพภูมิอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์มีมากมายกว่านักหนา

ข้อดีที่สุดของการเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือมีโอกาสศึกษาพระธรรมให้รู้แจ้งจนเข้าถึงพระนิพพานได้นั่นคือ..การเลือกที่วิเศษคะ

เพราะว่า..ภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์...ก็ทุกข์ทรมานเกินไป และ
ภพภูมิที่สูงกว่าก็สุขสบายเกินไป หรือดำรงอยู่ยาวนานเกินไป จนเห็นทุกข์ของสังสารวัฏได้ยาก

โดย บุษกร เมธางกูรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:35:01 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 3

แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์....ก็ตรัสรู้ในพระชาติที่เป็นมนุษย์

เมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์แล้ว โดยเฉพาะได้มีโอกาสฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว ก็สมควรจะได้ใช้โอกาสอันหาได้ยากยิ่งนี้เจริญสติปัฏฐาน อบรมปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

แม้ไม่ได้รู้แจ้งเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้ ก็สั่งสมเป็นพืชเชื้อไว้ เพื่อการรู้แจ้งในชาติต่อๆ ไปได้นะคะ

หากท่านสงสัยว่าคนเราเกิดมาเพื่อประโยชน์อันใด ดูไม่น่าจะมีประโยชน์ บางทีจะมีโทษมากกว่า ไม่น่าจะให้มีมนุษย์เกิดขึ้นมา

กำเนิดของสิ่งต่างๆ มิได้เป็นไปเพราะมีผู้ลิขิตหรือบงการให้เป็นไปเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย กรรมที่ทำไว้ทั้งที่เป็นกุศล - และอกุศล - เป็นปัจจัยให้จิต เจตสิก รูปเกิดขึ้น

และทุกครั้งที่จิต เจตสิก รูปดับไป ก็มีปัจจัยให้จิต เจตสิก รูปอื่นๆ เกิดต่อทันที ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิด ก็ต้องเกิด เราเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้มานานจนนับไม่ได้แล้วนะคะ

ถ้าจะถือตามทางโลก ก็คงจะได้ทำสิ่งอันเป็นคุณมาแล้วเป็นอเนกอนันต์ และก็อาจจะได้ทำสิ่งอันเป็นโทษมาแล้วมากเหมือนกัน คงจะได้เกิดมาแล้วทั้งในสวรรค์อันสูงสุด และทั้งในอบายภูมิที่ต่ำที่สุด

ความเป็นภพไหนชาติไหนไม่สำคัญเลย สำคัญที่ว่าเราตระหนักหรือไม่ว่า....สังสารวัฏนี้เป็นสิ่งที่ควรละนะคะ

โดย บุษกร เมธางกูรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:42:08 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 4

หากเราเห็นโทษของการเกิดจริง อยากจะละจริง เราก็จะละได้ ด้วยการเข้าถึงพระนิพพาน

ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานแล้ว คือพระอรหันต์ พระอรหันต์ละได้ทั้งกุศลและอกุศล ตัดปัจจัยทั้งปวงที่ทำให้เกิดเสียได้

นิพพานคือสภาพที่ไม่เกิด เมื่อไม่เกิดก็ไม่ดับค่ะ

ผู้ที่เกิดข้อสงสัยว่าคนเราเกิดมาทำไมนั้น....บางคนเป็นเพราะรู้สึกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์... อยากไปให้พ้นๆ

ข้อสำคัญคือเรารู้จักทุกข์หรือไม่

ไตรลักษณ์หรือ ลักษณะสามของสังขารธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ท่านเข้าใจว่าอย่างไร ? ความทุกข์ไม่ใช่สภาพที่ไม่ชอบใจ
ความเดือดร้อน ความกังวลหม่นหมองเศร้าสร้อย ลักษณะเช่นนั้น ศัพท์ทางพุทธศาสนา คือโทสะ

ถ้าสิ่งที่ทำให้ท่านเกิดความรู้สึกต่างๆ ดังกล่าวนี้หมดไป ท่านจะยังเห็นว่าชีวิต เป็นทุกข์หรือไม่ ทุกขังที่เป็นลักษณะของสังขารธรรมทั้งปวง นั้นคือสภาพที่คงอยู่ไม่ได้ ต้องแปรเปลี่ยนไป ต้องเกิดต้องดับอยู่ตลอดเวลา

อันที่จริงแล้วที่เราเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏมา เป็นเวลายาวนานนี้ เพราะความติดในภพ คือความมีความเป็น หรือการเกิด ความพอใจในการเกิดนี้มีอยู่ในทุกชาติ แม้แต่ผู้ที่เกิดในนรกขั้นต่ำสุด เมื่อปฏิสนธิจิตเกิด ความพอใจที่ได้เกิดก็มีขึ้นทันที

ความพอใจนี้ละได้ยาก ต้องอาศัยพระปัญญาคุณอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะเห็นและละได้

พระพุทธองค์ทรงเทศนาสั่งสอนให้เราละคลาย จากความผูกพัน ถอนจากความยึดมั่น หน่ายจากกาม ให้เห็นโทษของกาม และทรงแสดงทุกข์ เหตุอันเกิดทุกข์ การดับทุกข์ และหนทางปฏิบัติ ไปสู่การดับทุกข์

เมื่อเราทำได้ตามที่พระองค์ทรงชี้ทางให้เห็นแล้ว เมื่อนั้นแหละเราจะพ้นทุกข์ได้จริงๆคะ.. และพ้นอย่างสถาพรนะคะ

ด้วยความปรารถนาดีค่ะ.

โดย บุษกร เมธางกูรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:50:50 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 5

" ข้อดีที่สุดของการเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือมีโอกาสศึกษาพระธรรมให้รู้แจ้งจนเข้าถึงพระนิพพานได้นั่นคือ..การเลือกที่วิเศษคะ "

ขอบพระคุณอาจารย์บุษกร ครับ

โดย เม้าตาอินดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:54:20 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 6

อ่านแล้ว ทำให้นึกถึงประโยชน์ของการศึกษาพระธรรมมีมากจริง ๆ ที่ทำให้ผู้ศึกษานั้นมีเข้าใจสภาพธรรมที่เกิดขึ้นกับตนในขณะนั้นว่า คืออะไร

เช่น เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้นว่า เป็นโทสะ ไม่ใช่ทุกข์ (ทุกขัง)

ขอบพระคุณอาจารย์บุษกรค่ะ

โดย เซิ่นดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:57:24 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณในคำอธิบายที่มากมายของอาจารย์ค่ะ

ทำให้ได้มุมมองหลายๆอย่างตามที่อาจารย์ชี้ให้เห็นทั้งทางโลกและในความเป็นจริง และก็ยังแบ่งลำดับการละโทษไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย จนกว่าจะเข้าถึงการไม่เกิด

ดีจัง...ดีจัง ที่มีโอกาสเข้ามาอ่านค่ะ

โดย น้องกิ้ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 15:59:35 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 8

ดิฉันเกิดปัญหาถามตัวเองขึ้นมาว่าเกิดมาทำไม? เกิดเพื่ออะไร? อะไรนำพาให้เกิด?

เกิดมาแล้วมีแต่ทุกข์ทำไมคนเราจึงอธิษฐานขอเกิดกันอยู่ร่ำไป.

โดย บัวขาวดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 16:02:55 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 9

ที่มีปัญหากับเจ้าตัวว่า " เกิดมาทำไม " "เกิดเพื่ออะไร" คำว่าเกิดมาทำไม

ขอตอบสั้นๆนะคะเพราะด้ายบนอธิบายไว้แล้วคะ ขอตอบว่า.... เพราะกรรมทำให้เกิด

"เกิดมาเพื่ออะไร" ตอบว่า... เกิดมาเพื่อสร้างบารมีหนีจากความหลง ผิดจะได้ไม่ต้องเกิดอีก

ถามว่าอะไร อะไรนำมาให้เกิด ตอบว่า..เพราะยังมี.อวิชชาความไม่รู้อยู่คือ

๑. ไม่รู้ทุกขสัจจ์ คือ ความทุกข์
๒. ไม่รู้ทุกขสมุทัย คือเหตุให้ทุกข์เกิด
๓. ไม่รู้ทุกขนิโรธ คือความดับแห่งทุกข์
๔. ไม่รู้ทางดำเนินให้ถึงทางดับทุกข์เพิ่มทุกข์เข้าอีก
๕. ไม่รู้จักอดีต
๖. ไม่รู้จักอนาคต
๗. ไม่รู้ทั้งอดีตอนาคตโยงใส่กัน
๘. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท คือลูกโซ่ที่เกี่ยวคล้องเป็นสาย มันเป็นบ่วงวงกลมคล้องคอจิตใจเราอยู่ เรียกว่าอวิชชา ๘ ก็ได้คะ

ส่วนผู้อธิษฐานขอเกิด ก็แปลว่ามีความพอใจยินดีในการเกิดอยู่. ส่วนเป้าหมายในการเกิดแตกต่างกันออกไปตามเจตนา ตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละคน ข้อนี้ก็จริงอยู่

แต่บางท่านอยากเกิดมาอีก เพื่อสร้างบารมี เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกฯ หรือพระอรหันตาขีณาสพสาวกหรือสาวิกาของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆไป จำพวกที่ต้องการแบบนี้ คือต้องการไปทางโลกุตรกุศล

จำพวกหนึ่งนั้นต้องการเกิด เป็นเศรษฐีกฎุมพี ปรารถนาในโลกีย์ยุ่งเหยิงอยู่

บางจำพวกต้องการปรารถนาเกิดอีก เพื่อต้องการเสวยกามารมณ์ อันเป็นไปเพราะโมหะอวิชชานั่นเองค่ะ

สรุปว่านานาจิตตํนะคะคุณบัวขาว แต่ถ้าสามารถมีปัญญาในการคิด การทำแล้ว ทางออกของชีวิตมีแน่คะคุณบัวขาว

โดย บุษกร เมธางกูรดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 16:13:20 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )


  สลักธรรม 10

เพราะทุกคนเกิดมาในโลกนี้ด้วยความไม่รู้ ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดมาเป็นคนรวย ทำไมจึงเกิดมาลำบากยากจน ทำไมจึงเกิดมาพิการ ทำไมจึงสวย ทำไมจึงขี้เหร่ ฯลฯ นอกจากเกิดมาด้วยความไม่รู้แล้วก็ยังไม่รู้อีกว่าจะตายเมื่อไร จะตายด้วยเหตุใด ตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ทุกคนมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ ไม่รู้กระทั่งว่าชีวิตคืออะไร มีนักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่พยายามอธิบายความหมายของคำว่า " ชีวิต" และพยายามศึกษาเพื่อให้เข้าใจชีวิต รวมทั้งพยายามจะทำความเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกต่าง ๆ ของมนุษย์ว่า ทำไมจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้นเช่นนี้ มีอะไรเป็นตัวเร้าหรือตัวกำหนด และพยายามจะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับชีวิตในแง่มุมต่างๆ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว คำตอบ เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์นั้นมีกล่าวไว้แล้วในพระพุทธศาสนา เพียงแต่น้อยคนนักที่จะสนใจศึกษาอย่างจริงจัง

ชาวพุทธส่วนมากไม่สนใจศึกษาพระธรรมขั้นละเอียด เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยากเกินจะเข้าใจได้ ในขณะที่ชาวพุทธบางกลุ่มโดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูงๆ เข้าใจผิดคิดว่าพระธรรมง่าย สามารถจะคาดคะเน หรือคิดเอาเองได้ ตามความคิดนึกของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ ก็สามารถจะเข้าใจเองได้ โดยคิดว่าเป็นหลักคำสอนที่สอนให้คนทำความดี ละความชั่วเหมือนกับหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆทั่วไป จึงไม่สนใจศึกษาพระธรรมเพราะคิดว่าตนเองดีแล้ว พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่แล้ว ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่มีทุกข์ เป็นคนดีของสังคมแล้ว จะต้องสนใจศึกษาพระธรรมไปทำไม

เมื่อไม่สนใจศึกษาพระธรรม ซึ่งก็คือความจริงของชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกผู้มืดบอดทั้งหลายให้รู้ตาม ผู้นั้นก็ไม่สามารถจะเข้าใจความเป็นจริงที่มีอยู่ ไม่สามารถหาคำตอบให้กับชีวิตของตนเอง

ในทางตรงกันข้ามเมื่อผู้ใดมีโอกาสได้ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยละเอียดแล้ว จะรู้ว่า..พุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

ดังท่านพระอัสสชิแสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมะทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นก็คือการที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำ เหตุ คือทำ กรรม มาต่างกัน ผู้นั้นจะรู้ได้ด้วยตนเองทันทีว่า นี่คือของจริง และ นี่คือคำตอบของชีวิต กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเองเป็นเหตุให้มีรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณต่างกัน มีอุปนิสัยดี เลว ต่างกัน กรรมที่กระทำไว้แล้วนั่นเองเป็นเหตุให้ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา ท่านจะเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ก็ต่อเมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรมโดยละเอียด

พระอภิธรรมเป็นคำสอนเกี่ยวกับสภาวธรรมที่มีอยู่จริงหรืออีกนัยหนึ่งคือสัจจธรรมนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญความเพียรอบรมพระบารมีถึง ๔ อสงไขย แสนกัป เพื่อตรัสรู้สัจจธรรม หรือความจริงของสิ่งทั้งปวงนี้ ฉะนั้นความจริงที่ทรงตรัสรู้นั้นไม่ง่าย ผู้ใดที่คิดว่าพระธรรมเป็นของง่ายไม่จำเป็นต้องศึกษาก็สามารถจะเข้าใจได้ ผู้นั้นกำลังเข้าใจผิดและกำลังประมาทพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า แม้พระพุทธองค์เองเมื่อทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ก็ไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะแสดงพระธรรมแก่สัตว์โลก ด้วยทรงเห็นว่าพระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นละเอียด ลึกซึ้ง และรู้ตาม เห็นตามได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่เคยสะสมปัญญามาก็จะสามารถพิจารณา หรือพิสูจน์ธรรมะที่ทรงแสดงได้ตามกำลังของปัญญาของตน

ดังข้อความปรากฏในคำนำของ หนังสือพระไตรปิฏกฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยว่า พระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น " เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง รู้ตามเห็นตามได้ยาก สงบประณีต ไม่อาจรู้ได้ด้วยการตรึก ละเอียด เป็นธรรมอันบัณฑิตจะรู้ได้ "


โดย ทางผ่านดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ส.ค. 2549 , 16:24:39 น.] ( IP = 58.9.141.87 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org