ยมฺหิ น มายา วตฺตติ น มาโน โย ขีณโลโภ อมโม นิราโส ปนุณฺณโกโธ อภินิพฺพุตตฺโต โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขูติ.ฯ
...........พระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทในเบื้องต้นนั้น เป็นพุทธอุทานที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเปล่งขึ้นด้วยอำนาจความเบิกบานพระ หฤทัย เพื่อทราบเนื้อความอย่างแจ้งชัดควรทราบเรื่องที่เป็นมาในพระสูตรก่อน มีเรื่องในพระสูตรว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า วสละ ซึ่งแปลเนื้อความว่า คนถ่อย หรือ คนเลว พระภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำนั้น จึงนำความกราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้ภิกษุรูปหนึ่งไปตาม พระปิลินทวัจฉะมาในที่เฝ้า เมื่อท่านพระปิลินทวัจฉะมาในที่เฝ้าแล้ว
สมเด็จพระผู้พระภาคเจ้าตรัสถามว่า ปลินทวัจฉะ ได้ยินว่า เธอเรียกภิกษุ ทั้งหลายด้วยวาทะว่า วสละ หรือ? พระเถระก็กราบทูลว่าเป็นจริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมนสิการตรวจปุพเพนิวาส คือขันธปัญจก หมวดห้าแห่งขันธ์ คือ ขันธ์ 5 ที่พระปิลินทวัจฉะได้เกิดมาก่อน 500 ชาติ และในชาติปัจจุบันมาเกิดในสกุลพราหมณ์ จึงรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลาย มาแล้วตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากล่าวโทษภิกษุปิลินทวัจฉะอย่างนั้นเลย ปิลินทวัจฉะกล่าวเช่นนั้นด้วยอาการที่ไม่ได้จงใจ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงตรัสพระพุทธภาษิตเทศนานัย ชึ่งได้กล่าวมาตอนต้นนั้นว่า
ยมฺหิ น มายา วตฺตติ น มาโน โย ขีณโลโภ อมโม นิราโส ปนุณฺณโกโธ อภินิพฺพุตตฺโต โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขูติ.ฯ แปลว่า ผู้ใดไม่มีมารยา ไม่มีมานะ หมดความโลภแล้ว ไม่มี สิ่งของที่จะถือว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา ไม่มีความหวังความปรารถนา บรรเทาความโกรธเสียได้แล้ว มีตนอันดับยิ่งแล้ว ผู้นั้นจะเรียกว่า พราหมณ์ก็ได้ เรียกว่าสมณะก็ได้ เรียกว่า ภิกษุก็ได้