มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความเป็นพราหมณ์.สมณะและภิกษุ




ความเป็นพราหมณ์....สมณะ…..และภิกษุ



ยมฺหิ น มายา วตฺตติ น มาโน โย ขีณโลโภ อมโม นิราโส ปนุณฺณโกโธ อภินิพฺพุตตฺโต โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขูติ.ฯ



...........พระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทในเบื้องต้นนั้น เป็นพุทธอุทานที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเปล่งขึ้นด้วยอำนาจความเบิกบานพระ หฤทัย เพื่อทราบเนื้อความอย่างแจ้งชัดควรทราบเรื่องที่เป็นมาในพระสูตรก่อน มีเรื่องในพระสูตรว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า วสละ ซึ่งแปลเนื้อความว่า “คนถ่อย” หรือ “คนเลว” พระภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำนั้น จึงนำความกราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้ภิกษุรูปหนึ่งไปตาม พระปิลินทวัจฉะมาในที่เฝ้า เมื่อท่านพระปิลินทวัจฉะมาในที่เฝ้าแล้ว
สมเด็จพระผู้พระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ปลินทวัจฉะ ได้ยินว่า เธอเรียกภิกษุ ทั้งหลายด้วยวาทะว่า “วสละ” หรือ?” พระเถระก็กราบทูลว่าเป็นจริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมนสิการตรวจปุพเพนิวาส คือขันธปัญจก หมวดห้าแห่งขันธ์ คือ ขันธ์ 5 ที่พระปิลินทวัจฉะได้เกิดมาก่อน 500 ชาติ และในชาติปัจจุบันมาเกิดในสกุลพราหมณ์ จึงรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลาย มาแล้วตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากล่าวโทษภิกษุปิลินทวัจฉะอย่างนั้นเลย ปิลินทวัจฉะกล่าวเช่นนั้นด้วยอาการที่ไม่ได้จงใจ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงตรัสพระพุทธภาษิตเทศนานัย ชึ่งได้กล่าวมาตอนต้นนั้นว่า
“ยมฺหิ น มายา วตฺตติ น มาโน โย ขีณโลโภ อมโม นิราโส ปนุณฺณโกโธ อภินิพฺพุตตฺโต โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขูติ.ฯ” แปลว่า “ผู้ใดไม่มีมารยา ไม่มีมานะ หมดความโลภแล้ว ไม่มี สิ่งของที่จะถือว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา ไม่มีความหวังความปรารถนา บรรเทาความโกรธเสียได้แล้ว มีตนอันดับยิ่งแล้ว ผู้นั้นจะเรียกว่า พราหมณ์ก็ได้ เรียกว่าสมณะก็ได้ เรียกว่า ภิกษุก็ได้”


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ก.ย. 2549 , 08:42:46 น.] ( IP = 58.9.108.143 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ความเป็นพราหมณ์....สมณะ…..และภิกษุ



เนื้อความในพระพุทธอุทานนี้ จึงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า พระ อรหันต์นั้น ท่านละกิเลสได้ แต่วาสนาละไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงละกิเลส ได้ด้วย ทรงละวาสนาได้ด้วย ทั้งกิเลสทั้งวาสนาไม่มีในพระหฤทัยของ พระองค์
คำว่า “วาสนา” แปลว่า อาการกายวาจาที่กิเลสอบรมไว้นาน จนติดตัวติดใจ พระปิลินทวัจฉะเป็นพระอรหันต์ แต่ภิกษุทั้งหลายนำ ความกราบทูลพระพุทธเจ้า คงเข้าใจว่าพระปิลินทวัจฉะเป็นปุถุชนเช่นตัว ของตัวเอง เมื่อได้ยิน พระปิลินทวัจฉะเรียกเพื่อน ๆ พระภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า วสละ คือคนเลวหรือคนถ่อย จึงนำความกราบทูลพระผู้มีภาคเจ้า แต่อันที่จริงที่ท่านกล่าวอย่างนั้นเป็นวาสนา ละไม่ได้ แต่คำใด สิ่งใดที่แสดงด้วยกิเลส คำนั้นสิ่งนั้นไม่มีในพระอรหันต์ อาการกายวาจา อย่างใดที่สัมปยุตด้วยกิเลส เช่นว่าความโกรธ อาการอย่างนั้นไม่มีแก่ พระอรหันต์ แต่ว่าพระปิลินทวัจฉะกล่าวเรียกพระภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะ อย่างนั้นเป็นวาสนา คือ ว่าติดปากมาเป็นเวลานานจนไม่รู้สึกตัว เพราะ ท่านละได้แต่กิเลส แต่วาสนาละไม่ได้ พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทราบดังนี้แล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานตามพระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นในเบื้องต้น และแปล เนื้อความเป็นภาษาไทยแล้วนั้น



ในพระพุทธภาษิตหรือพระพุทธอุทานนี้ เป็นอันว่าพระพุทธเจ้า ทรงแสดงคุณสมบัติของพระอรหันต์ 6 ประการ คือ พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วไม่มีมารยา ไม่มีมานะ ไม่มีความโลภ ไม่ถืออะไรว่าเป็นของตน ไม่มีความหวังความปรารถนาอะไรในอนาคตอีก บรรเทาความโกรธเสียได้ มีตนอันดับยิ่งแล้ว ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ กิเลส ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีในจิตใจของพระอรหันต์ คือพระอรหันต์ไม่มีมารยา ไม่มีมานะ ไม่มีความโลภ ไม่มีสิ่งที่จะถือว่าเป็นของตน ไม่มีความหวัง ปรารถนาเรื่องอะไร ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต บรรเทาความโกรธเสียได้หมด มีตนคือจิตใจดับยิ่งแล้ว คือ บรรลุนิพพานนั่นเอง ท่านผู้เช่นนั้น จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ก็ได้ แต่เป็นพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ พราหมณ์ในศาสนาพราหมณ์
พราหมณ์ในศาสนาพราหมณ์นั้น เขาถือว่าเขาไม่มีบาป ด้วยการ ลงอาบน้ำในแม่น้ำ ล้างบาปเสียได้ นี้เป็นพราหมณ์ในศาสนาพราหมณ์ แต่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนาว่า เป็นพราหมณ์ เหมือนกัน โดยอธิบายว่า ท่านไม่มีกิเลส ไม่มีบาปในจิตใจของท่าน ไม่ได้ หมายความว่า ลงอาบน้ำแล้วหมดบาปอย่างในศาสนาพราหมณ์ ในศาสนา พราหมณ์เขาหมดโดยล้างบาป เขาถือว่าหมดบาปล้างบาปแล้ว แต่ใน พระพุทธศาสนานั้นถือเอาว่า ไม่มีบาบจริง ๆ จึงเรียกว่า เป็นพราหมณ์
ที่เรียกว่า สมณะ เพราะสงบระงับกายวาจาใจ เพราะมีความ ประพฤติสม่ำเสมอเรียบร้อย เพราะบาปทั้งหลาย สงบระงับไปแล้วนี้ เรียกว่า สมณะ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ก.ย. 2549 , 08:44:02 น.] ( IP = 58.9.108.143 : : )


  สลักธรรม 2

ความเป็นพราหมณ์....สมณะ…..และภิกษุ



ที่เรียกว่า ภิกษุนั้น หมายความเป็น 3 นัย คือ 1. เป็นผู้ขอ 2. เป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร 3. เป็นผู้ทำลายกิเลส ที่ว่าเป็น “ผู้ขอ” นั้นคือ ขออาหารบิณฑบาตรจากชาวบ้าน ญาติโยม ชาวบ้านที่ท่านนับถือเลื่อมใสได้เท่าไหรก็ฉันเท่านั้น เป็น “อริย ปริเยสนา คือ แสวงหาอย่างประเสริฐ” พระพุทธเจ้า ท่านเรียกการแสวงหา อย่างนี้ว่า เป็นอริยปริเยสนา การแสวงหาอย่างปรเสริฐ ไม่ออกปากขอ ไปยืนหน้าบ้านชาวบ้านเฉย ๆ เขาถวายก็รับ เขาถวายไม่ทันหรือไม่ถวายก็เลยไป บางบ้านเขาไม่มีศรัทธาเลื่อมใส เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่ให้ ท่านก้อ เลยไป ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าเสด็จไปบ้านพราหมณ์ผู้หนึ่ง เพราะทรงพิจารณาเห็นอุปนิสัยของพราหมณ์นั้น ว่าจะได้เข้ามานับถือพระพุทธ ศาสนา จึงเสด็จไปแต่เช้า พราหมณ์กำลังรับประทานอาหารอยู่ พราหมณ์ จึงร้องบอกว่า “สมณะไปก่อนเถิด สมณะนี้ได้แต่ขอ ไม่ทำไร่ทำนา เราทำไร่ ทำนาแล้วจึงได้บริโภค นี่ขอเฉยๆ” พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า ท่านทำนาเหมือน กัน คือทำนาด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึง ตรัสพระพุทธภาษิตว่า “สทฺธา พีชํ ศรัทธา ความเชื่อ เชื่อกรรมเชื่อผลเป็นพืช ตโป วุฏฺฐิ ตบะ คือความ เพียรเป็นน้ำฝน ดังนี้เป็นตัวอย่าง พอทรงแสดงธรรมจบ พราหมณ์นั้นก็เกิดความเลื่อมใส จะตักบาตรพระพุทธเจ้า ๆ รับสั่งว่าไม่ได้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั้ไม่รับ ของที่พูดเลียบเคียงแล้วได้มา ไม่บริโภคของที่พูดเลียบเคียงแล้วได้มา ถ้าท่านมีความเลื่อมใสต้องการทำบุญก็ให้ทำบุญกับสมณะในพระพุทธ ศาสนาเถิด



ดังนี้ พราหมณ์นั้นก็ได้รับความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็เสด็จจากไป ที่เสด็จไปนี้ไม่ได้จงใจว่าเสด็จไปบิณฑบาต เสด็จไปทรมานพราหมณ์ เพื่อให้พราหมณ์เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธ ศาสนา ได้เลิกอาบน้ำล้างบาป มาลอยบาปด้วยการประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทางกาย วาจา ใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาบอกจะถวายทานพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรบรับ ตรัสว่าพระภิกษุในพระพุทธศาสนานั้นไม่รับทานที่เขาถวายเพราะได้ยิน คำพูดเลียบเคียง ถ้าเราพูดเลียบเคียงไม่เป็นอริยปริเยสนา เช่นว่า พระออกบิณฑบาตไปยืนแล้วกระแอมดัง ๆ หรือร้องเรียก หรือทำอย่าง ใดอย่างหนึ่งให้เจ้าของรู้ว่าพระมาแล้ว อย่างนี้ เป็นอนริยปริเยสนา การ แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ เพราะฉะนั้น พระออกบิณฑบาต ออกเฉย ๆ ไม่ร้องขอ ไม่ร้องบอกว่า โยม พระมาแล้ว ไม่ออกปากขอ เรียกว่า อริยปริเยสนา การแสวงหาอย่างประเสริฐ
พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จเข้ากรุงกลิลพัสดุ์ ทรงออกบิณฑบาต เหมือนกัน แต่ในกรุงกบิลพัสดุ์ไม่มีคนรู้จักพระภิกษุ ไม่รู้ว่าใส่บาตร ตักบาตรนั้นทำอย่างไร พระองค์ก็รับเศษอาหาร เช่น ขนมเป็นต้น ที่ชาว บ้านเขานำออกมาทิ้ง รับสั่งว่าอย่าทิ้งเสีย เป็นของน่าเสียดาย มาใส่ในบาตร นี้เถิด เสด็จกลับมาแล้วก็เสวย พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชทรงทราบก็กริ้ว หาว่าทำให้เสียวงศ์ของกษัตริย์ พระพุทธเจ้าตรัสรับสั่งว่า นั่นเป็นวงศ์ของ มหาบพิตร แต่การบิณฑบาตฉันนี้เป็นวงศ์ของอาตมา เรียกว่า อริยวงศ์ แปลว่า วงศ์ของพระอริยะ การแสดวงหาอย่างนี้เรียกว่า อริยปริเยสนา แสวงหาอย่างประเสริฐ นี้เรียกว่า ภิกษุผู้ขอ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ก.ย. 2549 , 08:45:08 น.] ( IP = 58.9.108.143 : : )


  สลักธรรม 3

ความเป็นพราหมณ์....สมณะ…..และภิกษุ



ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฎสงสาร หมายความว่า ผู้บวชเข้ามาแล้ว เพราะพิจารณาเห็นภัยในวัฏสงสารว่า การเกิด ๆ ตาย ๆ นั้นเป็นการวน เวียนอยู่ในวัฎฎะ เป็นการทรมาน ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ซ้ำซากอยู่ อย่างนี้ ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น ท่านพิจารณาเห็นว่าเป็นภัย แล้วจึงออกบวช ในพระพุทธศาสนา นี้เรียกว่า ภิกษุผู้เห็นภัย
ที่เรียกว่า “ผู้ทำลายกิเลส” นั้นหมายความว่า ผู้บวชเข้ามาใน พระพุทธศาสนาแล้วพยายามทำลายกิเลส แม้พระสงฆ์ในปัจจุบัน พระ ใหม่ที่บวชใหม่ในพรรษา ท่านบวชเข้ามาแล้ว ท่านก็ไม่ทำบาป ไม่ทำอะไรที่จะเกิดกิเลส ท่านงดเว้น อย่างนี้เรียกว่า ทำลายกิเลส แต่ทำลายได้ เพียงสามเดือนกว่า ๆ พอออกพรรษาแล้วท่านก็สึกหาลาพรตไป เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาอย่างนั้น บางคนเป็นข้าราชการ บางคนเป็นลูกจ้างบริษัท เขาให้บวชเพียงสามเดือน ก็บวชได้เพียงสามเดือน แต่พระภิกษุโบราณในพระพุทธศาสนานั้น ท่านเข้ามาแล้วท่านบวชจริง ๆ เห็นภัยใน วัฎฎสงสารจริง ๆ นี่เรียกว่าภิกษุ พราหมณ์ก็ดี สมณะก็ดี ภิกษุก็ดี พระพุทธเจ้าตรัสเรียก เหมือนกัน ตรัสเรียกพระว่าพราหมณ์ก็มี เช่น ตรัสเรียกพระสารีบุตร เป็นต้น ตรัสเรียสมณะก็มี เพราะทรงทราบแล้วว่าผู้นั้นสงบกายวาจาร ใจแล้ว ไม่มีบาป ตรัสเรียกภิกษุก็มี เพราะทรงทราบแล้วว่าผู้ที่บวชเข้า มานั้น เพราะเห็นภัยในวัฏฏสงสาร และมาทำลายกิเลส ไม่ใช่มาก่อกิเลส นี้เป็นเรื่องของพราหมณ์ สมณะ และภิกษุ



ตามรอยพระอรหันต์ ท่านสาธุชนจะเรียกว่าเรื่องนี้ว่า ตามรอยพระอรหันต์ก้อได้ เพราะคำว่า พราหมณ์ก้อดี สมณะก็ดี ภิกษุก็ดี ตามพระพุทธอุทานนี้ ทรงหมายเอาพรอรหันต์ทั้งนั้น พระอรหันต์นั้นมีคุณสมบัติเป็น 6 ประการ ดังกล่าวแล้ว คือ ไม่มีมารยา อย่างที่เราเรียกว่า มายาสาไถย คำว่า มารยา ในภาษาไทยนั้นท่านแปลว่า เจ้าเล่ห์ ในภาษาบาลีหมายความว่า ผู้แสดง อาการเพื่อจะปกปิดความชั่วของตน นี้เรียกว่า มารยา มารยานี้เราแผลง มาใช้เป็นคำดี เรียกว่า มารยาท แปลว่า มารยาทที่ดี นี่ไม่ใช่มารยา มารยา คือเจ้าเล่ห์ แสดงอาการที่จะปกปิดความชั่วของตน แล้วแสดงอาการให้ คนนอกเห็นว่าตนนั้นดีอย่างนั้น ๆ นี่เรื่องมารยา มานะถือตัว คือ พองขึ้น พองตัวขึ้น ด้วยอาการที่จะยกตน ข่มท่าน นี่เรียกว่า มานะ พองอย่างลูกโป่งพองลม เอาลมออกแล้วก็ไม่มี อะไร คนมีมานะถือตัวก็เหมือนกันความจริงแล้วก็ไม่มีอะไร ถอนมานะ ออกเสียแล้ว ก็คือคน ๆ นั่นเอง นี้ประการที่สอง ประการที่สาม ไม่มีโลภะหรือสิ้นโลภะ โลภะในใจไม่ปรากฏ โลภะ ก็คือความโลภรู้กันอยู่มากแล้ว และเราก็ใช้กันมาก ในภาษาไทย ก็ใชกันอยู่มาก ใครโลภโมโทสัน แล้วเราก็ว่าเป็นคนโลภ เป็นคนเห็นแก่ ได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาว โลภ ก็คือ อยากได้ ท่านแสดงไว้ในอรรถกถาว่า มีการถืออารมณ์เข้ามาไว้ในใจ มี ราคะเป็นต้น หมายความว่า คนโลภนั้นไม่ใช่โลภอย่างเดียว ต้องพกอย่าง อื่น ๆ เข้ามาไว้ด้วย นี้เป็นโลภะ ประการต่อไป อมโม ไม่มีสิ่งที่เป็นของ ๆ ตน คือไม่ถืออะไร ว่าเป็นตน เป็นของ ๆ ตน อย่างคำที่ว่า เอตํ มม นั่นของเรา เอโสหมสฺมิ เราเป็นนั่น เอโส เม อตฺตา นั่นเป็นตัวตนของเรา อย่างที่ในปัจจุบันนี้ชอบ พูดกันอยู่มากว่า ตัวกู ของกู ก็คือตัวเรา ของเรานั่นเอง ไม่ถืออะไรว่า เป็นเรา ถ้าจะถามว่าไม่ถือแล้วมีไว้ทำไม ตอบว่า เมื่อมันมีมาถึงก็รักษาไว้ เพราะไม่มีก็ไปนิพพานไม่ได้ ไปได้เหมือนกันแต่ไปได้น้อย คนอย่างพระ ราธะนี่ลำบาก จนไม่มีอะไรที่จะบริโภคก็ว่าได้ ยากจนเที่ยวขอทานเขา ลูกหลานมีแต่เขาไม่เลี้ยง เพราะฉะนั้น ภาษาไทยเราว่า แม่คนเดียวเลี้ยง ลูกสิบคนได้ แต่ลูกสิบคนนั้นเลี้ยงคุณแม่คนเดียวไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น คือ ท่านไม่ถือว่า มีอะไรเป็นตนของตน มีเป็นเราเป็นของเรา ศัพท์บาลีว่า อมโม ไม่ถืออะไรว่าเป็นของตัว เป็นของตน นิราโส ปราศจากความหวัง เราจะเรียกว่าคนสิ้นหวังก็ได้ แปลก คำว่า “คนสิ้นหวัง” ในปัจจุบันนี้ เป็นคำพูดที่ไม่น่าพูดไป แต่ที่จริง พระ อรหันต์ท่านก็คือ คนสิ้นหวังนั่นเอง เพราะยังมีหวังอยู่ตราบใด ก็ยังมีกิ เลสอยู่ตราบนั้น ยังมีปรารถนาอยู่ตราบใด ก็ยังมีกิเลสอยู่ตราบนั้น


โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ก.ย. 2549 , 08:47:04 น.] ( IP = 58.9.108.143 : : )


  สลักธรรม 4

ความเป็นพราหมณ์....สมณะ…..และภิกษุ



เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงเป็น อมโม คือ ไม่ต้องถือเป็นสิ่งที่เป็นของๆ ตน มีไว้ก็เพื่อนจะอาศัยใช้สย หายไปก็แล้วกัน แต่คนเรานี้ไม่เหมือนกัน เมื่อคืนนี้ทราบว่า เด็กตากผ้าไว้กลางคืน นักเลงมาเก็บเรียบไม่ มีเหลือ เหมือนเขาเอารถยนต์มาบรรทุก คนอย่างนี้ต้องเรียกว่า มโม เห็น อะไรเป็นของเราหมด เห็นอะไรใกล้มือเป็นต้องเก็บ นี่เป็น มโม พระอรหันต์น่านเป็น อมโม ไม่ถือว่าเป็นของเรา ถือว่าอาศัยใช้สอยชั่ว คราว นิราโส ไม่ปรารถนาอะไรในอนาคต เพราะท่านไม่มีอนาคต ท่านมีปัจจุบันอย่างเดียว ท่านเห็นปัจจุบันอย่างเดียว ต่อไป ปนุณณโกโธ บรรเทาความโกรธได้ขาด พระพุทธเจ้า ตรัสในพระสูตรที่เล่ามาเมื่อตะกี้นี้ ท่านเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วมาตรัส บอกว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ายกโทษพระปิลินทวัจฉะเลย พระ ปิลินทวัจฉะพูดโดยไม่มีโทสะในใจ คือพูดด้วยวาสนาที่เคยมา บางคนติดคำอยู่คำหนึ่ง ที่เป็นคำหยาบ
นี้หมายความว่า อย่างนี้ มีอยู่ในใจ แต่พระอรหันต์นี้ ปนุณฺณโกโธ บรรเทาความโกรธเสียได้ คือ ไม่มีความโกรธนั่นแหละ อภินิพฺพุตฺโต มีตนอันดับยิ่งแล้ว ซึ่งหมายเอานิพพาน บางแห่ง ท่านใช้ศัพท์ว่า ปรินิพฺพุโต ตรง ๆ แต่ในที่นี้ใช้ศัพท์ว่า อภินิพฺพุตฺโต แปลว่า มีตนอันดับยิ่งแล้ว คือ นิพพานนั่นแหละ ไม่มีกิเลสภายในใจ



เพราะฉะนั้น ท่านสาธุชนได้ทราบพระพุทธอุทานที่ตรัสนี้ ควร นึกว่าพระพุทธเจ้านี้มีอะไรปรากฎเฉพาะหน้าท่าน ทรงน้ำเข้าหาธรรมะหมด เช่นพระมาฟ้องว่าพระปิลินทวัจฉะพูดคำไม่เพราะ อันที่จริงก็ทรงทราบ มาแล้ว แต่ก็ให้พระไปตามพระปิลินทวัจฉะมาตรัสถามว่า เธอพูดอย่าง นั้นจริงหรือ พระปิลินทวัจฉะท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านก็บอกว่าพูดจริง พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้รับสั่งตำหนิว่าอะไร ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ภิกษุทั้งหลาย อย่ายกโทษปิลินทวัจฉะเลย ที่เธอพูดนั้น ไม่มีโทสะประทุษ ร้ายอยู่ในใจ คือ ไม่มีโทสะอยู่ภายในใจ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นพระอรหันต์ นั้น จึงไม่มีมารยาสาไถย ไม่มีมานะ ไม่มีความโลภ เพราะไม่รู้จะโลภ เอาไปไหน ไม่ถือว่าอะไรเป็นของตน เป็นของ ๆ เรา ไม่มีความปรารถนา อะไรในอนาคต ท่านมีปัจจุบันอย่างเดียวแสดงธรรมสั่งสอนประชาชนไป อย่างเดียว ท่านหมดความโกรธ ดับกิเลสหมด คือดับอย่างยิ่ง เป็น อภินิพฺพุตตฺโต หรือ ปรินิพฺพุโต ก็ได้


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ก.ย. 2549 , 08:50:58 น.] ( IP = 58.9.108.143 : : )


  สลักธรรม 5

ความเป็นพราหมณ์....สมณะ…..และภิกษุ



เราได้ทราบแล้ว เราเป็นอย่างท่านไม่ได้ แต่ว่าให้จำไว้ บางคราว ปฏิบัติอย่ามีมารยา อย่ามีมานะ อย่าถือตัว อย่ามีความโลภ แต่ถ้าเขาให้ รับ ได้มาโดยชื่อสัตย์สุจริตรับเก็บไว้ไม่เป็นไร เพราะไม่มีก็ไปนิพพาน ไม่ได้เหมือนกัน แล้วอย่าหวังอย่าปรารถนาว่า ข้างหน้าเราจะเป็นอย่างนี้ ข้างหน้าเราจะเป็นอย่างนั้น เราจะได้ดีอย่างนั้น อย่างโหรใต้ต้นมะขามข้างสนามหลวงทายว่า เคราะห์ร้ายมาก อีก 5 เดือนจึงพ้นเคราะห์ แล้วจะได้อย่างนั้น ๆ พอพ้นเคราะห์แล้ว จะได้อย่างนั้น ๆ อย่างนี้เขาเรียกว่า หวังน้ำบ่อหน้า พระอรหันต์ไม่มี และท่านไม่มีโกรธ เพราะโกรธไม่มีดับหมด เพราะฉะนั้น คุณสมบัติ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ รวมลงในคำ ๆ เดียว ว่า อภินิพฺพุตตฺโต มีตนอันดับ แล้วอย่างสนิท มานะก็ดับ มารยาก็ดับ โลภะก็ดับ มมะก็ดับ นิราสะก็ดับ ความโกรธก็ดับ ดับหมด จึงรวมลงไปที่ อภินิพฺพุตตฺโต มีตนอันดับแล้ว ได้ทราบว่าอย่างนี้แล้วจำไว้ นำไปปฏิบัติไปคิดว่า เราอย่าเป็น อย่างนั้น บางคราวขาดสติ มันก็เป็น เป็นไปแล้วก็แล้วกัน แก้ไม่ได้ แต่ต้อง ทำสติไว้เสมอว่า เราอย่าเป็นอย่างนั้น ๆ อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่า ได้ปฏิบัติตาม คำสอนในพระพุทธศาสนา ย่อมจะเป็นไปเพื่อความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒน มงคล เจริญในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกทิพาราตรี.


นำมาจากพระธรรมเทศนา สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดราชผาติการาม กรุงเทพมหานคร



โดย Theerawas (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ก.ย. 2549 , 08:52:36 น.] ( IP = 58.9.108.143 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org