๔. ทรงสอนเนื้อหาเพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น สิ่งใดที่เห็นว่าไม่จำเป็นต่อการดับทุกข์ หรือการแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ พระองค์ไม่ทรงสอนสอนตรงเนื้อหา ตรงเรื่อง คุมอยู่ในเรื่อง มีจุด ไม่วกวน ไม่ไขว้เขว ไม่ออกนอกเรื่องโดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในเนื้อหา
๕. เนื้อหาที่ทรงสอนนั้น เป็นสิ่งที่มีเหตุผล ที่ผู้ฟังสามารถตรองตาม หรือพิจารณาตามแล้วสามารถเห็นจริงได้ สอนมีเหตุมีผล ตรองตามเห็นจริงได้ อย่างที่เรียกว่า สนิทานํ รู้ได้ผล ไม่ใช่สอนเท่าที่ตนรู้ หรือสอนแสดงภูมิว่าผู้สอนมีความรู้มาก เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในป่าประดู่ลายใกล้เมืองโกสัมพี ได้ทรงหยิบใบไม้ประดู่ลายเล็กน้อยใส่กำพระหัตถ์ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในพระหัตถ์ กับในป่า ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ในป่ามากกว่า จึงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสแต่มิได้ทรงสอน เหมือนใบประดู่ลายในป่า ส่วนที่ทรงสั่งสอนน้อยเหมือนใบประดู่ลายในพระหัตถ์ และตรัสแสดงเหตุผลในการมี่มิได้ทรงสอนทั้งหมดเท่าที่ตรัสรู้ว่า เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ มิใช่หลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ไม่ช่วยให้เกิดความรู้ถูกต้องนำไปสู่จุดหมาย คือพระนิพพานได้
๖. ทรงสอนในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมกับผู้ฟังแต่ละกลุ่ม ดังนั้นการสอนของพระองค์แต่ละครั้ง จึงสามารถรับรองผลได้ว่าจะประสบความสำเร็จในการสอนทุกครั้ง สอนสิ่งที่มีความหมาย ควรที่เขาจะเรียนรู้และเข้าใจ เป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเอง ลักษณะของพระพุทธเจ้า คือ ทรงเป็น กาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถวาที ธรรมวาที วินัยวาที อย่างพุทธพจน์ที่ว่า พระองค์ทรงมีพระเมตตาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คือ
๑) คำพูดที่ไม่จริง, ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น ไม่ตรัส
๒) คำพูดที่จริง, ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น ไม่ตรัส
๓) คำพูดที่จริง , ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น เลือกกาลตรัส
๔) คำพูดที่ไม่จริง ,ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น ไม่ตรัส
๕) คำพูดที่ไม่จริง, ไม่ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น ไม่ตรัส
๖) คำพูดที่จริง, ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น เลือกกาลตรัส