มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วางหลักการในการสอนธรรม




พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



พุทธวิธีในการสอนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนไว้อย่างชัดเจนและเป็นขั้นตอน คือ
๑) สอนผู้ฟังขณะนั้นๆ ให้รู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น (อภิญฺญาย)
๒) ทรงสอนประกอบด้วยเหตุผลที่ผู้ฟังสามารถคิดตาม หรือไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนแล้วสามารถจะเข้าใจได้ (สนิทาน)
๓) ทรงสอนในสิ่งที่ผู้ฟังสามารถปฏิบัติให้เกิดผลได้จริงตามสมควรแก่การปฏิบัติของตน (สปฺปาฏิหาริย) มีการสรรเสริญการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ว่า
๑) เหมือนการหงายของที่คว่ำเอาไว้
๒) เหมือนการเปิดของที่ปิดเอาไว้
๓) เหมือนบอกทางแก่คนที่หลงทาง
๔) เหมือนส่องประทีปในที่มืดเพื่อให้คนที่มีตาดีจะได้เห็นแสงสว่าง
การสอนของพระพุทธเจ้า มิได้ทรงสอนเพื่อให้ผู้ฟังเชื่อหรือยอมรับ แต่ทรงสอนเพื่อมุ่งให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจ โดยใช้สติปัญญาของตนคิดไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล และลำดับการสอนก็เป็นไปอย่างมีขั้นตอน
ตามหลักการสอนในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้มุ่งสอนแก่บุคคลที่มีความพร้อมที่จะรับการสอนในระดับนั้นๆ ได้ มิใช่สอนกันเรื่อยไปแบบไม่มีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายการสอนนั้น มุ่งประโยชน์สำหรับผู้รับการสอนเป็นสำคัญ ฉะนั้น หากสอนแล้วไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ผู้รับสอน ก็ไม่ควรสอน เพราะเป็นการเสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปให้แก่ผู้ที่พร้อมจะรับการสอนดีกว่า ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงไม่สอนคนที่อยู่ในจำพวกปทปรมะ คือคนที่โง่ทึบมากๆ เพราะเป็นผู้ยังไม่พร้อมที่จะรับการสอน ถึงสอนไปก็เปล่าประโยชน์ จึงต้องปล่อยให่สติปัญญาของเขาได้รับการพัฒนาขึ้นอีกระดับหนึ่งก่อนจึงค่อยสอน



การสอนที่จะให้ผลดีนั้น ต้องสอนให้เหมาะกับความต้องการและสภาพจิตใจของผู้รับการสอน ฉะนั้น ผู้สอนนอกจากจะฉลาดในเรื่องที่จะสอนแล้ว ยังต้องฉลาดในวิธีสอนและเข้าใจถึงสภาพของผู้ที่จะรับการสอนเป็นอย่างดีด้วย พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในเกสีสูตร โดยทรงตรัสกับนายเกสีผู้ชำนาญในการฝึกม้าว่า ในการฝึกคนนั้นก็คล้ายกับการฝึกม้าเหมือนกัน บางครั้งก็ใช้วิธีละมุนละม่อมคือ สอนถึงการทำดีและผลของการทำดี บางครั้งก็ใช้วิธีรุนแรง คือ สอนเรื่องการทำบาปและผลของการทำบาป บางครั้งก็ต้องใช้ทั้งสองวิธีพร้อมกัน คือสอนเรื่องการทำดีและผลของการทำดีบ้าง การทำบาปและผลของการทำบาปบ้าง สลับกันไป สำหรับผู้ที่ไม่ยอมรับการสอนไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ นั้น เปรียบเหมือนกับม้าที่ฝึกไม่ได้ ไม่ควรเสียเวลาไปกับการสอนบุคคลจำพวกนี้ พระองค์ทรงใช้วิธีฆ่าทิ้งเสียเหมือนกับคนฝึกม้าที่มักจะฆ่าทิ้งเสีย การฆ่าของพระพุทธเจ้าก็คือการที่พระองค์ไม่ว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอน ทั้งพระสาวกก็ไม่ว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอน ถือว่าเป็นการฆ่าในทางพระพุทธศาสนา



โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมีดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 15:57:30 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



ดังนั้น วิธีการสอนในทางพระพุทธศาสนา มุ่งสอนให้เกิดความรู้ในสิ่งที่จริงและมีประโยชน์ โดยให้รู้ใน ๓ ขั้นตอน คือ รู้เรื่อง รู้คิด และรู้ทำ ตามความเหมาะสมกับสถานภาพของผู้รับการสอน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้รับการสอนนั่นเอง ฉะนั้น การสอนของพระพุทธศาสนาตามหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ จึงเน้นการสอนที่มุ่งคุณภาพ มิใช่มุ่งปริมาณ และมุ่งปัญญามิได้มุ่งศรัทธา ซึ่งนับเป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา พุทธวิธีในการสอนของพระพุทธเจ้าพอที่จะวิเคราะห์ได้ดังนี้
ตามหลักการสอนในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้มุ่งสอนแก่บุคคลที่มีความพร้อมที่จะรับการสอนในระดับนั้นๆ ได้ มิใช่สอนกันเรื่อยไปแบบไม่มีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายการสอนนั้น มุ่งประโยชน์สำหรับผู้รับการสอนเป็นสำคัญ ฉะนั้น หากสอนแล้วไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ผู้รับสอน ก็ไม่ควรสอน เพราะเป็นการเสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปให้แก่ผู้ที่พร้อมจะรับการสอนดีกว่า ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงไม่สอนคนที่อยู่ในจำพวกปทปรมะ คือคนที่โง่ทึบมากๆ เพราะเป็นผู้ยังไม่พร้อมที่จะรับการสอน ถึงสอนไปก็เปล่าประโยชน์ จึงต้องปล่อยให่สติปัญญาของเขาได้รับการพัฒนาขึ้นอีกระดับหนึ่งก่อนจึงค่อยสอน



การสอนที่จะให้ผลดีนั้น ต้องสอนให้เหมาะกับความต้องการและสภาพจิตใจของผู้รับการสอน ฉะนั้น ผู้สอนนอกจากจะฉลาดในเรื่องที่จะสอนแล้ว ยังต้องฉลาดในวิธีสอนและเข้าใจถึงสภาพของผู้ที่จะรับการสอนเป็นอย่างดีด้วย พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในเกสีสูตร โดยทรงตรัสกับนายเกสีผู้ชำนาญในการฝึกม้าว่า ในการฝึกคนนั้นก็คล้ายกับการฝึกม้าเหมือนกัน บางครั้งก็ใช้วิธีละมุนละม่อมคือ สอนถึงการทำดีและผลของการทำดี บางครั้งก็ใช้วิธีรุนแรง คือ สอนเรื่องการทำบาปและผลของการทำบาป บางครั้งก็ต้องใช้ทั้งสองวิธีพร้อมกัน คือสอนเรื่องการทำดีและผลของการทำดีบ้าง การทำบาปและผลของการทำบาปบ้าง สลับกันไป สำหรับผู้ที่ไม่ยอมรับการสอนไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ นั้น เปรียบเหมือนกับม้าที่ฝึกไม่ได้ ไม่ควรเสียเวลาไปกับการสอนบุคคลจำพวกนี้ พระองค์ทรงใช้วิธีฆ่าทิ้งเสียเหมือนกับคนฝึกม้าที่มักจะฆ่าทิ้งเสีย การฆ่าของพระพุทธเจ้าก็คือการที่พระองค์ไม่ว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอน ทั้งพระสาวกก็ไม่ว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอน ถือว่าเป็นการฆ่าในทางพระพุทธศาสนา


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 15:58:37 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 2

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



ดังนั้น วิธีการสอนในทางพระพุทธศาสนา มุ่งสอนให้เกิดความรู้ในสิ่งที่จริงและมีประโยชน์ โดยให้รู้ใน ๓ ขั้นตอน คือ รู้เรื่อง รู้คิด และรู้ทำ ตามความเหมาะสมกับสถานภาพของผู้รับการสอน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้รับการสอนนั่นเอง ฉะนั้น การสอนของพระพุทธศาสนาตามหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ จึงเน้นการสอนที่มุ่งคุณภาพ มิใช่มุ่งปริมาณ และมุ่งปัญญามิได้มุ่งศรัทธา ซึ่งนับเป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา พุทธวิธีในการสอนของพระพุทธเจ้าพอที่จะวิเคราะห์ได้ดังนี้
๑. สอนจากสิ่งที่รู้เห็นเข้าใจง่ายหรือรู้เห็นเข้าใจอยู่แล้ว ทรงสอนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหานามธรรม คือ สอนจากสิ่งที่ง่ายคือสามารถรู้เห็นและเข้าใจได้ง่าย ไปหาสิ่งที่เห็นและเข้าใจได้ยาก หรือยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ อริยสัจจ์ ซึ่งทรงเริ่มสอนจากความทุกข์ ความเดือดร้อน ปัญหา ชีวิตที่คนมองเห็นและประสบอยู่โดยธรรมดา รู้เห็นประจักษ์กันอยู่ทุกคนแล้ว ต่อจากนั้นจึงสาวหาเหตุที่ยากลึกซึ้ง และทางแก้ไขต่อไป



๒. สอนเนื้อหาเรื่องที่ค่อยลุ่มลึกยากลงไปตามลำดับขั้น ทรงสอนลุ่มลึกไปตามลำดับชั้นของเนื้อหาแห่งธรรมะ ตามลำดับขั้นตอนและความต่อเนื่องกันเป็นสายลงไป อย่างที่เรียกว่า สอนเป็นอนุบุพพิกถา ตัวอย่างก็คือ อนุบุพพิกถา ไตรสิกขา พุทธโอวาท ๓ เป็นต้น
๓. สอนด้วยของจริง ถ้าสิ่งที่สอนเป็นสิ่งที่แสดงได้ ก็สอนด้วยของจริง ให้ผู้เรียนได้ดู ได้เห็น ได้ฟังเอง อย่างที่เรียกว่าประสบการณ์ตรง เช่น ทรงสอนพระนันทะที่คิดถึงคู่รักคนงาม ด้วยการทรงพาไปชมนางฟ้า นางอัปสรเทพธิดา ให้เห็นกับตา เรื่องอาจารย์ทิศาปาโมกข์ให้หมอชีวกทดสอบตัวเอง เรื่องนามสิทธิชาดก หรืออย่างที่ให้พระเพ่งดูความเปลี่ยนแปลงของดอกบัว เป็นต้น


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 15:59:54 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 3

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



๔. ทรงสอนเนื้อหาเพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น สิ่งใดที่เห็นว่าไม่จำเป็นต่อการดับทุกข์ หรือการแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ พระองค์ไม่ทรงสอนสอนตรงเนื้อหา ตรงเรื่อง คุมอยู่ในเรื่อง มีจุด ไม่วกวน ไม่ไขว้เขว ไม่ออกนอกเรื่องโดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในเนื้อหา
๕. เนื้อหาที่ทรงสอนนั้น เป็นสิ่งที่มีเหตุผล ที่ผู้ฟังสามารถตรองตาม หรือพิจารณาตามแล้วสามารถเห็นจริงได้ สอนมีเหตุมีผล ตรองตามเห็นจริงได้ อย่างที่เรียกว่า สนิทานํ รู้ได้ผล ไม่ใช่สอนเท่าที่ตนรู้ หรือสอนแสดงภูมิว่าผู้สอนมีความรู้มาก เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในป่าประดู่ลายใกล้เมืองโกสัมพี ได้ทรงหยิบใบไม้ประดู่ลายเล็กน้อยใส่กำพระหัตถ์ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในพระหัตถ์ กับในป่า ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ในป่ามากกว่า จึงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสแต่มิได้ทรงสอน เหมือนใบประดู่ลายในป่า ส่วนที่ทรงสั่งสอนน้อยเหมือนใบประดู่ลายในพระหัตถ์ และตรัสแสดงเหตุผลในการมี่มิได้ทรงสอนทั้งหมดเท่าที่ตรัสรู้ว่า เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ มิใช่หลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ไม่ช่วยให้เกิดความรู้ถูกต้องนำไปสู่จุดหมาย คือพระนิพพานได้



๖. ทรงสอนในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมกับผู้ฟังแต่ละกลุ่ม ดังนั้นการสอนของพระองค์แต่ละครั้ง จึงสามารถรับรองผลได้ว่าจะประสบความสำเร็จในการสอนทุกครั้ง สอนสิ่งที่มีความหมาย ควรที่เขาจะเรียนรู้และเข้าใจ เป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเอง ลักษณะของพระพุทธเจ้า คือ ทรงเป็น กาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถวาที ธรรมวาที วินัยวาที อย่างพุทธพจน์ที่ว่า พระองค์ทรงมีพระเมตตาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจาตามหลัก ๖ ประการ คือ
๑) คำพูดที่ไม่จริง, ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส
๒) คำพูดที่จริง, ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส
๓) คำพูดที่จริง , ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส
๔) คำพูดที่ไม่จริง ,ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ไม่ตรัส
๕) คำพูดที่ไม่จริง, ไม่ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น –ไม่ตรัส
๖) คำพูดที่จริง, ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – เลือกกาลตรัส


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 16:02:10 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 4

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



๗. ทรงสอนตามสภาพของผู้ฟัง คือทรงคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของบุคคลนั้นๆ ความแตกต่างในที่นี้ หมายถึงความแตกต่างทางสภาพหรือพื้นฐานทางจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงทรงปรับแนวการสอนของพระองค์ให้เหมาะสมกับกลุ่มของผู้ฟัง
โดยทรงแบ่งบุคคลออกเป็น ๔ ประเภทแบ่งตามสติปัญญาดังนี้ คือ
(๑) อุคฆติตัญญู ผู้สามารถรู้ได้อย่างเฉียบพลัน เพียงแต่ยกหัวข้อขึ้นแสดงก็อาจจะรู้ได้ทันที เปรียบด้วยบัวพ้นน้ำ หรือพวกอัจฉริยะ
(๒) วิปจิตัญญู ผู้สามารถรู้ได้ เมื่อมีการอธิบายขยายความของหัวข้อที่ยกขึ้นไว้ เปรียบด้วยบัวปริ่มน้ำ หรือเปรียบด้วยพวกที่ฉลาด
(๓) เนยยะ ผู้ที่พอจะสามารถแนะนำได้ แต่ต้องใช้เวลาสั่งสอนมากสักหน่อย จึงจะรู้หรือเข้าใจ เปรียบด้วยบัวใต้ผิวน้ำ พร้อมที่จะบานในวันต่อไป จัดอยู่ในจำพวกมีสติปัญญาปานกลางหรือธรรมดาสามัญโดยทั่วไป
(๔) ปทปรมะ มี ๒ ประเภท คือ ประเภทที่สอนไม่ได้เลย กับประเภทมีความเห็นผิดอย่างรุนแรง ถึงแม้จะใช้เวลาอบรมสั่งสอนอย่างไร ก็ไม่อาจจะเรียนรู้หรือเข้าใจได้ เปรียบด้วยบัวติดโคลนตม อาจจะเป็นอาหารของปลาและเต่าได้ จัดเข้าในจำพวกที่ทึบมากทรงมีลีลาในการสอนที่เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อม เวลาสอนพระองค์ทรงคำนึงถึงความพร้อมของผู้ฟัง ว่าพร้อมจะฟังคำสอนของพระองค์หรือไม่ และในการสอนพระองค์ก็ทรงให้ผู้ฟังมีการร่วมกิจกรรมในการสอนด้วย เช่น การที่ทรงถามแล้วให้ภิกษุตอบ ในอนัตตลักขณสูตรเป็นต้น


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 16:03:34 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 5

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



๘. ทรงมีพุทธลีลาในการสอน เช่น ทรงรู้จักวิธีการเริ่มต้น การสร้างบรรยากาศในการสอน ทรงสอนมุ่งเนื้อหาแก่ผู้ฟัง ทรงสอนโดยเคารพ ทรงสอนด้วยพระอาการอันสุภาพ ทรงสอนอย่างละมุนละม่อมบ้าง วิธีรุนแรงบ้าง หรือบางครั้งก็ทรงใช้วิธีการขอร้องหรือวิงวอนให้กระทำหรืองดเว้นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง แม้ที่เป็นเพียงธรรมีกถา หรือการสนทนาทั่วไป ซึ่งมิใช่คราวที่มีความมุ่งหมายเฉพาะพิเศษ ก็จะดำเนินไปอย่างสำเร็จผลดี โดยทรงมีพุทธลีลาในการสอนแบบ ๔ ส. อันมีองค์ประกอบที่เป็นคุณลักษณะ ๔ ประการ คือ
(๑) สันทัสสนา ชี้แจงให้เห็นชัดคือ จะสอนอะไร ก็ชี้แจงนำแนกแยกแยะอธิบาย และแสดงเหตุผลให้ชัดเจน จนผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นจริงเห็นจัง ข้อนี้ช่วยปลดเปลื้องความเขลาหรือความมืดมัว
(๒) สมาทปนา ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ คือสิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทำ ก็แนะนำหรือบรรยายให้ซาบซึ้งในคุณค่ามองเห็นความสำคัญที่จะต้องฝึกฝนบำเพ็ญจนใจยอมรับ อยากลงมือทำ หรือนำไปปฏิบัติ ข้อนี้ ช่วยปลดเปลื้องความประมาท



(๓) สมุตเตชนา เร้าใจให้อาจหาญ แกล้วกล้า คือปลุกเร้าใจให้กระตือรือร้นเกิดความอุตสาหะมีกำลังใจแข็งขัน มั่นใจที่จะทำให้สำเร็จลงได้ ไม่หวั่นระย่อ ไม่กลัวเหนื่อย ไม่กลัวยาก ข้อนี้ ช่วยปลดเปลื้องความเกียจคร้าน
(๔) สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง คือบำรุงจิตใจให้แช่มชื่นเบิกบาน โดยชี้ให้เห็นผลดีหรือคุณประโยชน์ที่จะได้รับและทางที่จะก้าวหน้าบรรลุผลสำเร็จยิ่งขึ้นไป ทำให้ผู้ฟังมีความหวังและร่าเริงเบิกบานใจ หรือเป็นการทำบรรยากาศให้สนุก สดชื่นแจ่มใส เบิกบานใจ ทำให้ผู้ฟังมองเห็นผลดีและทางสำเร็จ ข้อนี้ช่วยให้การปฏิบัติสัมฤทธิ์ผล
๙. รูปแบบที่ทรงใช้ในการสอน มีหลายรูปแบบ เช่น แบบธรรมสากัจฉา คือการสนทนาธรรม แบบบรรยาย แบบตอบปัญหา ทรงรู้จักใช้อุปกรณ์การสอนที่อยู่ใกล้ตัว เช่น สอนชาวนาก็ทรงยกตัวอย่างเรื่องนาขึ้นมา สอนชฎิลที่บูชาไฟ พระองค์ก็ทรงยกเรื่องไฟมาสอน เป็นต้น บางครั้งก็ทรงยกนิทาน อุทาหรณ์ อุปมาอุปมัย หรือการใช้ภาษาเล่นคำ การปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง มาเป็นอุปกรณ์ในการสอน ทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายขึ้น บางทีพระองค์ก็ใช้ของจริงเป็นอุปกรณ์การสอน เช่น พาภิกษุผู้มีความกำหนัด หลงใหลในรูปร่าง ไปดูซากศพของนางสิริมาเป็นต้น


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 16:04:31 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 6

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



รูปแบบที่ทรงใช้ในการสอนเช่น
- อุปสินนกถา เป็นการนั่งสนทนา ค่อยๆ เสริมสร้างแนวความคิด ความเห็นไปตามลำดับ ตามสมควรแก่ฐานะของผู้ฟัง
- ธรรมกถา เป็นพระพุทธดำรัสสั้น ๆ ง่ายต่อการเข้าใจ ในกรณีที่ผู้ฟังพร้อมที่จะฟัง คนที่พิจารณาตามที่ทรงแสดงสั้นๆ ก็สามารถเข้าใจและบรรลุมรรคผลได้
- โอวาท ทรงประทานเป็นรูปโอวาทสั้น ๆ ตามปกติแล้วจะทรงประทานแก่พุทธบริษัทเพื่อจะประกาศธรรม เช่น โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นต้น
-อนุศาสนี เป็นคำสอนในลักษณะซ้ำ ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทรงย้ำเตือนอย่างต่อเนื่อง มักจะสอนแก่พุทธบริษัทที่เป็นนักบวช เช่น เรื่องความไม่ประมาท ความเพียร เป็นต้น



- ธรรมสากัจฉา คือ การสนทนาธรรม บางครั้งเป็นทำนองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน บางครั้งมาในรูปของคำถามและให้ผู้ฟังตอบ ทรงรับรองความเห็นของเขา หรือเพิ่มเติม ปรับปรุงบ้าง บางทีก็ทรงปฏิเสธ สุดแล้วแต่ความสมควรในแต่ละกรณี
- ธรรมเทศนา คือการเทศน์หรือการแสดง เป็นลักษณะการชี้บอกเหตุผลในเรื่องนั้นๆ ข้อความส่วนมากมักจะค่อนข้างยาว เช่น พระสูตรในพระสุตตันตปิฏก เป็นต้น
๑๐.ทรงสอนมุ่งเนื้อหา มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่สอนเป็นสำคัญ ไม่กระทบตนและผู้อื่น ไม่มุ่งยกตน ไม่มุ่งเสียดสีใคร ๆ ในสมัยพุทธกาล แม้เมื่อมีผู้มาทูลถามเรื่องคำสอนของเจ้าลัทธิต่าง ๆ ว่าของคนใดผิดคนใดถูก พระองค์ก็จะไม่ทรงตัดสิน แต่จะทรงแสดงหลักธรรมให้เขาฟัง คือให้เขาคิดพิจารณาตัดสินเอาด้วยตนเอง แม้เมื่อแสดงธรรมตามปกติในที่ประชุมสาวก ก็ไม่ทรงยกยอ และไม่ทรงรุกรานที่ประชุม ทรงชี้แจงให้รู้เข้าใจชัดเจนไปตามธรรม


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 16:06:38 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 7

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



๑๐.ทรงสอนโดยเคารพ คือ ตั้งใจสอน ทำจริง ด้วยความรู้สึกว่า เป็นสิ่งมีค่า มองเห็นความสำคัญของผู้เรียน และงานสั่งสอนนั้นไม่ใช่สักว่าทำ หรือเห็นผู้เรียนโง่เขลา หรือเห็นเป็นชั้นต่ำ ๆ อย่างพระพุทธจริยาที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ตถาคตจะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมแสดงโดยเคารพ ไม่แสดงโดยไม่เคารพ ถ้าแม้จะแสดงแก่ภิกษุณี แก่อุบาสกอุบาสิกา แก่ปุถุชนทั้งหลาย โดยที่สุดแม้แก่คนขอทานและพรานนกก็ย่อมแสดงโดยเคารพหาแสดงโดยขาดความเคารพไม่”



๑๒. ภาษาที่ทรงใช้ในการสอน ทรงใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นภาษาที่ผู้ฟังใช้พูดกัน หรือบางทีก็ทรงใช้คำเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ทรงใช้ในความหมายใหม่ เช่น คำว่าบูชายัญ หรือไหว้ทิศ เป็นต้น ซึ่งเป็นคำที่มีใช้กันอยู่แล้ว แต่ความหมายไม่ถูกต้อง พระองค์ก็ทรงนำมาใช้ แต่ปรับความหมายเสียใหม่ ให้ตรงตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ทรงใช้ภาษาสุภาพ นุ่มนวล ไม่หยาบคาย ชวนให้สบายใจ สละสลวย เข้าใจง่าย อย่างที่ว่า “พระสมณโคดมมีพระดำรัสไพเราะ รู้จักตรัสถามยังผู้ฟังให้เข้าใจเนื้อหาความได้ชัดแจ้ง”
๑๓. ส่วนที่เกี่ยวกับผู้ฟัง พระองค์ก็จะทรงเลือกสอนตามภูมิปัญญาของผู้ฟัง มีความยืดหยุ่นในการสอน มีทรงมีพุทธวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีการให้รางวัลคนทำดี และลงโทษผู้กระทำผิด เป็นต้น
๑๔. ทรงสร้างบรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปร่ง เพลิดเพลิน ไม่ให้ตึงเครียด ไม่ให้ผู้รับการสอนเกิดความอึดอัดใจ และให้เกียรติแก่ผู้รับการสอน ให้เขามีความภูมิใจในตัวเอง เช่นทรงนำเรื่องที่ผู้รับการสอนมีความรู้ มีความเข้าใจอย่างดีแล้ว มาเป็นหัวข้อในการสนทนาธรรม แล้วพระองค์ค่อยๆ ชี้แจงหลักการที่ถูกต้องทางพระพุทธศาสนาให้เขาเข้าใจ และยอมรับอย่างเต็มใจจริงๆ


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 16:09:31 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 8

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการในการสอนธรรม



๑๕. ทรงสอนโดยให้ผู้เรียนลงมือกระทำด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจชัดเจน แม่นยำและได้ผลจริง เช่น ทรงสอนพระจูฬปัณถกผู้โง่เขลาด้วยการให้นำผ้าขาวไปลูบคลำ เป็นต้น
๑๖. ทรงสอนแบบมีส่วนร่วม การสอนดำเนินไปในรูปที่ให้รู้สึกว่าผู้เรียนกับผู้สอนมีบทบาทร่วมกัน ในการแสวงหาความจริง ให้มีการแสดงความคิดเห็น โต้ตอบเสรี หลักนี้เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นประจำ และมักมาในรูปการถามตอบ ซึ่งอาจแยกลักษณะการสอนแบบนี้ได้ คือ
ก) ล่อให้ผู้รับการสอนแสดงความคิดเห็นของตนออกมา ชี้ข้อคิดให้แก่เขา ส่งเสริมให้เขาคิด และให้ผู้รับการสอนเป็นผู้วินิจฉัยความรู้นั้นเอง ผู้สอนเป็นเพียงผู้นำชี้ช่องทางเข้าสู่ความรู้
ข) มีการแสดงความคิดเห็น โต้ตอบอย่างเสรี แต่มุ่งหาความรู้ไม่ใช่มุ่งแสดงภูมิ หรือข่มกัน



๑๗. ทรงเอาพระทัยใส่บุคคลที่ควรได้รับความสนใจพิเศษเป็นราย ๆ ไป ตามควรแก่กาละเทศะและเหตุการณ์ เช่น ชาวนาคนหนึ่งตั้งใจไว้แต่กลางคืนว่าจะไปฟังพุทธเทศนา บังเอิญวัวหาย ไปตามได้แล้วรีบมาแต่กว่าจะได้ช้าก็มาก คิดว่าทันฟังท้ายหน่อยก็ยังดี ไปถึงวัดปรากฏว่าพระพุทธเจ้ายังทรงประทับรออยู่นิ่ง ๆ ไม่เริ่มแสดง ยิ่งกว่านั้นยังให้จัดอาหารให้เขารับประทานจนอิ่มสบาย แล้วจึงทรงเริ่มแสดงธรรม หรือเรื่องเด็กหญิงชาวบ้านลูกช่างหูกคนหนึ่งอยากฟังธรรม แต่มีงานม้วนกรอด้ายเร่งอยู่ เมื่อทำเสร็จจึงเดินจากบ้านเอาม้วนด้ายไปส่งบิดาที่โรง ผ่านโรงธรรมก็แวะหน่อยหนึ่ง นั่งอยู่แถวหลังสุดของที่ประชุม พระพุทธองค์ก็ยังทรงหันไปเอาพระทัยใส่ รับสั่งให้เข้าไปนั่งใกล้ ๆ ทักทายปราศรัย และสนทนาให้เกียรติให้เด็กนั้นพูดแสดงความเห็นในที่ประชุมและทรงเทศนาให้เด็กนั้นได้รับประโยชน์จากการมาฟังธรรม
๑๘. ทรงมีการบริหารเวลาอย่างเป็นระบบ พระพุทธเจ้าทรงมีการบริหารเวลาอย่างเป็นระบบ ทรงเป็นกาลัญญู คือรู้จักกาลเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสามารถศึกษาได้จากพุทธกิจ คือ กิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ หรือการงานที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ ซึ่งเป็นพุทธกิจประจำวัน โดยทรงใช้หลักการบริหารเวลาในแต่ละวัน ออกเป็น ๕ ช่วงดังนี้ เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต เวลาเย็นทรงแสดงธรรม เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ เวลาเที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา เวลาจวนสว่างทรงตรวจพิจารณาสัตว์ทีจะเสด็จไปโปรดในวันรุ่งขึ้น ด้วยพระพุทธลักษณะด้านกาลัญญูนี้ จึงทำให้การเผยแผ่ทรงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี


วิชาหลักธรรมในการเผยแผ่และวาทศิลป์...มหามกุฏราชวิทยาลัย..


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 16:30:08 น.] ( IP = 58.8.36.6 : : )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาค่ะ
พระพุทธองค์ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
พระเมตตาธิคุณ
และพระปัญญาธิคุณอย่างมากมาย

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 ก.ย. 2549 , 22:06:33 น.] ( IP = 221.128.88.8 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org