
สังขาตธรรม เป็นธรรมมีบังเกิดขึ้นกับบุคคลที่หมดจากกิเลสพ้นจากอาสวะข้ามพ้นสัญโยชน์
อยู่จบพรหมจรรย์
พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น มีธรรมอันนับแล้ว คือ มีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันพินิจแล้ว มี
ธรรมอันพิจารณาแล้ว มีธรรมอันเป็นแจ้งแล้ว มีธรรมอันแจ่มแจ้งแล้ว คือ มีธรรมอันนับแล้วว่า
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็น
ปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับ
ไปเป็นธรรมดา. อนึ่ง ขันธ์ ธาตุ อายตนะ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ
อันพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นนับพร้อมแล้ว. อนึ่ง พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ตั้งอยู่แล้ว
ในที่สุดแห่งขันธ์ ในที่สุดแห่งธาตุ ในที่สุดแห่งอายตนะ ในที่สุดแห่งคติ ในที่สุดแห่งอุปบัติ
ในที่สุดแห่งปฏิสนธิ ในที่สุดแห่งภพ ในที่สุดแห่งสงสาร ในที่สุดแห่งวัฏฏะ ตั้งอยู่ในภพ
อันมีในที่สุดตั้งอยู่ในอัตภาพอันมีในที่สุด เป็นพระอรหันต์ผู้ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด
.
ภพและอัตภาพ คือ ความเกิด ความตายและสงสารนี้
ของพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นมีเป็นครั้งสุดท้าย ท่านไม่มี
การเกิดในภพใหม่อีก.
เหตุนั้น พระอรหันตขีณาสพ ท่านจึงกล่าวว่า มีสังขาตธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด ผู้มีสังขาตธรรม.
สังขตธรรมคือธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นธรรมชาติ จิต เจตสิก รูป
จึงมีคำถามว่าพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่มีสังขตธรรมคือธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งหรือไม่
กล่าวได้ว่ามีอยู่ คือมีธรรมชาติ จิต เจตสิก รูป
คำถามต่อไปว่าแล้วพระอรหันต์มีธรรมที่เรียกว่าสังขาตธรรมนั้น
ความต่างเกิดจากอะไร ตอบได้ว่า
พระอรหันต์มีธรรมที่เรียกว่าสังขาตธรรมนั้น คือมีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันพินิจแล้ว มี
ธรรมอันพิจารณาแล้ว มีธรรมอันเป็นแจ้งแล้ว มีธรรมอันแจ่มแจ้งแล้ว
สังขาตธรรมเป็นประหนึ่งคำขยายความลักษณะคุณสมบัติของพระอรหันต์นั่นเอง