มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระจูฬปันถกเถระ (๒)





เรื่อง พระจูฬปันถกเถระ (๒)


ตอนที่ ๑

อุฏฺฐาเนนปฺปมาเทน สญฺญเมน ทเมน จ
ทีปํ กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกีรติ

ผู้มีปัญญา พึงทำที่พึ่งที่ห้วงน้ำท่วมทับไม่ได้
ด้วยความหมั่น ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความระวัง และด้วยความฝึก



ในขณะเดียวกัน ที่ในเรือนหมอชีวกโกมารภัจ หมอชีวกได้น้อมน้ำทักษิโณทกเข้าไปถวายพระทศพล พระศาสดาทรงปิดบาตรด้วยพระหัตถ์ ตรัสว่า “ชีวก ภิกษุในวิหาร ยังมีอยู่มิใช่?”

พระมหาปันถกกราบทูลว่า “ในวิหาร ภิกษุไม่มี มิใช่หรือ?พระเจ้าข้า”
พระศาสดา ตรัสว่า “มี ชีวก”
หมอชีวกส่งบุรุษไปด้วยสั่งว่า “ ถ้ากระนั้น เธอจงไป จงรู้ว่าภิกษุในวิหารมีหรือไม่มี”

ในขณะนั้น พระจูฬปันถกคิดว่า “พี่ชายของเราพูดว่า ‘ภิกษุในวิหารไม่มี’ เราจักประกาศความที่ภิกษุในวิหารมีแก่พี่ชายของเรา เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงนิรมิตให้อัมพวันทั้งสิ้นเต็มด้วยภิกษุ ให้ภิกษุบางพวกเย็บจีวร บางพวกย้อมจีวร บางพวกทำการสาธยาย

บุรุษที่ถูกส่งมานั้นเห็นภิกษุเป็นอันมากในวิหาร จึงกลับมาบอกแก่หมอชีวกว่า “อัมพวันทั้งสิ้น เต็มด้วยภิกษุทั้งหลาย”

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกับบุรุษนั้นว่า “เธอจงไปวิหาร บอกว่า พระศาสดารับสั่งหาพระชื่อจูฬปันถก”

เมื่อบุรุษนั้นไปบอกตามรับสั่งแล้ว ภิกษุทั้งพันรูปก็ขานว่า “ข้าพเจ้าชื่อจูฬปันถก ข้าพเจ้าชื่อจูฬปันถก”

บุรุษนั้นจึงกลับไปกราบทูลอีกว่า “พระพุทธเจ้าข้า ได้ยินว่า ภิกษุทุกรูปชื่อจูฬปันถกทั้งนั้น”

พระศาสดาตรัสว่า “ถ้ากระนั้น เธอจงกลับไป ถ้ารูปใดเอ่ยก่อนว่า ‘ข้าพเจ้าชื่อจูฬปันถก’ ก็จงจับมือรูปนั้นไว้ รูปที่เหลือจักหายไป”

บุรุษผู้นั้นได้ทำตามรับสั่งแล้ว ภิกษุประมาณพันรูปก็หายไปทันที เหลือเพียงพระจูฬปันถกเถระซึ่งมาพร้อมกับบุรุษนั้น

โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 08:54:17 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาตรัสเรียกหมอชีวกมารับสั่งว่า “เธอจงรับบาตรของจูฬปันถกเถิด จูฬปันถกนี้จักทำอนุโมทนาแก่เธอ” หมอชีวกได้ทำอย่างนั้นแล้ว พระจูฬปันถกเถระบันลือสีหนาท ดุจสีหะที่กำลังคะนองได้ทำอนุโมทนา และยังพระไตรปิฎกให้ปรากฏแล้ว

พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จไปสู่วิหาร เมื่อภิกษุทั้งหลายแสดงวัตรแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ ทรงยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานสุคโตวาท ตรัสบอกกัมมัฏฐานแก่ภิกษุสงฆ์ เมื่อทรงส่งภิกษุสงฆ์ไปแล้วก็เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฏี

ครั้นในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันอยู่ปรารภถึงเรื่องพระคุณของพระศาสดาว่า “ท่านผู้มีอายุ พระมหาปันถกไม่ทราบอัธยาศัยของพระจูฬปันถก จึงไม่สามารถจะให้เรียนคาถาบทเดียวโดย ๔ เดือนได้ ไล่ออกจากวิหารด้วยเข้าใจว่า ‘พระรูปนี้โง่’ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานพระอรหัตกับทั้งปฏิสัมภิทา ในระหว่างฉันอาหารมื้อเดียวเท่านั้น เพราะพระองค์เป็นพระธรรมราชาที่หาผู้ทัดเทียมมิได้ พระไตรปิฎกก็มาพร้อมกับปฏิสัมภิทานั่นทีเดียว ช่างน่าชม! ชื่อว่า กำลังของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีมาก"

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่องราวนี้ในโรงธรรมแล้ว จึงเสด็จลุกจากพุทธไสยา ทรงนุ่งผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมดีแล้ว ทรงรัดประคดเอวดุจสายฟ้า ทรงห่มจีวรมหาบังสุกุล ได้ขนาดสุคตประมาณ ปานผ้ารัตตกัมพล เสด็จออกจากพระคันธกุฏีอันมีกลิ่นหอมตลบ ไปยังโรงธรรม ด้วยความงามแห่งพระอากัปกิริยาที่ทรงย่างไปแล้ว ดุจพระยาคชสารตัวซับมันและดุจสีหะด้วยพระพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ เสด็จขึ้นบวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ในท่ามกลางแห่งโรงกลม ซึ่งประดับแล้ว ประทับนั่งที่กลางอาสนะ ทรงเปล่งพระพุทธรังสีมีพรรณะ ๖ ประการ เปรียบปานเทพดาผู้วิเศษ บันดาลท้องมหาสมุทรให้กระเพื่อมอยู่ ประดุจสุริโยทัยทอแสงอ่อนๆ เหนือยอดเขายุคันธรฉะนั้น แลเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอเสด็จมาถึง ภิกษุสงฆ์ก็หยุดสนทนากัน

โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 08:57:25 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2

พระศาสดาทรงพิจารณาดูบริษัท ด้วยพระหฤทัยอันอ่อนโยน ทรงรำพึงว่า “บริษัทนี้งามยิ่งนัก การคะนองมือก็ดี คะนองเท้าก็ดี เสียงไอก็ดี เสียงจามก็ดี แม้ของภิกษุรูปหนึ่ง ย่อมไม่มี ภิกษุเหล่านี้แม้ทั้งหมด มีความเคารพด้วยพุทธคารวะ อันเดชแห่งพระพุทธเจ้าคุกคามแล้ว เมื่อเรานั่งเฉยเสีย ไม่พูดแม้ตลอดชั่วอายุ ก็รูปไหนๆ จักหายกเรื่องขึ้นพูดก่อนไม่ ชื่อว่าธรรมเนียมของการยกเรื่องขึ้น เราควรรู้ เราเองจักพูดขึ้นก่อน”

แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะดุจเสียงพรหมถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรเล่า? ก็แลเรื่องอะไรที่พวกเธอหยุดค้างไว้ในระหว่าง?”

เมื่อพวกภิกษุนั้นกราบทูลว่า “เรื่องพระจูฬปันถก”

จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย จูฬปันถกหาได้เป็นผู้โง่แต่ในบัดนี้เท่านั้นไม่ แม้ในกาลก่อน ก็เป็นผู้โง่แล้วเหมือนกัน อนึ่ง เราเป็นที่พำนักอาศัยของเธอเฉพาะในบัดนี้อย่างเดียวหามิได้ ถึงในกาลก่อน ก็ได้เป็นที่พำนักอาศัยแล้วเหมือนกัน และในกาลก่อน เราได้ทำจูฬปันถกนี้ให้เป็นเจ้าของแห่งโลกิยทรัพย์แล้ว บัดนี้ ได้ทำให้เป็นเจ้าของแห่งโลกุตรทรัพย์”

ในอดีตกาล มาณพชาวพระนครพาราณสีคนหนึ่ง ไปยังกรุงตักกสิลาแล้ว เป็นธัมมันเตวาสิกของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เพื่อประสงค์เรียนศิลปะ ได้เป็นผู้อุปการะอาจารย์อย่างยิ่งในระหว่างมาณพ ๕๐๐ ทำกิจทุกอย่าง มีนวดเท้าเป็นต้น แต่เพราะเป็นคนโง่ จึงไม่สามารถจะเรียนอะไรๆ ได้ อาจารย์แม้พยายามด้วยคิดเห็นว่า “ศิษย์คนนี้มีอุปการะแก่เรามาก จักให้เขาศึกษาให้ได้” ก็ไม่สามารถให้ศึกษาอะไรๆ ได้ เขาเรียนอยู่นานแต่แม้คาถาเดียวก็ไม่สามารถจะเรียนให้จำได้ จึงเกิดนึกระอา เลยไปลาอาจารย์เพื่อกลับบ้าน

อาจารย์คิดว่า “ศิษย์คนนี้อุปการะเรา เราก็หวังความเป็นบัณฑิตแก่เขาอยู่ แต่ไม่สามารถจะทำความเป็นบัณฑิตนั้นได้ จำเป็นที่เราจะต้องทำอุปการะตอบแก่ศิษย์คนนี้ให้ได้ จักผูกมนต์ให้เขาสักบทหนึ่ง”

โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 08:57:58 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

อาจารย์ได้นำเขาไปสู่ป่า ผูกมนต์นี้ว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กึการณา ฆเฏสิ? อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ ท่านเพียรไปเถิด เพียรไปเถิด เพราะเหตุไร?ท่านจึงเพียร ซึ่งเราก็รู้เหตุนั้นอยู่ รู้อยู่” เมื่อผูกมนต์ดังนี้แล้ว ให้เขาเรียนทบทวนกลับไปกลับมาหลายร้อยครั้งแล้วถามว่า “เธอจำได้หรือ?” เมื่อเขาตอบว่า “จำได้ขอรับ”

อาจารย์ชี้แจงว่า “ธรรมดาศิลปะที่คนโง่ทำความพยายามทำให้คล่องแล้ว ย่อมไม่เลือน” แล้วให้เสบียงพลาง สั่งว่า “เธอจงไป และอาศัยมนต์นี้เลี้ยงชีพเถิด แต่เพื่อประโยชน์จะไม่ให้มนต์เลือนไป เธอพึงทำการสาธยายมนต์นั้นเป็นนิตย์” เมื่อกำชับดังนี้แล้ว ก็ส่งเขาออกเดินทางไป

ครั้นในเวลาเขาถึงพระนครพาราณสี มารดาได้ทำสักการะใหญ่ ด้วยดีใจว่า “บุตรของเราศึกษาศิลปะกลับมาแล้ว”

ในกาลนั้นพระเจ้าแผ่นดินคิดจะตรวจความเป็นไปของราษฎร ทรงพิจารณาว่า “โทษบางประการ ในเพราะกรรมทั้งหลาย มีกายกรรมเป็นต้นของเรา มีอยู่หรือหนอ?”

เมื่อไม่ทรงเห็นกรรมอะไรๆ อันไม่เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ ก็ทรงดำริว่า “ธรรมดาโทษของตนหาปรากฏแก่ตนไม่ ย่อมปรากฏแก่คนเหล่าอื่น เราจักไปดูความเป็นไปของพวกชาวเมืองที่มีต่อเรา”

ดังนั้น จึงทรงปลอมตัวเสด็จออกไปในเวลาเย็น เพราะทรงดำริว่า “ธรรมดาการสนทนาปราศรัยของพวกมนุษย์ผู้นั่งบริโภคอาหารในเวลาเย็นย่อมมีประการต่างๆ กัน ถ้าเราครองราชย์โดยอธรรม ชนทั้งหลายคงจะพูดกันว่า ‘พวกเราถูกพระเจ้าแผ่นดินผู้ไม่ตั้งอยู่โดยธรรม ผู้ชั่วช้า เบียดเบียนด้วยสินไหม และพลีเป็นต้น’ ถ้าเราครองราชย์โดยธรรม ชนทั้งหลายก็จักกล่าวคำเป็นต้นว่า ‘ขอพระเจ้าอยู่หัวของเราทั้งหลาย จงทรงพระชนมายุยืนเถิด’ แล้วก็สรรเสริญคุณของเรา”

โดย TaRaดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 08:58:25 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4

ในขณะนั้น พวกโจรผู้หากินทางขุดอุโมงค์ กำลังขุดอุโมงค์ในระหว่างเรือน ๒ หลัง เพื่อต้องการเข้าเรือนทั้งสองโดยอุโมงค์เดียวกัน พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวกมันแล้วได้ทรงแอบซุ่มอยู่ในเงาเรือน

ในเวลาที่พวกมันขุดอุโมงค์เข้าเรือนได้แล้วกำลังตรวจดูสิ่งของ มาณพได้ตื่นขึ้นแล้วก็สาธยายมนต์นั้นว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ, กึการณา ฆเฏสิ? อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ”

โจรเหล่านั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็ตกใจกลัวทิ้งแม้ผ้าที่ตนนุ่งเสีย หนีไปโดยซึ่งๆ หน้าทีเดียว ด้วยบอกกันว่า “เจ้าคนนี้คงรู้จักพวกเราเป็นแน่ มันจักทำให้พวกเราฉิบหายเสียบัดนี้แล้ว”

พระราชาทอดพระเนตรเห็นโจรเหล่านั้นกำลังหนีไป ทั้งได้ทรงสดับเสียงมาณพสาธยายมนต์ และเมื่อทรงทราบความรู้สึก ของพวกชาวเมืองได้แล้ว จึงเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์

พอเช้าตรู่ ก็รับสั่งเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาเฝ้าแล้วตรัสว่า “พวกโจรขุดอุโมงค์ในเรือนหลังหนึ่ง ในเรือนหลังนั้น มีมาณพเรียนศิลปะมาแต่เมืองตักกศิลาคนหนึ่ง เธอจงไปนำเขามา”

เมื่อมาณพถูกนำตัวมาแล้วพระราชาตรัสถามว่า “ท่านเป็นผู้เรียนศิลปะมาจากเมืองตักกสิลาหรือ?”
มาณพกราบทูลว่า" พระเจ้าข้า พระอาชญาไม่พ้นเกล้า"

พระราชา" ให้ศิลปะแก่ฉันบ้างเถิด "
มาณพ "ได้พระเจ้าข้า ขอพระองค์ประทับบนอาสนะที่เสมอกันแล้วเรียนเถิด"

พระราชาทรงเรียนมนต์นั้นกับเขาแล้ว ได้พระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง ด้วยพระดำรัสว่า “นี้เป็นส่วนบูชาอาจารย์ของท่าน”

โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 08:59:16 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

ในกาลนั้นเสนาบดีถามนายภูษามาลาของพระเจ้าแผ่นดินว่า “จะแต่งพระมัสสุของในหลวง เมื่อไร?”
นายภูษามาลา "พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้แหละ"

เสนาบดีนั้นเสนอให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่เขาแล้ว พูดว่า “ข้ามีกิจอยู่อย่างหนึ่ง”
นายภูษามาลาถามว่า “กิจอะไร?”

เสนาบดีบอกว่า “เจ้าต้องทำเป็นเหมือนจะทำการแต่งพระมัสสุของพระองค์ แล้วสบัดมีดโกนอันคมกริบตัดก้านพระศอเสีย เราจักให้เจ้าเป็นเสนาบดี ส่วนข้าจักเป็นพระเจ้าแผ่นดิน”
นายภูษามาลารับว่า “ได้”

ในวันที่แต่งมัสสุถวาย เขาเอาน้ำหอมสระสรงพระมัสสุให้เปียก สบัดมีดโกน จับที่ชายพระนลาตคิดว่า “มีดโกนมีคมร่อยไปเสียหน่อย เราควรตัดก้านพระศอโดยฉับเดียวเท่านั้น” ดังนี้แล้ว จึงยืนส่วนข้างหนึ่ง สบัดมีดโกนอีกครั้ง

ในขณะนั้น พระราชาทรงระลึกถึงมนต์ของพระองค์ได้ เมื่อจะทรงทำการสาธยาย ตรัสว่า “ฆเฏสิ ฆเฏสิ, กึการณา ฆเฏสิ? อหํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ”

เหงื่อได้ไหลโซมจากหน้าผากของนายภูษามาลาแล้วเพราะเขาเข้าใจว่า “พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบเรื่องแล้ว” ด้วยความกลัวจึงโยนมีดโกนเสียที่แผ่นดินแล้วหมอบกราบลงแทบพระบาท

โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 09:00:48 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6

ธรรมดาพระราชาทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาด จึงตรัสกับเขาว่า “เฮ้ย! อ้ายภูษามาลาใจร้าย เจ้าเข้าใจว่า พระเจ้าแผ่นดินไม่รู้หรือ?”
นายภูษามาลา "ขอพระองค์ โปรดพระราชทานอภัยแก่ข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า"

พระราชา "ช่างเถอะ อย่ากลัวเลย บอกมาเถิด "
นายภูษามาลา "พระเจ้าข้า เสนาบดีเสนอให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ข้าพระองค์ บอกให้ทำทีเป็นแต่งพระมัสสุของพระองค์แล้วตัดก้านพระศอเสีย เมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว เสนาบดีจักเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วให้ข้าพระองค์ให้เป็นเสนาบดี”

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงดำริว่า “เราได้ชีวิตเพราะอาศัยอาจารย์”

จึงดำรัสสั่งให้เสนาบดีมาเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า “เสนาบดีผู้เจริญ มีอะไรบ้างที่เธอไม่ได้จากสำนักของฉัน บัดนี้ ฉันไม่อาจจะดูแลเธอได้ เธอจงออกไปจากแคว้นของฉัน”

เมื่อรับสั่งให้เนรเทศเสนาบดีออกจากแว่นแคว้นแล้ว ก็รับสั่งให้มาณพผู้อาจารย์มาเฝ้า แล้วตรัสว่า “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้ชีวิตเพราะอาศัยท่าน” จากนั้นทรงทำสักการะใหญ่ ได้พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่อาจารย์นั้นแล้ว

พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน จูฬปันถกก็โง่อย่างนี้เหมือนกัน แม้ในกาลนั้น เราผู้เป็นอาจารย์ก็ได้เป็นที่พึ่งพำนักของเธอ ยังเธอให้ตั้งอยู่ในโลกิยทรัพย์แล้ว


(ตัดความมาจากคาถาธรรมบท)


โดย TaRaดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 09:01:22 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7

…อนุโมทนาสาธุค่ะ...

โดย น้องฟู (suthada.t) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 12:01:08 น.] ( IP = 202.6.107.60 : : 172.16.249.222 )


  สลักธรรม 8

ขอบคุณมากและอนุโมทนาด้วยค่ะ ที่นำเรื่องดีๆ มาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ก.ย. 2549 , 22:08:34 น.] ( IP = 58.8.47.31 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org