มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร ตอน ๒




ปาฐกถา เรื่อง
ธรรมะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร โดย
ศาสตราจารย์ ยศ บุนนาค อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์
แสดงที่ศาลาโรงธรรม โพธิ์ลังกา วัดพระเชตุพนฯ พระนคร
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ กรกฎคม ๒๕๑๐


ตอนที่ (๑) อ่านที่นี่

นอกจากหลักการตรงกันแล้ว ยังมีธรรมะข้ออื่นอีกหลายข้อที่เป็นธรรมะข้อใหญ่ๆ ตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์ใช้อยู่ทุกวันนี้ เช่นในเรื่องลักษณะของพระธรรมทั่วๆไป ลักษณะ ๓ ประการ คือ

ประการที่หนึ่ง ท่านได้แสดงธรรมเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ไม่อำพราง

ประการที่สอง ประกอบด้วยเหตุผลซึ่งผู้ฟังสามารถพิจารณาเองได้

ประการที่สาม มีปาฏิหาริย์ คือเกิดผลอัศจรรย์ที่ผู้ปฏิบัติตามจะได้รับ

อันนี้เป็นหลักการของทฤษฎี กฎเกณฑ์การศึกษาการวิเคราะห์วิจัย ทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน คือวิทยาศาสตร์จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทฤษฎีนั้นๆ จะต้องเป็นการสามารถเพิ่มพูนความรู้ คนที่ศึกษาทางวิทยาศาสตร์จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่าเป็นอย่างนั้นเสมอไป แล้วก็ประกอบด้วยเหตุผล เหตุผลนั้นก็เป็นไปตามหลลักการของวิทยาศาสตร์ซึ่งผู้รับไปพิจารณาเองได้ และอย่างที่สามก็คือเกิดผลแก่ผู้ที่ปฏิบัติตาม ผู้ที่ปฏิบัติตามอย่างนั้นแล้วจะเกิดผลเช่นเดียวกันอย่างแน่นอนลักษณะทั่วๆไป ของพระธรรมกับของวิทยาศาสตร์จึงตรงกันอย่างไม่มีคลาดเคลื่อนเลย

พูดถึงพระธรรมโดยทั่วไปแล้ว พระธรรมก็เหมือนกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังมีลักษณะทั่วไปที่ตรงกันอีกอันหนึ่งก็คือ ถ้าเป็นทฤษฎีเป็นกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว..ย่อมทนต่อการพิสูจน์ได้เสมอ ย่อมไม่พ้นการสมัยหรือไม่ประกอบด้วยกาล

นี่ก็ตรงกับลักษณะทั่วไปของพระธรรมเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งที่ผมใคร่จะกล่าวถึง ก็คือ กฎแห่งกรรม

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:17:59 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

กฎแห่งกรรมซึ่งเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง

ทางวิทยาศาสตร์ก็มีเหมือนกัน แต่ช้ากว่าของพุทธศาสนาราว ๒,๐๐๐ ปี.. คือ กฎของเซอร์ ไอเซค นิวตัน (ผมรู้เอาเองว่า ตรงกับกฎแห่งกรรม)

นิวตันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง กฎนี้กล่าวโดยบทสรุปง่ายๆ ได้ดังนี้ ทฤษฎีหรือกฎอันนี้เราใช้กันทั่วไปทางวิทยาศาสตร์

คือ เวลาเรากระทำอะไร ไปอย่างหนึ่งหรือเราใช้พลังงานไปอย่างหนึ่งกับวัตถุสิ่งใด จะมีผลสะท้อนกลับมาในทิศทางที่ตรงกันข้าม ด้วยพลังงานเท่ากับที่เราใช้กระทำไปกับสิ่งนั้น

สมมติว่า เรากระแทกปังหรือทุบปังลงไปที่โต๊ะ ที่เราเอามือทุบโต๊ะปังนี้ ..ตามกฎของนิวตันจะอธิบายได้ว่าขณะเดียวกันกับที่เราใช้กำลัง สมมติว่า ๑๐ ปอนด์ต่อ ๑ ตารางนิ้ว ทุบปังลงไปที่โต๊ะนี่จะมีพลังงานสะท้อนขึ้นมา ๑๐ ปอนด์ต่อตารางนิ้วเท่าที่เราทุบลงไป แต่ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เรากระทำ จึงทำให้มือเราเจ็บ
และจะอธิบายหลักกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนาก็คงจะอธิบายได้กระมังว่า กรรมที่เราทุบโต๊ะ ทำให้มือเรารับกรรมสนองพลอยเจ็บไปด้วยอย่างนี้ เป็นต้น

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:18:58 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 2

ผมเข้าใจว่าตรงกันเพียงแต่ทางวิทยาศาสตร์เห็นได้ง่ายกว่ามาก

เรื่องผลที่ได้รับก็เช่นกัน อาจช้าไป อาจไม่เท่ากัน อย่างเราเอาหัววิ่งเข้าชนกำแพงตามกฎของนิว ตัน จะเท่ากับกำแพงวิ่งเข้าชนหัวเราแรงเช่นกัน

แต่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม ทำให้หัวเราเจ็บบางทีขณะนั้นหัวเราเจ็บไม่เท่าไรหรอกครับ เพียงแต่โน แต่ช้ำ แต่ความกระทบกระเทือนที่เกิดขึ้นภายหลังนั้น อาจมีผลสะท้อนตามมาอีกได้ เช่น โรคประสาทเป็นต้น

อย่างในกฎแห่งกรรมตามหลักพุทธศาสนา บางคนถึงได้บ่นว่าทำดีไม่ได้ดี

คำว่าได้ดีคงหมายความว่า ต้องได้ดีทันทีที่ทำ ต้องตอบสะท้อนเหมือนกับกฎของนิวตันจึงจะเสมอยาก การจะไปได้ดีบ้างบางส่วนตามกาลเวลานั้นชักไม่ชอบใจ.. ในทางวิทยาศาสตร์ก็มีตัวอย่างที่พอเห็นได้ชัดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ....

เรื่องระเบิดเวลา พอเรากดสวิทช์ปั๊บ นั้นแหละเราทำงานแล้วครับ เรากดสวิทช์แล้ว แต่เวลานั้นก็ค่อยๆเคลื่อนไปๆไปจนถึงเวลาที่เราตั้งไว้จึงจะระเบิด ซึ่งอาจจะเป็นวันหนึ่ง หรืออาจจะไม่กี่นาที หรืออาจจะเป็นชั่วโมงๆก็ได้

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:19:28 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 3

ทำไมไม่ได้ผลของกรรมทันที อาจจะมาในรูปอื่นได้หลายอย่าง ทางวิทยาศาสตร์..ก็มาในรูปอื่นได้เหมือนกัน สมมติว่าเราเอาสสารเปลี่ยนเป็นพลังงาน ซึ่งเท่ากับเปลี่ยนมวลเป็นพลังงาน แต่รวมความแล้วก็เหมือนกับหลักของพระพุทธศาสนา... คือกฎแห่งกรรม ผลสะท้อนจึงต้องมีอยู่วันยังค่ำ แต่จะสะท้อนมามากน้อยเมื่อไรเวลาเท่าไร จะต้องมีอยู่เสมอ อันนี้ก็ไปเข้าหลักใหญ่ของวิทยาศาสตร์อีกอันหนึ่ง

คือกฎที่เรียกว่า Law of Conservation of Mass (ลอร์ ออฟ คอนเซอร์เวชั่น ออฟ แมสส์) หมายความว่ามวลของสสารนี่ไม่สูญหายอะไรไปเลย ยังคงที่อยู่เสมอ แต่อาจเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้
กฎอีกอันหนึ่งเขาเรียกว่า Law of Conservation of Energy (ลอร์ ออฟ คอนเซอร์เวชั่น ออฟ เอเนอร์ยี่) หมายความว่าพลังงานจะต้องมีคงที่อยู่เสมอไป ไม่หมดหายไป แต่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:19:51 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 4

แต่เดียวนี้หลักจากไอส์ไตน์ ท่านทั้งหลายคงได้ยินชื่อแล้ว เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักคำนวณชั้นยอดคนหนึ่ง เมื่อปีราวๆ ๒๔๔๘ (ค.ศ.๑๙๐๕) ได้พบความสัมพันธ์ระหว่างกฎ ๒ อันนี้ว่า

... พลังงานกับมวลของสสารเปลี่ยนกลับกลับมาได้ จากพลังงานเป็นสสารก็ได้ จากสสารเป็นพลังงานก็ได้ ทำไมผมเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ผมเพิ่งรู้เมื่อกี้นี่เองแหละครับ จากท่านอาจารย์ บุญมี เมธางกูร ประธานกรรมการอภิธรรมมูลนิธิ .. พระพุทธเจ้าท่านทรงพระดำรัสมาตั้งนานแล้ว ตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้วว่า พลังงานและสสารต่างก็เป็นรูป เมื่อต่างก็เป็นรูปแล้วก็ย่อมเปลี่ยนกันกลับไปกลับมาได้.. มีสมการอยู่อันหนึ่งของนายไอส์ไตน์ คือ พลังงานทั้งหมดเท่ากับน้ำหนักของสสาร คูณด้วยความเร็วของแสงยกกำลังสอง

ถ้าจะเปลี่ยนมวลเป็นพลังงาน สสารหนักหนึ่งกิโล จะได้พลังงานทั้งหมดที่สหรัฐ.สามารถผลิตได้ในหนึ่งปี อะไรก็ได้ครับ หนักหนึ่งกิโลเท่านั้นแหละ

หลังจากนายไอส์ไตน์ค้นพบสมการอันนี้ ๔๐ ปีเศษ จึงได้มีคนพิสูจน์ทดลองได้ในปลายสงครามโลกครั้งที่สองด้วยระเบิดปรมาณูลูกแรก แต่ลองนึกดูซิครับ ห่างกันแค่ ๒,๕๐๐ กว่าปี.. แต่มาตรงกันได้ อันนี้ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ตามแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:20:18 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 5

ธรรมะใหญ่อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่า มีหลักวิทยาศาสตร์ใกล้กันมากก็คือที่เรียกว่า.. สังสารวัฏฏ์ หรือวัฏฏสงสาร ทางวิทยาศาสตร์มีปฏิกิริยาชนิดหนึ่งเรียกว่า.... ปฏิกิริยาลูกโซ่ เช็นรีแอคชั่น (chain reaction) พูดกันง่ายๆ

ขออนุญาตใช้ภาษาธรรมะหน่อยนะครับ คือว่ากรรมอีกอันหนึ่งทำให้เกิดผลอีกอันหนึ่ง แล้วผลของอันนั้นกลับจะไปทำให้เกิดการกระทำอีกอันหนึ่ง

พูดตามภาษาเช็นรีแอคชั่น.. ของนักวิทยาศาสตร์ก็หมายความว่า ปรมาณูหนึ่งถูกยิงด้วยลูกกระสุนปรมาณูอีกอันหนึ่ง ปรมาณูแตกออกไปเป็นอนุภาคเศษของปรมาณู.. อนุภาคที่แยกออกไปสมมติว่าเป็น ๒ อัน

๒ อันนี้มันจะไปกระแทกปรมาณูที่อยู่ใกล้หรือที่อยู่ไกลออกไปหน่อย ทำให้แตกแยกออกไปอีกต่อเนื่องกันไป จาก ๑ เป็น ๒ จาก ๒ เป็น ๔ จาก ๔ เป็น ๘ เหมือนกับปฏิกิริยาที่เกิดในลูกโซ่

การกระทำกับห่วงลูกโซ่ห่วงหนึ่งจะมีผลสะท้อนไปถึงห่วงอื่นๆตลอดสายโซ่ ผลสะท้อนจะเกิดขึ้นเรื่อยไปจนกว่าจะหมดพังงาน

บางครั้งเกิดมากจนกระทั้งไม่สามารถควบคุมได้ ถ้าอันไหนทำให้เกิดในอัตราที่ควบคุมได้แล้ว และค่อยๆปล่อยออกมาแล้ว อันนั้นจะเป็นพลังงานมหาศาลที่มีประโยชน์ในทางสันติมาก อย่างที่เราใช้พลังงานปรมาณูต่างๆในทางสันติหลายอย่างได้ทั้งในทางการแพทย์ การอุตสาหกรรมก็โดยอาศัยเช็นรีแอคชั่นหรือปฏิกิริยาลูกโซ่นี่ ให้อยู่ในระบบที่ต้องการด้วยการพยายามค่อยๆปล่อยให้มันเกิดทีละน้อยๆแล้วเอาผลลพลังงานที่เกิดขึ้นนั้นไปใช้

หลักของการหลุดพ้นของพุทธศาสนาจากวัฏฏสงสารก็เหมือนกับควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ แต่ผมว่าเหนือกว่า เพระว่าการที่จะทำให้หลุดพ้นออกไปจากวัฏฏสงสารได้นั้นปฏิบัติได้ยากมาก

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:20:49 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 6

ทางวิทยาศาสตร์เพียงแต่ควบคุมว่า ให้มันออกมาในปริมาณที่เราต้องการ..ในเมื่อเราต้องการเท่านั้นเอง ไม่ถึงกับหลุดพ้นไป เพราะฉะนั้นจึงเพียงใกล้เคียงกัน แต่ยังอ่อนกว่ากันมาก

ท่านทั้งหลายคงจะทราบมาแล้วว่า ..มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกหลายคนที่มีชื่อเสียงในเรื่องวัฒนาการหรือที่ เรียกว่า อีวอลูชั่น เป็นที่รับรองกันทั่วไปว่า ในโลกนี้ ชีวิตเริ่มต้นจากพลังงาน พลังงานนั้นมารวมกันเข้าก็ก็เกิดเป็นสสาร

สสารหลายๆล้านปีเข้าก็วิวัฒนาการเป็นสัตว์เล็กๆเซลล์เดียว.. จากเซลล์เดียวนั้นก็ค่อยๆวิวัฒนาการเรื่อยๆขึ้นมา ...จนกระทั้งมาถึงมนุษย์... อันเป็นสัตว์อันประเสริฐ แล้วมนุษย์นั้นก็วิวัฒนาการต่อไป (โดยมนุษย์ไม่ค่อยจะรู้ตัวนัก) ตามความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่ควบคุมบีบบังคับ กฎนี้เป็นกฎใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาทีเดียว

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:21:12 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 7

ผมเผอิญไปอ่านเรื่องของฝรั่งคนหนึ่ง ซึ่งสนใจในพุทธศาสนามาก แล้วมาพิจารณาด้วยตนเอง รู้สึกว่าเป็นความเห็นน่าทึ่งมาก เขาบอกว่า...

การที่สัตว์เซลล์เดียวยืดตัวเข้าๆออกๆเคลื่อนที่ไปนั้นเพื่ออะไร ก็เพื่อหาอาหารที่จะไปหล่อเลี้ยงชีวิตของมัน เพื่อความเจริญเติบโต หรือว่าเพื่อการสืบพันธุ์ เพิ่มพวกของมันเองให้มากขึ้น

ครั้นเห็นว่าไม่เหมาะสมก็วิวัฒนาการให้มีครีบหางเป็นปลาขึ้นมา จากปลาหาอาหารลำบาก ก็มามีเท้า มีอะไรเกิดขึ้นกลายเป็นสัตว์บก สัตว์บกยังหาอาหารยากลำบากอีก ยังไม่เหมาะสมอีก ก็มีปีกขึ้นมาเป็นสัตว์บิน สัตว์บินนั้นสู้ศัตรูไม่ได้อีก.. ก็เพิ่มเกราะให้หนาขึ้นๆอีก ทำอย่างนี้เพื่ออะไร ตามหลักวิทยาศาสตร์เห็นว่า.. อันแรกอันเดียวจุดประสงค์ส่วนใหญ่ของการวิวัฒนาหรืออีวอลูชั่นนี่ ..ก็เพื่อความอยาก อยากอะไร อยากอาหาร นักวิทยาศาสตร์เขาว่าอย่างนั้น

ผมก็อยากให้เกียรติคนที่เขาพูดถึงเรื่องนี้สักหน่อย เขาเขียนไว้เลยทีเดียวว่า...

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:21:45 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 8

ความอยากนั้นคือตัวตัณหาของพุทธศาสนานั้นเอง

เพราะฉะนั้น ตัณหานี่เองที่ทำให้เกิดกฎแห่งวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ แล้วก็ถ้าหมดตัณหาเมื่อไร ก็ไม่มีการวิวัฒนาการเมื่อนั้น ผมถึงได้เห็นว่าตัณหานี่ถ้าเราตัดเสียได้เมื่อไร เราก็ไม่ต้องวิวัฒนาการเมื่อนั้น

ทีนี้หลักเกณฑ์ใหญ่ของ ... อีวอลูชั่น...ที่เราคิดว่า คนมาจากลิง หรือแยกสายมาจากลิงอะไรนี่นะครับ มันวิวัฒนาการเพราะอะไร และผมค่อนข้างจะคล้อยตามไปกับนายฝรั่งคนนั้นว่า

มันสืบเนื่องมาจากตัณหาดังในพุทธศาสนามากกว่าจะเกิดขึ้นเอง เพราะว่าความอยากจะยิ่งใหญ่เนื่องจากตัณหาอยากจะกิน อยากจะครองเป็นเจ้าโลกนั่นเอง เลยทำให้ตัวของมันเองวิวัฒนาการเรื่อยๆขึ้นไปจนกระทั้งน้ำหนักก็มากการเคลื่อนไหวก็อุ้ยอ้าย เคยกินเพียงไม่กี่ร้อยกรัม ตัวใหญ่เข้าก็ต้องกินเป็นตัน ตัวใหญ่ขึ้นก็เป็นเป้ามากขึ้น ต้องมีการป้องกันตัวมากขึ้นจึงต้องเพิ่มเกราะให้ตัว เพิ่มร่างกายให้สูงใหญ่ เพิ่มอาวุธอะไรสำคัญๆติดตนให้มากขึ้น ทั้งนี้และทั้งนั้นเกิดมาจากตัณหาของสัตว์เหล่านั้นเอง และที่มนุษย์เรากำลังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารนี้

ผมเห็นว่าเนื่องจากความต้องการ ความอยากทั้งสิ้น อันนี้ก็อีกนั้นแหละผมเห็นว่าตรงกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:22:44 น.] ( IP = 58.8.46.163 : : )


  สลักธรรม 9



เป็นปาฐกถาที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะมาถึงตอนนี้ก็ยิ่งส่งเสริมความลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาที่เหนือกว่าวิชาการทันสมัยทางโลก

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 08:49:45 น.] ( IP = 203.172.117.113 : : )


  สลักธรรม 10


ตัณหานั่นเองที่เป็นตัวการทำให้เกิดวิวัฒนาการต่างๆ
พระพุทธศาสนาสามารถบ่งบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ .....สาธุ...สาธุ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ย. 2549 , 09:17:06 น.] ( IP = 124.121.174.38 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org