มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร ตอน ๓




ปาฐกถา เรื่อง
ธรรมะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร โดย
ศาสตราจารย์ ยศ บุนนาค อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์
แสดงที่ศาลาโรงธรรม โพธิ์ลังกา วัดพระเชตุพนฯ พระนคร
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ กรกฎคม ๒๕๑๐


ตอนที่ (๒) อ่านที่นี่

หลักใหญ่อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าตรงกันมากทีเดียว เรื่องนี้ท่านผู้รู้ทั้งทางแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ได้พุดกันมาตลอดเวลา ก็คือไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนิจจังนี่ ทางแพทย์ได้พูดกันมาตลอดเวลา....

และเมื่อกี้อาจารย์บุญมีก็ได้คุยให้ผมฟังว่า แพทย์หลายคนท่านก็เห็นด้วย แล้วท่านก็มาศึกษาอยู่ที่นี่ ว่าพรรค์นี้ไม่เที่ยง

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:10:26 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ทีนี้ลองมาพิจารณาในแง่..ไม่ใช้ของแพทย์บ้างเรารู้จากแพทย์แล้วว่าร่างกายตั้งแต่เกิดมามีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร ผมเป็นอย่างไร ฟันฟางเป็นอย่างไร เนื้อหนังเหี่ยวย่นเป็นอย่างไร ..เราเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก ภายในวงแพทย์ก็บอกว่า เลือดประกอบด้วยเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาวหลายชนิด

เม็ดโลหิตแดงเปลี่ยนใน ๑๒๐ วันเปลี่ยนใหม่หมดเลย เม็ดโลหิตขาวตั้งแต่วันหนึ่งจนถึง ๑๕ วันก็เปลี่ยนแล้วอย่างผิวหนังทั้งหมดที่เราเห็นนี่ก็ภายใน ๑๗ วัน เปลี่ยนหมดเลย ทั้งตัวหรือกระดูกของเราที่เห็นเป็นของถาวรก็ยังเปลี่ยนอยู่เรื่อย อย่างนี้เป็นความไม่เที่ยง ความที่ต้องผันผวนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งตรงกันกับอนิจจัง

ทีนี้มาฟังในแง่ของนักวิทยาศาสตร์ทางพลังงานปรมาณูบ้าง เราจะเห็นว่า....เรื่องอณูหรือปรมาณูนี่ พระพุทธเจ้าได้ทรงพระดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนในชื่อของไตรลักษณ์ก่อนที่เราจะรู้เรื่องว่า ..สสารนี่มันประกอบด้วยปรมาณูหรืออณูอย่างไรตั้ง ๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว.. ความรู้ทางปรมาณูของเราเพิ่งมีเด่นชัดในรอบศตวรรษนี้เองเท่านั้น

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:11:04 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 2

สำหรับในเรื่องของอนิจจังนี้ ถ้าเรามองลงไปในลักษณะของอนุภาคที่เล็กที่สุดทางวิทยาศาสตร์ที่ยังคงรักษาคุณสมบัติของมันได้ก็คือ ปรมาณู ที่จริงมีอนุภาคเล็กลงไปกว่านั้นอีก เล็กกว่าปรมาณูอีกซึ่งเป็นองค์ประกอบของปรมาณูนั้น คิดอย่างหยาบๆ เราก็ว่ามีอยู่ ๓ อัน

คือ มีอีเลคตรอน มีโปรตรอน มีนิวตรอน และมีแกนเล็กๆเหมือนอย่างกับดวงอาทิตย์ในจักรวาลของดวงอาทิตย์ ซึ่งเราเรียกว่านิวเคลียส ข้างนอกแก่นมีอีเลคตรอนโคจรอยู่ อีเลคตรอนนี้มีน้ำหนักน้อยเท่ากับประมาณ ๑ ส่วนใน ๑,๘๐๐ ส่วนเศษๆของน้ำหนักของโปรตรอน คือหมายความว่า น้ำหนักของปรมาณูทั้งหมด อนุโลมได้ว่ามาจากตัวนิวเคลียส อีเลคตรอนนี้เป็นสารซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ ส่วนโปรตรอนนั้นประจุไฟฟ้าบวกอยู่ในนิวเคลียส ในแกนกลางของมันนี้ยังมีนิวตรอนอีก ซึ่งไม่มีประจุไฟฟ้าเลย แล้วก็ทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่เฉยๆนะครับ เคลื่อนที่หรือหมุนอยู่ตลอดเวลา และเป็นไปอย่างมีระเบียบเสียด้วย

เหมือนอย่างพระจันทร์หรือโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ หมุนอยู่เรื่อยในวงโคจรที่มีระเบียบ นักวิทยาศาสตร์เขารู้เขาพิสูจน์มาแล้ว คุณสมบัติของการรวมตัว การแยกตัวทางเคมี ขึ้นอยู่กับอีเลคตรอนที่อยู่รอบนอกสุดของวงโคจร หัวเข็มหมุนหนึ่งหัวจะมีปรมาณูนับล้านๆปรมาณูทีเดียว แต่ในปรมาณูนี้ ยังมีที่ว่างอีกตั้งแยะ คือนอกจากแกนกลางของมันนี้กับอีเลคตรอนที่วิ่งอยู่รอบๆแล้วยังมีที่ว่างอีกมากทีเดียว มีความว่างคล้ายๆกับไม่มีอะไรเลย มันว่างยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:11:33 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 3

โดยหลักเกณฑ์อันนี้ ว่าคล้ายกับความว่างในสุริยจักรวาลนั่นทีเดียว ถ้าเรามองลึกลงไปอย่างพระพุทธเจ้ามอง แม้แต่ผิวหนัง แม้แต่เซลล์ๆเดียวยังประกอบด้วยปรมาณูหลายล้านปรมาณู และในปรมาณูหนึ่งๆยังมีที่ว่างอยู่อีกมากมาย ถ้าขยายปรมาณูหนึ่งให้เท่ากับลูกฟุตบอล เจ้าตัวแกนกลางที่ผมว่านิวเคลียสนั้น มันจะเท่ากับผงอันหนึ่ง ที่จะต้องส่องด้วยกล้องขยายจึงจะเห็น เราลองคิดดูว่า อ้ายแกนกลางอันนี้มันใหญ่กว่าตัวอีเลคตรอนที่มันวิ่งอยู่ข้างนอกเกือบสองพันเท่า ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นช่องว่างทั้งนั้น ถ้ายิ่งมองให้ลึกซึ้งถึงขนาดนั้น ก็จะยิ่งเห็นความไม่เที่ยงแท้ และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในทัศนะของผมนั้นก็คือว่า …

ทำไมพระพุทธองค์ถึงได้ทรงตรัสรู้เรื่องนี้มาก่อนตั้งหลายพันปี แล้วทำไมพระองค์ถึงได้ทราบว่า ความไม่เที่ยงแท้ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพียงไหน เปลี่ยนแปลงอย่างเราเห็นได้

เปลี่ยนแปลงอย่างแพทย์เห็นได้ เปลี่ยนแปลงจนกระทั้งอย่างนักวิทยาศาสตร์เห็นได้ พิสูจน์ได้ ไม่ได้หยุดนิ่งละครับ วิ่งจี๋เลยทีเดียวอยู่ในนั้น และอ้ายตัวแก่นกลางก็หมุนด้วย และถ้าเอาออกมา แกนกลางนั้นก็หมดสภาพของการเป็นปรมาณู เมื่อหมดสภาพของการเป็นปรมาณู เมื่อหมดสภาพของการเป็นปรมาณูแล้วอ้ายเจ้าเซลล์ที่ประกอบด้วยหลายๆล้านปรมาณูก็หมดสภาพด้วย เพราะฉะนั้นมันมีอะไรเที่ยงล่ะ อีเลคตรอนมันถูกก่อกวนอยู่เสมอเท่าที่มันวิ่งอยู่ได้เพราะแรงดึงดูดระหว่างที่ตัวแกนของมัน และถ้าแรงดึงดูดนั้นถูกกระทบกระเทือน มันจะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยตลอดเวลา มันจะอยู่เที่ยงคงที่ได้อย่างไร

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:12:13 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 4

เพราะฉะนั้น สารที่มีกัมมันตภาพรังสี ก็หมายความว่าสารที่มันไม่ถาวรมันปล่อยรังสีออกมาเรื่อยๆแสดงว่ามันกำลังสลาย สลายแล้วมันก็เปลี่ยนเป็นอีกอันหนึ่ง จากเรเดียมมาเป็นตะกั่ว อย่างนี้และตะกั่วนี่ทีแรกนักวิทยาศาสตร์ก็คิดว่ามันถาวรแล้วละ มันไม่เปลี่ยนอีกแล้ว ที่จริงมันก็เปลี่ยนช้าๆเหมือนกัน อาจเสียเวลาตั้งล้านปีกว่าจะหมด นักวิทยาศาสตร์เข้าใจอย่างนี้ในเรื่องนี้

เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามองในแง่วิทยาศาสตร์ก็ตรงกับคำว่าอนิจจัง ที่เรียกว่ามันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเมื่อ ท้ายที่สุดอาจจะกลายเป็นพลังงาน อย่างพลังงานปรมาณูที่เรานำมาใช้ ก็จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หลักอีกอันหนึ่งที่ตรงกัน เรื่องนี้ผมพูดลำบากมากทีเดียว อนัตตา ความไม่มีตัวตน แต่ก็อยากฝากไว้ให้ท่านลองไปคิดดู ผมเล่าถึงโครงสร้างของปรมาณูให้ท่านทั้งหลายฟังแล้ว ท่านไปลองคิดดูเอาเองก็แล้วกัน

เพื่อให้เห็นชัดขึ้นอีก อยากจะขยายความในเรื่องโครงสร้างของปรมาณูว่า ถ้าแกนของปรมาณูนั้นขยายเท่าดวงอาทิตย์นะครับ เจ้าอีเลคตรอนนั่นเหมือนกับโลกเล็กๆวิ่งอยู่รอบ ดวงอาทิตย์ แล้วยังมีที่ว่างอีกเท่าไรละครับ แต่ถ้าเปรียบตามส่วนสัดแล้วที่ว่างนั้น ยังว่างมากกว่าระยะทางโลกถึงดวงอาทิตย์ เดี๋ยวนี้กี่ล้านกิโลเมตรก็ไม่ทราบ นั่นแหละถ้าเปรียบขยายอย่างเท่าดวงอาทิตย์ ทั้งหมดในที่นี้มันเป็นที่ว่างทั้งนั้น

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:12:49 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 5

เพราะฉะนั้น ในร่างกายที่เราเห็นเป็นรูปร่างนี้แหละ ที่เราเชื่อว่าเป็นรูปต่างๆ หล่อบ้าง ไม่หล่อบ้าง แก่บ้าง ไม่แก่บ้าง อะไรอย่างนี้ ถ้ามองทางแพทย์ก็เพียงแต่ไม่น่ามอง ถ้ามองอย่าง นักวิทยาศาสตร์ปรมาณูยิ่งแล้วใหญ่ มันไม่มีอะไร มีแต่แกนเท่านั้นแหละ อย่างนี้แล้วจะเห็นว่า มันไม่มีอะไรที่จะยึดถือเลย นี่ผมก็นึกวาดภาพในทางนั้นนะครับ แล้วผมก็อาศัยข้อคิดเห็นทางนั้น จะเห็นว่าในหลักอนิจจังก็ดี ในอนัตตาก็ดี หรือว่าสุญญตาก็ดี

ถ้าจะหาเครื่องเปรียบเทียบ ถ้ารู้ทางวิทยาศาสตร์เสียบ้างละก็อ้ายที่เราจับต้อง อ้ายที่เราเห็นน่ะ เราไปจับโดนอะไรเข้าผมก็ไม่ทราบ และอีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าหลักเกณฑ์ของพุทะศาสนาเป็นหลักที่นักวิทยาศาสตร์น่าเคารพนับถือมากจริงๆก็คือว่าในศาสนาอื่นๆนั้นมักจะบังคับทีเดียวว่า จะต้องเชื่อบัญญัติอย่างไม่ต้องโต้แย้ง ไม่ต้องพิสูจน์ ต้องเชื่ออย่างรับเอาเฉยๆทีเดียว จึงเรียกเป็นคนนับถือศาสนานั้นได้

สำหรับพุทธศาสนา ไม่มีหรอกครับ มีให้คิดเอาเอง ให้ปฏิบัติด้วยตนเอง เกิดผลปฏิบัติแก่ตนเองทั้งสิ้น จะเชื่อหรือไม่เชื่ออีกเรื่องหนึ่ง

แต่หลักศาสนาอื่น ยกตัวอย่างเช่นการสร้างโลก ในพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า พระพุทธเจ้าหรือพระพรหมอะไรเป็นผู้สร้าง อย่างนี้เป็นต้น แต่ในศาสนาอื่นนั้นเป็นอย่างไร ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่าได้กำหนดลงไปทีเดียวว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก

เมื่อเช้านี้ท่านอธิบดีกรมการศาสนายังเล่าให้ฟังทางวิทยุ ท่านบอกว่าไปเยี่ยม..เยรูซาเล็มมา มัคคุเทศก์เขาบอกว่า ตรงนี้แหละศูนย์กลางของโลก มีลักษณะเป็นแอ่ง และแอ่งนี้เป็นที่ๆพระเยซูยันตัวผุดขึ้นมา เป็นแอ่งนิดเดียว ไม่เห็นมีอะไร เป็นหินธรรมดา

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:13:20 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 6

กำเนิดของโลกนั้นเท่าที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเดี๋ยวนี้ เป็นมาจากการควบแน่น หรือการรัดตรึงตัวของพลังงาน รวมทั้งแก๊ซต่างๆเข้ามาผสมกัน จนกระทั้งเกิดมาเป็นสสาร สสารหลายอย่างได้รับความร้อน ความกดดัน แสงสว่าง ความชื้น และอื่นๆกลายเป็นสัตว์เซลล์เดียวขึ้น

หลักใหญ่อยู่ที่ว่า ไม่มีใครสร้าง เกิดขึ้นมาเองด้วยอาศัยเหตุต่างๆ และวิวัฒนาการต่อไป อย่างที่กล่าวมาแล้ว

ทีนี้ท่านอาจจะถามไปอย่างที่ผมเคยถามตัวเองเสมอ ถ้าอย่างนั้นแล้วความชื้นมาจากไหน พลังงานมาจากไหน แสงสว่างมาจากไหน

คำตอบก็มีว่า โลกของเราเป็นดาวนพเคราะห์ดวงหนึ่งของดวงอาทิตย์ พลังงานและแสงสว่างเราได้จากดวงอาทิตย์ …

ถ้าถามต่อไปอีกหน่อยว่า ก็ดวงอาทิตย์ล่ะเกิดอย่างไร
ก็ตอบได้อีกว่าดวงอาทิตย์อาทิตย์มันมีแก๊ซ และแกนเป็นแก๊ซที่กำลังอยู่ในภาวะที่ปั่นป่วนใหญ่ เป็นอนิจจังขนาดขยายหลายล้านๆเท่าทีเดียว คือว่าผันผวนพัวพันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปล่อยพลังงานและแสงสว่างออกมา ถ้าถามต่อไปอีกว่า แล้วดวงอาทิตย์ละมาจากไหน แก๊ซในดวงอาทิตย์มาจากไหน ก็ตอบได้ว่า มาจากจักรวาล ดวงอาทิตย์ตั้งหลายพันเท่า ซึ่งมีตั้งหลายหมื่นจักรวาลเหลือเกิน เท่าที่ค้นพบได้เดี๋ยวนี้

ถ้าถามต่อไปอีกว่า จักรวาลอย่างนั้นน่ะมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็เลยไม่รู้จบรู้จนกัน ถ้าไม่ยอมจบและเป็นคนรู้จักกันก็พอหอมปากหอมคอ ถ้าคนไม่รู้จักกันบางทีอาจ..จะถึงเลือดตกยางออก..นักวิทยาศาสตร์กับนักวิทยาศาสตร์นะครับ ถ้าลองถามถึงแก่นขนาดนี้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:13:48 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 7

ทีนี้นักวิทยาศาสตร์ถืออย่างเดียว เวลาที่เขาจะอธิบายอะไรเท่าที่ความรู้และผลการทดลองที่พิสูจน์ถูกต้องพอบอกได้ในขณะนี้เป็นอย่างนี้ จากนั้นเป็นเรื่องสมมุติฐาน เป็นเรื่องยังรอการพิสูจน์ทดลองทั้งสิ้น

ฉะนั้น เราจะเห็นว่า ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดถึงว่า กำเนิดโลกเป็นอย่างไร ผมก็นึกว่าดีแล้ว ท่านพูดแต่เพียงอิงไปอิงมา ท่านไม่ได้ตอบปัญหาตรงๆเลย ผมนึกว่าถูกต้องแล้ว การรู้ว่ากำเนิดโลกเป็นอย่างไร กำเนิดมนุษย์เป็นอย่างไร ไม่เป็นทางแห่งความดับทุกข์ เพราะฉะนั้นเสียเวลาเปล่าๆที่เราจะพิจารณาเรื่องนั้น

เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์เหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์รู้แค่นี้ก็บอกว่ารู้แค่นี้ ต่อไปอาจจะรู้มากขึ้นแค่ไหนอย่างไรไม่มีการยืนยัน ไม่รับรอง และไม่บังคับให้คนอื่นเชื่อถือตาม เพราะไม่เป็นข้อเท็จจริงพิสูจน์ทดองยังไม่ได้

ทีนี้บางคนก็พยายามเหลือเกินที่จะว่า ทั้งที่ท่านไม่ได้พูด ท่านอาจจะเลียบๆเคียงๆไว้ทางโน้นไว้ทางนี้ อันนี้ผมว่า ยังไม่สมควรที่จะจัดอ้างเอาเข้าไปให้เป็นพระพุทธดำรัสหรอกครับ

เพราะฉะนั้นหลักการอันนี้เราจะเห็นว่าทำไมพุทธศาสนาจึงแตกต่างจากศาสนาอื่น ทำไมศาสนาพุทธจึงตรงกับวิทยาศาสตร์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักพระธรรมใหญ่ๆที่ผมได้พูดถึงแล้ว

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:14:50 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 8

ต่อไปนี้ ผมก็จะพูดถึงพระสงฆ์ในพุทธศาสนา..

องค์พระสงฆ์นี้พระพุทธเจ้านั้นแหละก็เป็นพระสงฆ์องค์แรก ผมได้กล่าวแล้วว่า.. พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ประเสริฐที่สุดในโลกอย่างไร..ขอประทานอภัยด้วยนะครับ ..ถ้ามีการเกินไป แต่ผมก็จะไม่พูดอะไรมาก พระสงฆ์นี้ก็เหมือนกับว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง นักวิทยาศาสตร์แรกๆได้แก่... สมเด็จพระพุทธองค์และพระอรหันต์ต่างๆพระสงฆ์ในปัจจุบันก็เท่ากับนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาอยู่ หรือกำลังปฏิบัติอยู่ขณะนี้นั้นเอง

เพราะอะไร เพราะว่าพระวินัยหรือศีลนั้นก็เหมือนกับกฎเกณฑ์ทฤษฎีของวิทยาศาสตร์ที่ใช้อยู่นี้ ทุกอย่างต้องมีมาตราฐาน ทุกอย่างต้องมีระเบียบข้อบังคับ เพราะฉะนั้นการที่มีกฎระเบียบข้อบังคับให้ท่าพิสูจน์จนกระทั้งพิสูจน์ได้แน่นอนมาหลายชั่วคนแล้วนี่มันก็กลายเป็น กฎเกณฑ์ เป็นหลักการ เป็นวิธีการ เป็นทฤษฎีขึ้นมา

ถ้าพูดทางพุทธศาสนา ศีลก็คือทฤษฎีและกฎเกณฑ์ต่างๆของนักวิทยาศาสตร์นั้นเองซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้อ้างอิง จะต้องใช้ปฏิบัติ เพราะว่าเป็นที่พิสูจน์แน่นอนแล้วว่า เป็นรากฐานที่จะนำไปสู่การปฏิบัติพระธรรมให้ได้ดี หรือเป็นรากฐานแห่งการประพฤติดี เพื่อปฏิบัติให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้

ตามที่ผมได้พยายามเปรียบเทียบด้วยความรู้อันจำกัดดังได้กล่าวเรียนมาแล้วนี้ ก็ใคร่ขอสรุปอีกทีหนึ่ง คือหลักการวิทยาศาสตร์ตรงกับหลักการของพุทธศาสนา นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และประเสริฐที่สุดคือ..

พระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นหลักการใหญ่ๆ เช่นกฎแห่งกรรม วัฏฏสงสาร ลักษณะทั่วไปของการวิวัฒนาการ และไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง อนัตตา สุญญตา เป็นหลักการหรือทฤษฎีกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์

และท้ายที่สุดได้เปรียบเทียบไว้ ก็คือพระสงฆ์ คือนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่กำลังศึกษาและปฏิบัติตนเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์

ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงมีความสัมพันธ์กับธรรมะและพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิดกันมากกว่าศาสนาใด

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:15:35 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 9

สุดท้ายนี้ ผมขอกราบเรียนว่า ผมมีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาคุยกับท่านทั้งหลายในวันนี้

อย่างน้อยที่สุดก็ได้มีโอกาสแสดงทัศนะส่วนตัวให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์นั้นเป็นหลักการ เป็นวิชาที่มีการศึกษาและระเบียบวิธีปฏิบัติ เช่นเดียวกันกับพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังด้อยกว่าพุทธศาสนามากนัก ในการที่พึ่งจะคลำไปถึงแค่สิ่งที่เป็นวัตถุเท่านั้น

ทางพุทธศาสนาได้ก้าวไปเหนือกว่านั้นมากมาย ท่านได้พูดถึงวัตถุอย่างละเอียดลออไม่น้อยกว่าวิทยาศาสตร์ และค้นพบก่อนตั้งกว่า ๒,๐๐๐ ปี ทั้งยังได้ค้นพบสิ่งที่เหนือกว่าวัตถุหรือพลังงาน คือจิตที่ควบคุมวัตถุหรือควบคุมพลังงานอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจจะกล่าวตั้งแต่เริ่มต้นก็คือว่า ผมมีความรู้สึกกระดากและเกรงกลัวมากที่จะมาบรรยายในครั้งนี้ ถ้าไปพูดที่อื่นที่เป็นชุมนุมของพุทธศาสนิกชนธรรมดา หรือตามวัดวาอาราม ผมก็ยังไม่ค่อยจะรู้สึกประหม่าและกระดากเท่ากับที่นี่ ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของนักอภิธรรมทั้งหลาย เพราะผมทราบดีว่าอภิธรรมนั้นเป็นธรรมะชั้นสูง แล้วก็มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งมากกว่า และอภิธรรมสามารถอธิบายอะไรๆได้หลายอย่างมากกว่า ผมจึงขอฝากความรู้สึกและขออภัยด้วย ถ้าท่านเกิดความเบื่อหน่ายหรือไม่พอใจ

ในขณะเดียวกันขอขอบคุณมากที่ให้เกียรติผมที่ให้โอกาสมาปรากฏตัวในที่นี้ และหวังว่าที่ผมได้พยายามในวันนี้ คงจะไม่ผิดหลักของอภิธรรม หรืออย่างน้อยก็ไม่ผิดหลักของพุทธศาสนา และผมขออภัยโทษด้วย ถ้าผมพูดวิทยาศาสตร์ผิดไปจากวิทยาศาสตร์ ในความอารามที่อยากจะพยายามปรับวิทยาศาสตร์ให้เข้ากับพุทธศาสนา

ทั้งนี้ก็เพเราะผมเชื่อว่าในหลักการใหญ่ๆแล้วต้องตรงกันเสมอ ขอขอบพระคุณ

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:16:41 น.] ( IP = 58.8.46.216 : : )


  สลักธรรม 10

ความไม่ถาวร ของสิ่งต่างๆมีร่างกายเป็นต้นนั้น อ่านจนจบในวันนี้ รู้สึกได้ชัดเจนถึงกฏไตรลักษณ์จริงๆครับ

แม้ว่าผมยังไม่เคยประจักษ์ก็ตาม แต่สามารถดึงใจให้โน้มน้าวอ่อนโยนไปด้วยศรัทธาอย่างมั่นคงในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดีเยี่ยมเลยครับ

กราบขอบพระคุณในวิทยาทานของท่านผู้บรรยายอย่างสูงครับ

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ย. 2549 , 08:23:46 น.] ( IP = 58.9.139.220 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org