ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาประทับยืนบนปราสาทชั้นบน ทอดพระเนตรเห็นฉัตตปาณิอุบาสกผู้ทำภัตกิจเสร็จแล้ว กั้นร่ม สวมรองเท้า เดินไปทางพระลานหลวง จึงรับสั่งให้ราชบุรุษเรียกมา ฉัตตปาณิอุบาสกนั้นหุบร่มและถอดรองเท้าออกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะอุบาสกนั้นว่า "อุบาสกผู้เจริญ ทำไมท่านจึงหุบร่มและถอดรองเท้าออกเสียเล่า?"
อุบาสก "ข้าพระองค์ได้ฟังว่า พระราชารับสั่งหา จึงมาแล้ว "
พระราชา" ความที่เราเป็นพระราชา ชะรอยท่านคงจักเพิ่งรู้ในวันนี้กระมัง?"
อุบาสก "ข้าพระองค์ทราบความที่พระองค์เป็นพระราชา แม้ในกาลทุกเมื่อ"
พระราชา "เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไม ในวันก่อน ท่านนั่งในสำนักของพระศาสดา เห็นเราแล้ว จึงไม่ลุกขึ้นต้อนรับ"
อุบาสก "ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์นั่งในสำนักของพระราชาผู้เลิศ เมื่อเห็นพระราชาประเทศราชแล้วลุกขึ้นต้อนรับ พึงเป็นผู้ไม่เคารพในพระศาสดา เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ลุกขึ้นต้อนรับ"
พระราชา "ช่างเถอะ ผู้เจริญ ข้อนี้งดไว้ก่อน เขาเลื่องลือกันว่า ท่านเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ซึ่งเป็นไปในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพ ทรงพระไตรปิฎก จงบอกธรรมแก่เราทั้งหลายในภายในวังเถิด "
อุบาสก "ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่สามารถ"
พระราชา "เพราะเหตุไร? "
อุบาสก "เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าพระราชมนเทียรแล้ว ย่อมเป็นสถานที่มีโทษมาก ข้าแต่สมมติเทพ ในพระราชมนเทียรนี้ กรรมที่บุคคลประกอบชั่วและดี ย่อมเป็นกรรมหนัก "
พระราชา "ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้น อย่าทำความรังเกียจว่า วันก่อนเห็นเราแล้วไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ) "
อุบาสก "ข้าแต่สมมติเทพ ขึ้นชื่อว่า สถานเป็นที่เที่ยวของเหล่าคฤหัสถ์ เป็นสถานที่มีโทษ ขอพระองค์จงรับสั่งให้นิมนต์บรรพชิตรูปหนึ่งมาแล้ว จงให้บอกธรรมเถิด "