มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา เล่ม ๒ (๑)






ตอนที่ผ่านมา

สรุปความย่อเรื่องรูปจากครั้งที่แล้ว


รูปทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้จากอะไร

วิทยาการในทางโลกวิทยาศาสตร์ แสดงเรื่องของสสารเกิดขึ้นมาจากอะไรไว้น้อยมาก ทั้งนี้ก็เพราะมัวแต่ไปศึกษาเรื่องที่ห่างไกลจากตัวเอง และเรื่องของตัวเองก็ค้นคว้าเข้าไปไม่ถึง แม้เวลาจะล่วงเลยมาช้านานเท่าใดก็ตาม

รูปหรือสสารทั้งหลายมิได้เกิดขึ้นมาใหม่ โดยที่ตัวของมันเองยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย เหมือนสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วงลงมาจากอากาศ เพราะไม่มีใครจะดลบันดาลอะไรขึ้นมาได้ แต่รูปหรือสสารทั้งหลาย เกิดเป็นรูปใหม่ เพราะตัวของมันเองตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ หรือเกิดเป็นรูปใหม่ขึ้นมาเพราะถูกอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งบังคับจนทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นรูปใหม่ เช่น ปรมาณู รูปของมันมิได้อยู่คงที่ย่อมผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลามิได้มีหยุดเลย ร่างกายของคน ของสัตว์และพืชทั้งหลายหรือสิ่งของใดๆ มันก็มิได้หยุดนิ่งอยู่เฉยๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยแม้แต่สักวินาทีหนึ่งก็ไม่มี

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าพื้นแผ่นดิน ภูเขา ต้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ร่างกายของคน หรือของสัตว์เดรัจฉาน ตลอดไปจนถึงรูปที่มองเห็นไม่ได้ด้วยสายตา ล้วนแต่อยู่ในฐานะเดียวกัน อย่างหนึ่งก็คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนต้องแตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

ที่ว่ารูปแตกดับหรือผันแปรไปด้วยความเย็นหรือความร้อนนั้น หมายถึงรูปทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปจากรูปเดิม คือ เปลี่ยนเป็นรูปใหม่เสมอไป แม้บางรูปเราจะต้องเห็นมันเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงทีละน้อยๆ ก็จริง แต่มันก็จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

เพราะว่ารูปทั้งหลายถูกประชุมกันขึ้นมาจากรูปอันเป็นหน่วยเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า ปรมาณู และปรมาณูนั้นต้องมีความร้อน และความร้อนนี่เองที่ทำให้ปรมาณูมิได้อยู่นิ่งๆ ได้แม้แต่สักวินาทีหนึ่ง ดังนั้น รูปจึงได้ชื่อว่า แตกดับหรือผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

ในทางวิทยาศาสตร์ พลังงาน (energy) คือความสามารถที่จะทำงานได้ ในสมัยก่อนเราเรียกกันว่า พลังงานนั้นมิได้เป็นสสาร เพราะว่าพลังงานชั่งไม่ได้ ตวงไม่ได้ ไม่ต้องการที่อยู่ เช่น แสง เสียง ไฟฟ้า เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:09:26 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ปัจจุบันเราได้พบความจริงใหม่ เพราะแท้จริงนั้น มวล (mass) และพลังงานเป็นสิ่งเดียวกัน Albert Einstein เป็นผู้ค้นพบในเรื่องมวลและพลังงาน ในการค้นพบครั้งนี้ถือกันว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว ท่าน Einstein ได้แสดงว่า มวลก็คือ พลังงานที่ยึดกันอยู่เฉยๆ อย่างมั่นคง และในทางตรงกันข้าม พลังงานทั้งหลาย เช่น ความร้อน ความเคลื่อนไหว ไฟฟ้า เหล่านี้ ซึ่งก็คือมวลนั่นเอง แต่เป็นมวลที่อยู่ในลักษณะที่สลายตัวแล้ว


พลังงานที่ได้ยึดเอาอนุภาคต่างๆ (โปรตอน นิวตรอน) ให้รวมอยู่ด้วยกันได้ในตัวของปรมาณูนั้น มีพลังงานมากมาย ทั้งนี้ก็ได้จากการพิสูจน์ เมื่อปรมาณูแตกตัว(fission) เช่นตัวอย่าง พลังงานที่ออกมาจากระเบิดปรมาณู เป็นต้น

พลังงานของปรมาณูนั้นน่าพิศวงยิ่งนัก จึงอยู่ในความสนใจเป็นอันมากของบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย จากสูตรของ Einstein ทำให้สามารถคำนวณได้ว่าพลังงานที่อยู่ในตัวของปรมาณูเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็นมันนั้น มีกำลังอำนาจมหาศาลเพราะจากมวลหนักเพียง ๑ กรัม ถ้าเปลี่ยนมวล ๑ กรัมนี้เป็นพลังงาน ก็จะได้พลังงานถึง ๒๕ ล้านกิโลวัตต์

ความน่าอัศจรรย์ที่ยิ่งกว่าก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงเรื่องปรมาณูมานานมากกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว แต่ ๒๕๐๐ ปีแห่งความหลัง ซึ่งเราคิดกันว่าเป็นเวลายาวนานมากอย่างเหลือเกินนั่นก็คือ ได้เปิดช่องโอกาสล่วงหน้าให้อย่างกว้างขวางและยาวนานที่สุดแก่บรรดาชาวโลกทั้งหลายที่จะได้ค้นคว้าหาความจริงจากธรรมชาติ เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปรมาณู แต่ในที่สุดก็มาลงในหลักการเดียวกันที่ว่า มวล (mass) และพลังงาน (energy) เป็นอันเดียวกัน โดยได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก เมื่อไม่นานมานี้เอง

แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนมานานกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว ว่ามวลและพลังงานนั้นเป็นอันเดียวกัน โดยใช้คำว่า "เป็นรูป" เช่น แสงสว่างที่วิทยาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นพลังงาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็น "รูป" เป็นต้น นอกจากนั้นยังแสดงโดยพิสดารด้วยว่า แสงสว่าง นั้นคืออะไร เกิดขึ้นมาจากอะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และมีความเป็นไปประการใดบ้าง เป็นต้น

นั่นก็โดยอำนาจของสัพพัญญูแท้ๆ ซึ่งคนที่มิได้ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยละเอียดเข้าใจผิดคิดว่า รูปก็คือ ร่างกายและข้าวของต่างๆ เท่านั้น แล้วยังคิดเลยเถิดไปอีกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกไปสู่ป่แล้วไปนั่งคิด นั่งค้น เหมือนๆกันกับนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายลูบคลำวิชาการของตนอยู่บนโต๊ะ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:10:47 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 2

วัตถุหรือสสาร(Matter) คือสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง ๕ สสารเป็นสิ่งซึ่งมีน้ำหนัก มีเนื้อที่ของตัวมันเอง และมีมวล (Mass) ด้วยเหตุนี้เอง จึงอาจชั่งตวงสสารนั้นได้ เช่น ก้อนหิน เหล็ก น้ำมัน อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

สสารบางชนิด เราสามารถมองดูด้วยตาแล้วเห็นได้ เช่น ดิน น้ำ ก้อนเมฆ แต่ก็มีสสารอีกหลายชนิดเหมือนกันที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตัวอย่างเช่นอากาศ เชื้อโรค ก๊าซไนโตรเจน แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นสสารที่มองไม่เห็นด้วยการดูตามธรรมดา นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะชั่งน้ำหนักของมันได้ แม้เชื้อโรคบางชนิดก็ใช้กล้องจุลทัศน์ส่องขยายมันจนเห็น และเมื่อลมพัดมาถูกต้องร่งกายเข้า ก็รู้ได้แน่ว่า อากาศมันเคลื่อนไหว และอากาศก็ชั่งตวงได้

ยังมีธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่ไม่อาจจะทราบได้ด้วยการสัมผัสจากประสาททั้ง ๕ ธรรมชาติดังกล่าวนี้ไม่มีน้ำหนัก จึงชั่งไม่ได้ ไม่ต้องการที่อยู่ จึงไม่อาจจะตวงได้ เราไม่เรียกว่าวัตถุหรือสสาร ธรรมชาตินั้นก็ได้แก่แสงสว่าง เสียง ความร้อน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ความเร็ว เป็นต้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า พลังงาน(energy) คือมีความสามารถที่จะทำงานได้ สิ่งใดที่มีความสามารถทำงานได้ เราเรียกว่าพลังงาน สิ่งใดที่มีความสามารถทำงานได้มาก สิ่งนั้นก็นับได้ว่ามีพลังงานมาก สิ่งใดที่สามารถทำงานได้น้อย ก็มีพลังงานลดลงไปตามส่วน

สำหรับในพระพุทธศาสนานั้น อธิบายถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปอีกแบบหนึ่ง แม้แต่คำเรียกชื่อ เช่นคำว่า ธาตุ เป็นต้น วิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนามีความมุ่งหมายที่จะอธิบายไปคนละทาง ทั้งการเรียกชื่อก็ไม่เหมือนกัน เช่นไม่ได้เรียกว่า สสาร ไม่ได้เรียกว่า พลังงาน แต่เรียกว่า "รูป" เป็นต้น

คำว่า "รูป" นั้น ในปรมัตถทีปนีฎีกาแสดงไว้ว่า "รุปฺปนตีติ รูปํ" ได้แก่ธรรมชาติที่มีความปันแปรแตกดับ ดังได้กล่าวมาแล้ว

คำว่า "รูป" นี้ มีหลักฐานบาลีแสดงอยู่อีกหลายแห่ง แต่เมื่อรวบรวมใจความแล้วก็ได้แก่ธรรมชาติที่ผันแปรเปลี่ยนแปลง (รุปฺปนลกฺขณํ) อยู่เสมอ ด้วยอำนาจของความเย็นและความร้อน หรือสลายตัวไปได้ด้วยกระทบกับเหตุอันเป็นปฏิปักษ์ หรือเหตุที่ไม่ถูกกัน เรียกว่า วิโรธปัจจัย เช่น เย็น ร้อน หิว กระหาย แดด ลม ยุงกัด เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้รูปยังเป็น อพยากตธรรม คือเป็นธรรมชาติที่ไม่เป็นบุญและไม่เป็นบาป และรู้สึกนึกคิดอะไรไม่ได้เลย (นามคือจิต เป็นบุญเป็นบาปได้ รู้อารมณืได้) ส่วนที่ว่ามีอะไรบ้างที่เป็นเหตุทำให้รูปเกิดขึ้นมา จะได้กล่าวถึงในหมวดที่ ๓ คือ รูปสมุฏฐานนัย

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:11:20 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 3

ในเรื่องของความรู้สึกนึกคิด เห็น ได้ยิน หรือรู้อารมณ์ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากมีความเข้าใจว่าเป็นรูป โดยยกเอามันสมองและระบบประสาท ซึ่งตรงกันข้ามกับพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาแสดงว่า รูปจะรู้อะไรไม่ได้เลยเป็นอันขาด

ในเรื่องสมองและระบบประสาทมีความคิดนึกรู้สึกได้นี้ ได้ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานแสนนาน เพราะท่านนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งมีความเข้าใจเช่นนั้น แต่ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยา ซึ่งศึกษาวิชาว่าด้วยเรื่องของจิตใจโดยเฉพาะ ว่าไม่ใช่แต่ก็ไม่อาจจะอธิบายได้ว่า จิตใจนั้นคืออะไร จึงได้ให้ผู้ศึกษาเข้าใจในเรื่องจิตใจว่า "ธรรมชาติที่สนองตอบต่อสิ่งเร้า" โดยยึดเอาพฤติกรรมที่แสดงออกมาตั้งเพื่อให้ศึกษากันไปพลางก่อน

ความจริง คำว่า " รูป" มิได้มีความหมายคับแคบเพียงเท่านั้น หากแต่มีความหมายไกลออกไปอีกมาก เช่น อากาศ แสง เสียง กลิ่น รส ก็เป็นรูป แม้ในบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่อาจเห็นและสัมผัสไม่ได้เลยด้วยประสาททั้ง ๕ ยังเรียกว่า "รูป" ก็มี เช่น ปริจเฉทรูป ซึ่งได้แก่ช่องว่างในระหว่างปรมาณู (ไม่มีปรมาณู ช่องว่างไม่มี) ภาวะรูปได้แก่รูปที่แสดงความเป็นเพศหญิง เพศชายที่มีอยู่ทั่วร่างกาย (เพศหญิง เพศชายดูด้วยตาไม่ได้) หทยรูป (ไม่อาจมองเห็นด้วยตาได้) ได้แก่รูปอันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตเป็นต้น

รูปปรมัตถ์ (สสารและพลังงาน) ทั้งหมดมีอยู่ ๒๘ รูป


มหาภูตรูป ได้แก่รูปที่เป็นใหญ่ หรือรูปที่เป็นประธาน

ลำดับที่ ๑ - ๔ มหาภูตรูปมี ๔ คือ ปฐวี (ธาตุดิน) อาโป (ธาตุน้ำ) เตโช (ธาตุไฟ) วาโย (ธาตุลม)
๑. ปฐวี........................................ธาตุดิน
๒. อาโป.......................................ธาตุน้ำ
๓. เตโช.......................................ธาตุไฟ
๔. วาโย......................................ธาตุลม

อุปาทายรูป ๒๔ ได้แก่ รูปที่ต้องอาศัยมหาภูตรูปเกิดขึ้น เพราะไม่สามารถที่จะเกิดด้วยตนเองได้ คือ ปสาทรูป ๕ วิสยรูป ๔ ภาวะรูป ๒ วิญญัติรูป ๒ วิการรูป ๓ ลักขณรูป ๔

ลำดับที่ ๕ - ๙ ปสาทรูป ๕ (รูปประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕)
๕. จักขุปสาทรูป........................ประสาทตา
๖. โสตปสาทรูป........................ประสาทหู
๗. ฆานปสาทรูป.......................ประสาทจมูก
๘. ชิวหาปสาทรูป.....................ประสาทลิ้น
๙. กายปสาทรูป.......................ประสาทกาย

ลำดับที่ ๑๐ - ๑๓ วิสยรูป ๔ (รูปที่เป็นอารมณ์)
๑๐. วัณณะ .............................สี
๑๑. สัททะ................................เสียง
๑๒. คันธะ................................กลิ่น
๑๓. รสะ...................................รส

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:11:57 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 4



ลำดับที่ ๑๔ - ๑๕ ภาวะรูป ๒ (รูปที่แสดงความเป็นเพศ)
๑๔. อิตถีภวะรูป.......................รูปที่แสดงเพศหญิง
๑๕. ปุริสภาวรูป.......................รูปที่แสดงเพศชาย

๑๖. หทยรูป ............................รูปที่ตั้งที่อาศัยของจิต
๑๗. ชีวิตรูป..............................รูปที่รักษาที่เกิดจากกรรม
๑๘. อาหารชรูป.......................รูปที่นำให้อาหารชรูปเกิด
๑๙. ปริจเฉทรูป.......................ช่องว่างระหว่างปรมาณู

ลำดับที่ ๒๐ - ๒๑ วิญญัติรูป ๒ (พฤติกรรมที่แสดงออกทางกายทางวาจา)
๒๐. กายวิญญัติรูป................พฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย
๒๑. วจีวิญญัติรูป...................พฤติกรรมที่แสดงออกทางวาจา

ลำดับที่ ๒๒ - ๒๔ วิการรูป ๓ (อาการพิเศษของรูป)
๒๒. ลหุตารูป...........................ตัวการทำให้รูปเป็นไปคือเบา
๒๓. มุทุตารูป...........................ตัวการทำให้รูปเป็นไปคืออ่อน
๒๔. กัมมัญญตารูป.................ตัวการทำให้เป็นไปคือเหมาะสม

ลำดับที่ ๒๕ - ๒๘ ลักขณรูป ๔ (คือรูปที่มีกาลเป็นกำหนดในการชี้ขาด)
๒๕. อุปจยรูป...........................รูปที่แรกเกิด
๒๖. สันตติรูป...........................รูปที่สืบต่อ
๒๗. ชรตารูป.............................รูปที่เสื่อม
๒๘. อนิจจตารูป........................รูปที่ดับ

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:13:11 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 5

ปฐวีธาตุ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เรียกกันว่าธาตุดิน มีลักษณะแข็ง เป็นที่อาศัยของรูปอื่นๆ เหมือนพื้นแผ่นดินเป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ยกเว้นปฐวีธาตุเสียแล้ว รูปร่างสัณฐาน สีสัน วรรณะ ก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้

อาโปคือธาตุน้ำ แต่หาใช่น้ำที่ดื่มหรือที่ใช้ซักผ้าผ่อนมิได้ เพราะว่าธาตุน้ำนั้นไม่อาจจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ไม่อาจสัมผัสถูกต้องได้ ทั้งจะชั่งหรือตวงก็ไม่ได้ทั้งนั้น จะรู้ได้ก็แต่ทางใจทางเดียว คำว่าธาตุน้ำนั้น มีลักษณะที่ไหลหรือเกาะกุม ซึ่งได้แก่ ปคฺฆรณลกฺขณา หรือ อาพนฺธลกฺขณา

เตโช คือธาตุไฟ มีลักษณะอยู่ ๒ ประการคือ อุณหเตโช ได้แก่ร้อนเป็นลักษณะ และสีตเตโช ได้แก่เย็นเป็นลักษณะ มีหน้าที่การงานทำให้สิ่งทั้งหลายสุก หรือนุ่มนวลละเอียดขึ้น

วาโยธาตุ คือธาตุลม เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและความตั้งมั่น

จักขุปสาทรูป คือปสาทตา เป็นรูปที่เป็นที่ตั้งแห่งจักขุวิญญาณ และมีสภาพเป็นอยู่คล้ายกับบอกให้จักขุวิญญาณรู้ในอารมณ์ว่า อารมณ์นั้นดี อารมณ์นั้นไม่ดี

โสตปสาทรูป หมายถึง ประสาทที่อยู่ภายในช่องหู สำหรับรับสัททารมณ์อันได้แก่คลื่นเสียง เป็นที่รับเสียงและเป็นวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งโสตวิญญาณ คือการ "ได้ยิน"

ฆานปสาทเป็นรูปชนิดหนึ่งที่เกิดจากอำนาจของกรรม มีความใสเป็นเครื่องรับสัมผัสกลิ่น เป็นรูปธรรมที่มีความสามารถในการรับคันธารมณ์ คือกลิ่นต่างๆ

ชิวหาปสาท เป็นรูปชนิดหนึ่งที่เกิดจากอำนาจของกรรม ตั้งอยู่ท่ามกลางลิ้น เรียงรายซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีความใส เป็นเครื่องรับสัมผัสรส เป็นรูปธรรมที่มีความสามารถในการรับรสารมณ์ คือรสต่างๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:13:40 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 6

กายปสาท เป็นธรรมชาติของรูปที่เป็นประสาทกาย เป็นรูปที่เกิดขึ้นมาจากอำนาจกรรม มีความใส สำหรับรับสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง กายปสาทนี้มีอยู่ทั่วร่างกาย ยกเว้นแต่ที่ ผม ขน เล็บ ฟัน และหนังที่หนาๆ ที่ประสาทกายตั้งอยู่ไม่ได้

รูปารมณ์ ได้แก่คลื่นของแสงที่สะท้อนจากรูปต่างๆ มากระทบกับจิตที่ประสาทตา แล้วทำให้ "เห็น"

สัททารมณ์ ได้แก่เสียงที่มากระทบกับจิตที่ประสาทหู แล้วทำให้ "ได้ยิน"

คันธารมณ์ ได้แก่กลิ่นที่มากระทบกับจิตที่ประสาทจมูกแล้วทำให้ "รู้กลิ่น"

รสารมณ์ ได้แก่รสต่างๆ ที่มากระทบกับจิตที่ประสาทลิ้นแล้วทำให้ "รู้รส"


ปฐวีโผฏฐัพพารมณ์ ธาตุดินมากระทบกายก่อให้เกิดความรู้สึกว่า กระทบเข้ากับความแข็ง (หรืออ่อน)

เตโชโผฏฐัพพารมณ์ ธาตุไฟที่มากระทบกับกายก่อให้เกิดความรู้สึกว่ากระทบกับความร้อน(หรือเย็น)

วาโยโผฏฐัพพารมณ์ ธาตุลมกระทบกายก่อให้เกิดความรู้สึกไหวและเคร่งตึง

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:14:19 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 7

สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา (รูปปรมัตถ) เล่ม ๒

ภาวรูป ๒

ภาวรูป ๒ ได้แก่รูปที่แสดงความเป็นหญิงหรือเป็นชาย ที่ประกอบขึ้นด้วยรูปของปรมาณูที่ผลิตสร้างขึ้นด้วยอำนาจของกรรม

ได้กล่าวมาแล้วว่า ปสาทรูป ๕ คือประสาทตา หู จมูก ลิ้น และประสาทกายนั้น อำนาจของกรรมเป็นผู้ผลิตสร้างขึ้นมา เรียกว่า กัมมชรูป ส่วนรูปปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นเพศหญิงหรือเพศชายนั้น ก็ผลิตสร้างขึ้นด้วยอำนาจของกัมมชรูปเหมือนกัน

ลองตั้งคำถามดูว่า เราจะรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายได้นั้น เรารู้ได้อย่างไร? ประชาชนทั้งหลายพากันเข้าใจว่า เพศหญิงหรือเพศชายนั้น จะรู้ได้ก็ด้วยดูอวัยวะเพศของแต่ละคน เพราะบางคนดูที่รูปร่างหรือหน้าตาแล้วก็ยังก้ำกึ่งกันอยู่ก็มี จึงไม่อาจจะตัดสินได้ว่าเป็นเพศอะไรแน่

ในพระพุทธศาสนา เพศหญิงหรือเพศชายมิได้อยู่ที่อวัยวะเพศเท่านั้น เพราะบางคนไม่มีอวัยวะเพศเลย บางคนมีอวัยวะทั้งสองเพศ เราก็ไม่อาจตัดสินเรื่องเพศได้ ในพระอภิธรรมปิฎกแสดงไว้ว่า เพศหญิงหรือเพศชายนั้นมีอยู่ทั่วไปทั้งร่างกาย ตั้งแต่ปลายผมลงมาถึงฝ่าเท้า ดังนั้น ไม่ว่าหน้าตา มือ เท้า แขน ขา แม้แต่อวัยวะภายในร่างกาย และโครงกระดูกทั้งหมด ย่อมมีปรมาณูของเพศหญิงหรือเพศชายปรากฏอยู่บนเซลล์ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่เรี่ยรายทั่วไปทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราเห็นมือ เราก็ตัดสินได้ว่าเป็นมือของผู้หญิงหรือของผู้ชาย เมื่อเห็นหน้าก็รู้ได้ว่า เป็นหน้าของผู้หญิงหรือผู้ชาย แม้ดูที่จมูกเท่านั้นแต่ส่วนต่างๆ ของใบหน้ามิได้เห็นเลยก็อาจจะรู้ได้ แต่อย่างไรก็ดี การที่ทายผิดไปบ้างก็เพราะว่าผู้ดูยังไม่เฉียบแหลมและมีความสันทัดจัดเจนยังไม่เพียงพอเท่านั้น

การรู้ว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชายนั้น ความจริงความรู้มิได้เกิดขึ้นทางจักขุวิญญาณคือ "เห็น" เพราะตาของเรานั้น เห็นปรมาณูของเพศไม่ได้ หากแต่ต้องใช้ทางมโนทวาร ซึ่งจะได้ศึกษาในโอกาสต่อไป เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอยู่สักหน่อย

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:16:43 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 8

อิตถีภาวะ มี วจนัตถะว่า "อิตฺถิยา ภาโว = อิตฺถิภาโว" รูปใดเป็นเหตุแห่งความเป็นหญิง ฉะนั้น รูปนั้นชื่อว่า อิตถีภาวะ

ปุริสภาวะ มีวจนัตถะว่า "ปุมสฺส ภาโว = ปุมฺภาโว" รูปใดเป็นเหตุแห่งความเป็นชายฉะนั้น รูปนั้นชื่อว่า ปุริสภาวะ

เครื่องแสดงให้รู้ว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย มี ๔ ประเภท คือ ลิงฺค นิมิตฺต กุตฺต และ อากปฺป

ลิงฺค ได้แก่ รูปร่างสัณฐาน ที่มีมาแต่กำเนิดและเกิดสืบต่อกันมา มีแขน ขา หน้า ตา เพศ เป็นต้น

นิมิตฺต ได้แก่ เครื่องหมาย เช่น ผู้หญิงมีหน้าอกเติบโตกว่า ผู้ชายมีหนวดเครา สภาพความเป็นอยู่ก็ผิดกัน เช่น ผู้หญิงเข้าครัวทำอาหาร ชอบเย็บปักถักร้อย ผู้ชายชอบชกต่อย ชอบปืนผาหน้าไม้

กุตฺต หมายถึง นิสัยใจคอตลอดไปจนถึงการเล่นหรือการกระทำต่างๆ ด้วย เพราะนิสัยใจคอนี้ก็ย่อมแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม อันได้แก่ความอ่อนโยน ความเข้มแข็ง

อากปฺป หมายถึง กิริยาอาการ เช่นการพูด การยืน เดิน นั่ง นอน การกิน ผู้หญิงนั้นเป็นไปในทางเอียงอาย ชดช้อย ส่วนชายจะมีความองอาจกล้าหาญบึกบึน

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:17:59 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 9

พฤติกรรมที่แสดงให้รู้ทั้ง ๔ ประการนี้ ย่อมปรากฏหรือเป็นไปตามภาวะรูปทั้ง ๒ คือ อิตถีภาวะหรือปุริสภาวะ ทั้งนี้ต้องนับตั้งแต่การปฏิสนธิ และต่อๆ มาทีเดียว ถ้าขณะใดอิตถีภาวะรูป คือความเป็นหญิงปรากฏหรือทำหน้าที่ของความเป็นหญิงโดยสมบูรณ์แล้ว บุคคลนั้นก็จะมีรูปร่างสัณฐาน มีกิริยาอาการ หรือการการแสดงออกต่างๆ ทั้ง ๔ ประการนั้น ก็จะหันเหไปตามเพศของตนคือเป็นหญิง แต่ถ้าขณะใดปุริสภาวะครองความเป็นใหญ่แล้ว รูปร่างสัณฐาน กิริยาอาการหรือการแสดงออกทั้ง ๔ ประการนั้นก็จะเป็นไปตามแนวทางของเพศชาย

อรรถ ๔ ประการของอิตถีภาวะรูป

อิตฺถิภาว ลกฺขณํ ................................................ มีสภาพของหญิง เป็นลักษณะ
อิตฺถีติปกาสน รสํ ............................................... มีปรากฏการณ์ของหญิง เป็นกิจ
อิตฺถีลิงฺคาทีนํ การณภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ ................... มีอาการของหญิง เป็นผล
จตุมหาภูต ปทฺฏฐานํ ......................................... มีมหาภูตรูปทั้ง ๔ เป็นเหตุใกล้


อรรถ ๔ ประการของอิตถีภาวะรูป

ปุริสภาว ลกฺขณํ ................................................ มีสภาพของชาย เป็นลักษณะ
ปุริโสติปกาสน รสํ ............................................. มีปรากฏการณ์ของชาย เป็นกิจ
ปริสุลิงฺคาทีนํ การณภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ .................. มีอาการของชายเป็นผล
จตุมหาภูต ปทฺฏฐานํ ........................................ มีมหาภูตรูปทั้ง ๔ เป็นเหตุใกล้

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ต.ค. 2549 , 21:18:25 น.] ( IP = 58.9.104.114 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ที่เคารพอย่างสูงครับ

เรื่องรูปปรมัตถ์นี้ จะต้องอาศํยการศึกษาอย่างมากเลยที่เดียว เพราะการเกิดขึ้นของรูปต่างๆนั้น อาศัยเหตุมากมายจริงๆนะครับ ยังมีอดีตกรรมเป็นตัวเชื่อมโยงมาในปัจจุบันผลอย่างมากมายเลยนะครับ

ผมจะตืดตามอ่านอย่างต่อเนื่องครับท่านอาจารย์ กราบขอบพระคุณครับ

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ต.ค. 2549 , 09:33:44 น.] ( IP = 58.9.139.90 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org