มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปราชัยของพระเจ้าโกศล





เรื่อง ปราชัยของพระเจ้าโกศล

ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ.

ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์,
ผู้สงบระงับ ละความชนะและความแพ้ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข



พระเจ้าโกศลนั้นทรงอาศัยกาสิกคามรบอยู่กับพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นหลาน ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นทำให้ พระเจ้าโกศลแพ้แล้ว ๓ ครั้ง

ในครั้งที่ ๓ ทรงดำริว่า "เราไม่อาจจะยังเด็กซึ่งมีปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมให้แพ้ได้, ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นอยู่ของเรา?" พระเจ้าโกศลจึงทรงตัดพระกระยาหาร แล้วเสด็จบรรทมบนพระแท่น ครั้งนั้น ความเป็นไปอันนั้นของ พระเจ้าโกศลกระฉ่อนไปทั่วพระนคร

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลแด่พระตถาคตว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า พระราชาทรงอาศัยกาสิกคาม อันพระเจ้าอชาตศัตรูให้ทรงปราชัยแล้ว ๓ ครั้ง, บัดนี้ ท้าวเธอทรงปราชัยกลับมาแล้ว ทรงตัดพระกระยาหารแล้วเสด็จบรรทมบนพระแท่น ด้วยทรงดำริว่า ‘เราไม่อาจจะยังเด็กซึ่งมีปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมให้แพ้ได้, ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นอยู่ของเรา?"

โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ต.ค. 2549 , 23:36:25 น.] ( IP = 58.9.91.240 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

พระศาสดาทรงสดับกถาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย แม้ผู้ชนะย่อมก่อเวร ฝ่ายผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์เหมือนกัน"

ผู้ชนะผู้อื่น ย่อมกลับได้เวร
ผู้อันคนอื่นให้แพ้แล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์
คือย่อมอยู่ลำบาก ในอิริยาบถทั้งปวงทีเดียว
ด้วยคิดว่า "ในกาลไรเล่าหนอ เราอาจเห็นหลังของปัจจามิตร?"

พระขีณาสพ ผู้มีกิเลสมีราคะเป็นต้น ในภายในสงบระงับ
ละความชนะและความแพ้ได้ ย่อมอยู่เป็นสุข
คือย่อมอยู่สบายแท้ในอิริยาบถทั้งปวง

(ตัดความจากคาถาธรรมบท)


โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 ต.ค. 2549 , 23:36:58 น.] ( IP = 58.9.91.240 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบคุณมากครับที่นำธรรมบทมาให้อ่านครับ ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะเข้าใจในภาษาที่ท่านได้ทรงปราศัยกัน ซึ่งยากไปนิด แต่จะพยายามทำความเข้าใจต่อไปครับ

เช่นท่อนที่ว่า.."ในกาลไรเล่าหนอ เราอาจเห็นหลังของปัจจามิตร?" ..ครับผมกำลังทำความเข้าใจอยู่ครับเพราะภาษาสูงจริงๆครับ และตรงที่ว่า..พระขีณาสพ ผู้มีกิเลสมีราคะเป็นต้น ในภายในสงบระงับ

คำว่าในภายในสงบระงับ ผมเองยังไม่เข้าใจเลยครับผม ถ้าอย่างไรช่วยขยายความด้วยนะครับผม.

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 07:15:47 น.] ( IP = 58.9.136.166 : : )


  สลักธรรม 3

กราบขอบพระคุณท่านเทพธรรม ที่ติดตามมาอ่าน และแสดงความในใจโดยไม่ปิดบัง ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบว่า แต่ละครั้งที่นำธรรมบทมาลงนั้น ก็ได้พยายามอ่านแล้วอ่านอีกเพื่อทำความเข้าใจกับภาษาและเนื้อความ เพราะไม่กล้าที่จะเปลี่ยนถ้อยคำโดยพละการด้วยสติปัญญาอันด้อยของตนเอง

มีบางเรื่องที่ตอนต้นอ่านเข้าใจดี และตอนท้ายเรื่องอ่านไม่เข้าใจก็ไม่กล้าที่จะนำมาลง

และมีหลายเรื่องที่ต้องอ่านพระสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเทียบเคียงกับภาษาของพระอรรถกถาจารย์ที่ท่านได้เขียนไว้

สำหรับคำที่ท่านเทพธรรมต้องการให้ขยายความนั้น ขอกราบเรียนให้ทราบด้วยสติปัญญาอันด้อยดังนี้ว่า

"ในกาลไรเล่าหนอ เราอาจเห็นหลังของปัจจามิตร?" ...ในความเข้าใจนั้นมีความหมายว่า มีชัยชนะในศัตรูที่มารุกราน

การที่ไม่ได้เห็นหลังของปัจจามิตรก็เพราะเป็นฝ่ายที่จะต้องหนีข้าศึกจึงได้แต่มุ่งหน้ากลับเข้าถิ่นฐาน การได้เห็นหลังของปัจจามิตรก็เพราะกำลังเป็นฝ่ายขับไล่ข้าศึกให้ออกไปจากถิ่นฐาน นั่นก็คือชัยชนะนั่นเอง


พระขีณาสพ ผู้มีกิเลสมีราคะเป็นต้นในภายในสงบระงับ ...ในความเข้าใจนั้นมีความหมายว่า พระอรหันต์ไม่มีแม้แต่กิเลสใดๆ แล้วทั้งสิ้น และสำหรับในธรรมบทนี้ท่านอาจหมายกล่าวถึงกองกิเลสอันเป็นรากเหง้าของอกุศลกรรมคือราคะ โทสะ โมหะ ในที่นี้ท่านจึงได้ใช้คำว่ามีราคะเป็นต้น และคำว่า..ภายในระงับ..แล้วก็คือไม่มีราคะเป็นต้นตั้งอยู่ภายในเป็นรากเหง้าของอกุศลแล้ว นั่นเอง

โดย TaRa ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 11:31:01 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

ในคราวที่เรียบเรียงเรื่อง ธัมมานุสติ นั้น ก็ได้มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจเกี่ยวกับการศึกษาพระสูตร ตลอดจนแนวทางการเผยแผ่พระศาสนาในสมัยนี้ ที่มุ่งไปที่วิธีการที่จะประชาสัมพันธ์หรือทำให้อยู่ในภาวะ.. อินเทรนด์ ... ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่จะให้ผลดีแก่เยาวชนในสมัยนี้ไม่น้อยเลย

และเมื่อมาอ่านความคิดเห็นของท่านเทพธรรมแล้วก็อดให้หวนนึกถึงความรู้สึกนั้นอีกครั้งไม่ได้ ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทุกท่านทราบว่า นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้มุ่งหมายที่จะตำหนิใครหรือวิธีการใดทั้งสิ้น เพราะเข้าใจในเจตนาที่ดีของผู้ที่ต้องการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเพื่อให้ประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป

และถ้อยคำความคิดเห็นของท่านเทพธรรมนั้นเป็นถ้อยคำที่ต่างจากบางคนที่เคยได้ยิน เพราะเป็นถ้อยคำที่อ่อนน้อมถ่อมตนและแสดงถึงความเคารพในพระธรรมอย่างยิ่ง จึงขอนำความคิดเห็นนั้นมาวางไว้ในกระทู้นี้เพื่อให้เป็นเรื่องเดียวกัน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 14:43:41 น.] ( IP = 203.172.117.61 : : )


  สลักธรรม 5


ภาษากับยุคสมัย


พระธรรม คือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสัจจะธรรม คือความจริงที่ประเสริฐสุด ที่ทรงตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง แล้วทรงนำมาสั่งสอนทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้อยู่ร่วมกันโดยสันติภาพและสันติสุข มีจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ ร่มเย็น

หลักธรรมที่ทรงสั่งสอนนั้น มีมากมายหลายระดับ แยกแยะตามจริตของผู้ฟังและปฏิบัติ เป็นทางสายกลางที่เหมาะสมในทุกยุคทุกสมัย มีความสละสลวยงดงามทางภาษา ไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด มีเหตุมีผล พิสูจน์ได้ทุกเวลา เพรียบพร้อมด้วยสาระ

ในระยะหลังนี้หากมีเวลาว่างก็จะนำพระสูตรมาอ่าน เมื่ออ่านไปแล้วก็ได้ความเข้าใจใหม่ๆ หลายประการ และก็พบว่า "พระสูตร" มีส่วนสนับสนุนให้ศึกษาพระอภิธรรมได้ดีขึ้นในหลายแง่มุม เพียงแต่ต้องใช้ความเพียรพยายามในการอ่านและทำความเข้าใจกับสำนวนภาษาที่ต่างยุคสมัยด้วยความไม่ท้อถอย เพื่อที่จะได้ซึมซับประโยชน์จากอ่านให้มากที่สุด

เคยฟังหลายๆ คนกล่าวถึงการอ่าน พระสูตรว่า "น่าเบื่อ" เพราะเยิ่นเย้อเนื้อหาไม่ทันสมัยและเข้าใจยากในศัพท์ภาษาที่กล่าว แล้วก็ชอบที่จะหาอะไรที่อ่านง่ายเป็นที่สบายแก่ระดับปัญญาของตนเอง โดยอาจประมาทไปในขณะที่กล่าวคำพูดหรือคำนึงว่า "พระสูตรนี้น่าเบื่อ " เพราะจะกลายเป็นคำพูดแห่งอกุศลจิตที่กล่าวตำหนิพระธรรมไปโดยไม่รู้ตัว

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 14:53:35 น.] ( IP = 203.172.117.61 : : )


  สลักธรรม 6

เพราะตามความเป็นมาแล้วพระสูตรนั้นคือคำสอนที่เปี่ยมไปด้วยสาระประโยชน์ของพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้รู้แจ้งในแต่ละคราวด้วยภาษาที่ไพเราะ ทรงสอนในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมกับผู้ฟังแต่ละกลุ่ม ดังนั้น จึงได้มีพระสูตรหลายเรื่องที่ทรงสอนในธรรมหมวดเดียวกันแต่มีเรื่องราวและภาษาที่ต่างกันไป แต่ก็ล้วนเป็นการแสดงความจริงของธรรมชาติหรือสัจธรรมให้ศึกษาได้ตามกำลังสติปัญญา รวมทั้งชี้ให้เห็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นผลดีแก่ชีวิตทั้งในกาลทั้งสาม คือ

ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ คือ ประโยชน์ที่พึงจะได้ในอัตภาพนี้หรือในชาตินี้ เป็นสิ่งที่เกื้อกูลชีวิตเราในโลกปัจจุบัน โดยต้องอาศัยธรรม ๔ ประการ คือ อุฏฐานสัมปทา (ความขยันหาทรัพย์ด้วยอาชีพที่สุจริต )อารักขสัมปทา (การรักษาทรัพย์ที่หามาได้ )กัลยาณมิตตตา (ความเป็นผู้มีมิตรที่ดีงาม )สมชีวิตา (การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้)

สัมปรายิกัตถะประโยชน์ คือประโยชน์ในโลกหน้า เป็นการสร้างเสบียงชีวิต เพราะยังต้องเดินทางอีกไกลในชาติหน้า ในภพหน้า ในสังสารวัฏ โดยต้องอาศัยธรรม ๔ ประการ คือ สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนา) สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ)ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)

ปรมัตถประโยชน์ คือประโยชน์อย่างสูงสุด หมายถึงพระนิพพาน

โดย ศาลาธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 14:54:03 น.] ( IP = 203.172.117.61 : : )


  สลักธรรม 7

และในการประชุมเพื่อสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกนั้นพระอรหันตสาวกผู้เปี่ยมด้วยปัญญาได้ถ่ายทอดเทศนาธรรมนี้ออกมาเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายแก่การศึกษาของบุคคลในยุคสมัยนั้น ซึ่งท่านคงมิปรารถนาที่จะนำสิ่งอันน่าเบื่อมาประมวลไว้ในพระไตรปิฎกเป็นแน่ แต่อาจเป็นเพราะเวลาและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้ภาษากับเนื้อหาในพระสูตรไม่สามารถทำให้มนุษย์ในสมัยต่อๆ มาเข้าถึงสาระธรรมได้

แม้จะมีการสังคายนาอยู่หลายๆ ครั้ง เพื่อตรวจสอบหลักธรรมมิให้ขาดตกบกพร่องและปรับปรุงภาษาให้สมสมัยขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่อาจทำให้หลายคนชื่นชอบการอ่านพระสูตรได้ แต่ถ้าหากเปลี่ยนไปอ่านพระอภิธรรมก็อาจมีความเข้าใจได้ดีและแตกฉานมากกว่า เพราะถูกกับจริตที่อบรมสั่งสมมา

ในสมัยนี้มีการปรับปรุงการเผยแผ่คำสอนให้ทันสมัยโดยผ่านการใช้สื่อต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้กระชับสั้น และให้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังผู้อ่าน ซึ่งก็เป็นวิธีการที่ดีที่ทำให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่มีความพากเพียรน้อย หรือมีเวลาในการค้นคว้าทำความเข้าใจเพียงเล็กน้อย แต่ก็อาจมีข้อเสียตรงที่สาระสำคัญอันจะต่อเติมปัญญาไปในหลักธรรมบางอย่างต้องถูกตัดทิ้งไปหรือไม่นำมากล่าวถึง หรือตัดทอนสภาพบรรยากาศในสมัยพุทธกาลที่กล่าวถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมของพระอริยะ และจริยาวัตรอันงดงามของพระบรมศาสดาที่มีต่อภิกษุและพุทธศาสนิกชน แม้กระทั่งเดียรถีร์ อันเป็นคุณประโยชน์อย่างหนึ่งที่ปรากฏในพระสูตรนั้นๆ

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 14:54:57 น.] ( IP = 203.172.117.61 : : )


  สลักธรรม 8

ในสมัยหลังๆ นี้มีผู้นิยมนำพระสูตรหรือชาดกมาสรุปเป็นเรื่องสั้นๆ ที่อ่านง่าย และแถมข้อคิดที่ได้จากเรื่องราวนั้นไว้ให้ด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีและบางทีถ้ามีผู้อ่านที่รู้จักคิดก็อาจได้ข้อคิดที่มากกว่านั้นและต่างมุมกันไป แต่ถ้าผู้อ่านที่ไม่ชอบคิดหรือคิดเองไม่เป็นก็จะได้เพียงสิ่งที่เขาป้อนมาให้ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่สะดวกไม่น้อย

ต่อไปในอนาคตหากพุทธศาสนิกชนเคยชินกับเรื่องง่ายและสะดวกเหมือนอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้ ก็คงจะมีผู้ผลิตสื่อการสอนในลักษณะนี้ออกมาอย่างมากมายเพื่อให้ถูกใจผู้บริโภค ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีต่อสภาพบุคคลตามยุคสมัย

แต่ก็มีข้อน่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันในเรื่องของการกลั่นกรองและตรวจสอบเนื้อหาที่ถูกประยุกต์เปลี่ยนไป รวมทั้งเงื่อนไขที่ว่าเมื่อทอดระยะเวลายาวนานเข้าพระไตรปิฎกต้นฉบับอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีฆราวาสสนใจในฐานะหนังสือสำคัญที่ควรศึกษา

และเมื่อมองถึงรูปการณ์นี้แล้วก็ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมตามคำทำนายนั้นคัมภีร์สำคัญในพระอภิธรรมปิฎกจะเลือนหายไปก่อน เพราะคนทั่วไปไม่ค่อยชอบเรื่องที่เข้าใจยากและต้องใช้ความสามารถในการขบคิดนั่นเอง

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 15:10:23 น.] ( IP = 203.172.117.61 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณมากครับ ที่ช่วยมาขยายความให้ชัดเจน พร้อมทั้งยกข้อธรรมอันเป็นประโยชน์มาให้อ่านเพื่อคิด พิจารณาถึงธรรมต่างๆ ที่มีมาในอดีตสมัย คำที่ดูว่ายากในสมัยนี้ แม้กระทั่งพระพุทธพจน์ ที่เข้าใจว่าทั้งยากและสลับซับซ้อนในสมัยนี้ แต่กลับเป็นการง่ายต่อการทำความเข้าใจและเป็นผลต่อการบรรลุธรรมขั้นสูง ในอดีตสมัย

ด้วยเพราะบุญบารมีธรรม ที่แตกต่างกันมาก ชนต้นกัปป์ และมิหน่ำซ้ำยังเป็นผู้ได้เข้ามาในสายธารแห่งพระมหากรุณาด้วยแล้ว ย่อมบ่งบอกให้เห็นชัดถึงการสร้างสมบารมีมามากมาย ซึ่งง่ายต่อการเรียนรู้และปฏิบัตินั่นเอง

ต่อเมื่อกาลเวลาได้ล่วงเลยมาจนพุทธศักราชนี้แล้ว ชนต้นกัปป์เหล่านั้น ท่านก็บรรลุธรรมสำเร็จกิจ หมดการเกิดไปตามทางที่องค์พระตถาคตเจ้าท่านโปรด จะเหลือก็แต่ผู้ที่กำลังเดินทาง ซึ่งมีถูกบ้างผิดบ้าง เพราะอำนาจบารมีที่พรั่งพร้อมร่วมสมัยนั้นน้อยมาก จะมีก็ไม่เท่าอดีตก็ว่าได้ จึงต่างต้องอาศัยตำราเป็นเค้าทางแห่งธรรมนั่นเอง

และด้วยเหตุที่ต่างได้เวียนว่ายตายเกิดกันมาแล้วนับภพนับชาติไม่ถ้วนนี่แหละ ทำให้ความคุ้นในอารมณ์ที่มีกิเลสหนุนหลัง มีอวิชชาปิดบังความสว่างแห่งธรรมมากขึ้นๆ จึงทำให้ความคิดความเห็นเป็นไปตามความเข้าใจตนกันมากมาย

จึงทำให้ชีวิตเราท่าน มีความรู้ต่างระดับกันออกไปตามจริตของตนๆ มีความยากง่ายในการเรียนต่างกันออกไป

แต่ทว่าตราบใดที่ยังไม่หมดศรัทธาและความเพียร ที่จะรู้ในธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ไว้แล้วละก็ ความยากนั้นๆก็คงไม่เป็นอุปสรรคสำคัญอะไรถ้าใจมั่นคงนะครับ

ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นไว้ด้วยนะครับ. ขอบพระคุณอีกครั้งครับ ที่นำเรื่องราวที่เป็นแง่คิดต่อชีวิตเพื่อความเจริญมาฝากครับ.

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 15:56:59 น.] ( IP = 58.9.150.105 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณนะคะที่นำประโยชน์มาฝาก
แม้ว่าจะเข้าใจไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็พยายามจะทำความเข้าใจตาม

ทำให้นึกถึงการศึกษาธรรม
แม้ว่าจะชอบในเนื้อความที่เข้าใจง่ายก็ตาม
แต่ก็มีคำของอาจารย์บางท่านได้กล่าวว่า
การได้รักษาภาษาอันคงเดิมไว้ เท่ากับรักษาพุทธพจน์ให้คงไว้
การเข้าใจในเหตุเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้พยายามที่จะดำรงไว้

เพราะการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
ภาษาที่ไพเราะก็หายไป
ซึ่งก็น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสถามถึงความรู้สึกของท่านพระครูท่านหนึ่ง
ที่ท่านดำรงไว้ซึ่งพุทธพจน์อยู่เสมอ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ต.ค. 2549 , 17:03:18 น.] ( IP = 221.128.111.36 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org