มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เมตตาพรหมวิหาร (๑)




เมตตาพรหมวิหาร (๑)


เรื่องของใจ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากไม่สามารถควบคุมใจให้ดีได้แล้ว การแสดงออกทางกาย และวาจาก็จะมีเจตนาที่ไม่ดีเกิดขึ้นตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ และความหลง

ปกติของใจนั้นหากขาดสติลงเสียแล้วก็มักจะชอบตรึกนึกคิดไปในเรื่องต่างๆ ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลแล้วก็ก่อให้เกิดการกระทำกรรมขึ้นมาอันเป็นการเพาะพืชพันธุ์แห่งการเกิดให้ดำเนินอยู่ต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องของความโกรธที่จะมีอิทธิพลแห่งการทำลายร้างในวงกว้างทั้งในชาตินี้และอนาคตชาติ

โทสะเป็นสภาพธรรมที่หยาบกระด้าง ดุร้าย มีหลายระดับและหลายชื่อให้คนไทยเรียกขาน เช่น หงุดหงิด ขุ่นเคือง รำคาญ หมั่นไส้ ไม่ชอบ เบื่อหน่าย โกรธ เกลียด น้อยใจ เสียใจ ไม่พอใจ ไม่สบอารมณ์ เสียใจ ผิดหวัง เอือมระอา ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นชื่อเรียกอาการของโทสะที่มีต่างๆกันไป

ผู้ที่มีโทสะไม่มากก็อาจมีอาการเพียงกระเพื่อมจิตแต่ยังไม่ทำความทุจริตให้ปรากฏทางกายและวาจา แต่ถ้าหากโทสะมีกำลังมากแล้วก็อาจแสดงอาการให้พบเห็นได้ เช่น ร้องไห้ กระแทกกระทั้น ดุด่าว่า เกรี้ยวกราด ประทุษร้าย ทำร้าย ทุบตี หรือฆ่าผู้อื่น

ปกติแล้วการเกิดของโทสะนั้นมักเกิดขึ้นจากได้กระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดี ที่ไม่น่าพอใจทางทวารต่างๆ ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอในชีวิตประจำวัน จึงทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ บางคนก็อาจระงับโทสะไว้ไม่ได้ อาจจะแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งทางกายหรือวาจา ที่อาจพัฒนาให้เกิดเรื่องราวที่ใหญ่โตตามมาได้ในภายหลัง

ในบทเรียนทางพระอภิธรรมนั้นกล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า โทสะนั้นมีความดุร้ายเป็นลักษณะ เหมือนอสรพิษที่ถูกตี มีการเผาที่อาศัยของตนเป็นกิจ เหมือนไฟไหม้ป่า มีการประทุษร้ายเป็นผล เหมือนศัตรูผู้ได้โอกาส มีอาฆาตวัตถุ ๑๐ เป็นเหตุใกล้ เหมือนน้ำมูตรเน่าที่ระคนด้วยยาพิษ

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:19:45 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

อาฆาตวัตถุ ๑๐ ประการ คืออะไร?

๑. อาฆาตด้วยคิดว่า เขาได้ทำความเสื่อมเสียให้แก่เราแล้ว

๒. อาฆาตด้วยคิดว่า เขากำลังทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา

๓. อาฆาตด้วยคิดว่า เขาจะทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา

๔. อาฆาตด้วยคิดว่า เขาได้ทำความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ที่เรารักแล้ว

๕. อาฆาตด้วยคิดว่า เขากำลังทำความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ที่เรารัก

๖. อาฆาตด้วยคิดว่า เขาจะทำความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ที่เรารัก

๗. อาฆาตด้วยคิดว่า เขาได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้ที่เราเกลียด

๘. อาฆาตด้วยคิดว่า เขากำลังทำประโยชน์ให้แก่ผู้ที่เราเกลียด

๙. อาฆาตด้วยคิดว่า เขาจะทำประโยชน์ให้แก่ผู้ที่เราเกลียด

๑๐. อาฆาต ในฐานะที่ไม่สมควร เช่น เดินตกหลุม เดินสะดุด หรือเหยียบมูลสุนัข เหยียบหนาม เป็นต้น

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:20:46 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 2

โลกใบนี้นับเป็นห้องเรียนที่มีขนาดใหญ่มากจริงๆ มีสิ่งให้เรียนรู้มากมาย และมีตัวอย่างให้ทำความเข้าใจได้อย่างไม่รู้หยุดหย่อน อย่างเช่นในเรื่องของ "ความโกรธ" นั้น เรามักจะไม่เท่าทันอารมณ์เมื่อเกิดที่ตนเอง แต่ถ้าเกิดที่ผู้อื่นแล้วก็จะเห็นได้ชัด และก็จะพิจารณาได้อย่างไม่หนักใจ บางครั้งก็รู้สึกตลกขบขันไปได้ เพราะไม่มีความเป็น"เรา"เข้าไปเกี่ยวข้อง

มีตัวอย่างเกี่ยวกับโทสะที่จะมาเล่าให้ทราบก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องของเมตตาว่า ในมื้อเย็นของสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีการจัดวางอาหารไว้ให้บริการตัวเอง ในบรรดากับข้าวหลายอย่างนั้นก็มีแกงจืดอยู่หนึ่งหม้อแต่ถูกปิดฝาไว้ด้วยจานข้าวใบใหญ่ที่มีขนาดเดียวกันกับปากหม้อ ผู้ที่ต้องการรับประทานแกงจืด เมื่อเห็นฝาหม้อปิดไว้ด้วยจาน ก็ใช้ทัพพีสำหรับตักแกงจืดที่วางอยู่ใกล้ๆ นั่นแหละงัดจานขึ้นมาจากปากหม้อ และเมื่อตักแล้วก็ใช้จานปิดไว้ดังเดิม ซึ่งก็มีผู้ใช้วิธีนี้ประมาณ ๕-๖ คน

พอมาถึงคนสุดท้าย ที่ต้องการจะตักแกงจืดแล้วเห็นว่าใช้จานปิดแทนฝาหม้อ ซึ่งไม่มีที่ให้จับขึ้นมา ก็โวยวายว่า ใครทำอย่างนี้ แล้วก็เดินไปหาอุปกรณ์อย่างอื่นมางัดจานขึ้นมา เมื่องัดจานขึ้นมาได้แล้วก็วางจานลงในถาดจนเกิดเสียงดัง จากนั้นก็บ่นอีกนิดหน่อย

เหตุการณ์นี้นั่งมองแล้วก็นึกขำ เพราะไม่รู้โกรธอะไร โกรธใคร หรือโกรธหม้อแกง ก็ก่อนหน้านี้ตั้ง ๕-๖ คน ก็ตักแกงจืดจากหม้อนี้แหละ พบปัญหาอย่างเดียวกัน แต่คนเหล่านั้นก็มีวิธีรับมือกับปัญหาได้อย่างสงบ และก็แกงจืดหม้อเดียวกันนี่แหละที่ทำให้อีกคนไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างสงบได้

คิดอย่างสบายใจก็คือว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวัยที่ต่างกันจึงทำให้มีการควบคุมอารมณ์ได้ต่างกัน เพราะ ๕-๖ คน ที่ตักแกงจืดจากหม้อก่อนหน้านั้นล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุกว่ามาก อย่างไรก็ตาม เมื่อหวนกลับไปพิจารณาแล้วความขบขันก็หมดไปและก็เห็นความน่ากลัวของปฏิกิริยาโต้ตอบที่เป็นลูกโซ่อย่างต่อเนื่อง

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:21:32 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 3

เพราะบางครั้งเมื่อเกิดโทสะขึ้นแล้ว ก็อาจพรั่งพรูออกมาเป็นวาจา หรือมีการเคลื่อนไหวกายด้วยความกระแทกกระทั้น จนกระทั่งมีการบ่นพร่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้วิถีจิตมากมายในการก่อการนั้นๆ

การละความโกรธนั้นมีท่านผู้รู้ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แนะนำไว้หลายวิธีการ เช่น มองเห็นผลดีของการระงับความโกรธด้วยเมตตาว่าจะทำให้เรานอนหลับฝันดี มีสุขภาพจิตดี มีความสุขตลอดเวลา เมื่อรู้สึกโกรธหรือเคืองใจใครก็ตาม ให้ตั้งสติระลึกนึกถึงความดีของคน ๆ นั้นไว้ในใจ เมื่อโกรธคนใกล้ตัวหรือโกรธคนไกลตัวเช่น ให้ลองนึกมโนภาพหน้าตาของเขาให้เป็นเด็กเล็ก ๆ ที่น่ารัก

เหล่านี้คือวิธีการคลายความโกรธที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอันเป็นเทคนิควิธีส่วนตัว ส่วนผู้ที่ต้องการมีพลังแห่งจิตที่จะควบคุมหรือขจัดความโกรธให้ได้มากๆ และเป็นฐานช่วยส่งเสริมการเจริญภาวนาก็ต้องปฏิบัติตามหลักกรรมฐานที่ว่าด้วยพรหมวิหารธรรม ซึ่งในที่นี้จะนำมาเฉพาะการเจริญเมตตาพรหมวิหารตามนัยแห่งหนังสือวิสุทธิมรรคเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:22:02 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 4

การเจริญเมตตาพรหมวิหาร


บุคคลผู้แรกเริ่มทำกรรมฐาน ประสงค์จะเจริญเมตตาพรหมวิหารให้บังเกิดมีขึ้นในจิตสันดานของตน ในเบื้องต้นต้องตัดปลิโพธ คือความกังวล ๑๐ ประการ ให้สิ้นห่วงเสียก่อน แล้วจึงไปเรียนเอาวิธีเจริญเมตตากัมมัฎฐานให้เป็นที่เข้าใจพอที่จะนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องได้

เมื่อจะเริ่มปฏิบัติ พึงบริโภคอาหารให้อิ่มหนำสำราญพอแก่ความต้องการ และบรรเทาความง่วงอันเกิดแต่การบริโภคนั้นให้สร่างหายก่อน ลำดับนั้นพึงไปนั่งขัดสมาธิอย่างสบาย ณ อาสนะซึ่งได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าตรงที่อันสงัดปราศจากเสียงรบกวนและไม่มีคนพลุกพล่านไปมา โดยเอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง

เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ประการแรกจงพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติอย่างเด่นชัดเสียก่อน

เพราะเหตุไรจึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติก่อน ?

เพราะการเจริญเมตตาพรหมวิหารนี้ ความประสงค์ก็เพื่อที่จะสลัดทิ้งเสียซึ่งความโกรธและให้บรรลุถึงซึ่งขันติคุณ เป็นจุดหมายสำคัญ ประกอบด้วยมีกฎความจริงอยู่ว่า ใคร ๆ ก็ตาม ย่อมไม่อาจสละทิ้งซึ่งโทษที่ตนไม่ได้เห็น และไม่อาจที่จะบรรลุถึงซึ่งอานิสงส์ที่ตนมิได้รู้มาก่อน

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:23:33 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 5

การพิจารณาโทษความโกรธและอานิสงส์ขันติ

เพราะฉะนั้น ก่อนแต่จะลงมือเจริญเมตตากัมมัฏฐาน โยคีบุคคลจึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธเสียก่อน ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลักอาทิเช่น

“ดูก่อนอาวุโส คนที่โกรธขึ้นมาแล้ว ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีจิตอันความโกรธยึดครองไว้แล้ว ย่อมอาจล้างผลาญชีวิตของกันและกันได้ดีทีเดียว”

และต้องพิจารณาให้รู้อานิสงส์ของขันติ ทั้งนี้โดยอาศัยนัยที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นหลัก อาทิเช่น

“ขันติ คือความยับยั้งใจไว้ได้ เป็นธรรมเครื่องเผาบาปให้เหือดแห้งชั้นเยี่ยม เรายกย่องบุคคลผู้มีขันติเป็นกำลัง มีขันติเป็นกองทัพ ว่าเป็นพราหมณ์ คุณธรรมที่จะเป็นเครื่องป้องกันความฉิบหาย และนำไปซึ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่มาให้แก่ตนและคนอื่น ที่จะประเสริฐวิเศษยิ่งไปกว่าขันตินั้นย่อมไม่มี”

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:25:07 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 6

ต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาก่อน

เมื่อได้เห็นโทษของความโกรธ และรู้อานิสงส์ของขันติแล้วดังนั้น คราวนี้ก็ถึงวาระที่โยคีบุคคลจะพึงเริ่มเจริญเมตตากัมมัฏฐาน เพื่อประโยชน์ที่จะข่มจิตให้พ้นจากความโกรธซึ่งมีอานิสงส์ตามที่ตนได้รู้ประจักษ์มาแล้วต่อไป แต่ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัตินั้น จำต้องรู้คนที่เป็นโทษแก่เมตตาภาวนาอีกก่อน ว่าบุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงในอันดับแรกไม่ได้บุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงไม่ได้เลยตลอดกาล ดังต่อไปนี้

ห้ามเจริญในคน ๔ จำพวกเป็นอันดับแรก คือ คนที่เกลียดชัง ๑ เพื่อนที่รักมาก ๑ คนที่เป็นกลาง ๆ ๑ คนที่เป็นคู่เวรกัน ๑ ส่วนคนต่างเพศกันห้ามมิให้เจริญเมตตาไปโดยจำเพาะเจาะจง และคนที่ตายแล้วห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเลยตลอดกาล

เพราะเหตุไร บุคคล ๔ จำพวก มีคนที่เกลียดชังกันเป็นต้น จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปถึงเป็นอันดับแรก

เพราะเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาโดยเพ่งเอาคนที่เกลียดชังมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนที่รักนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ลำบากใจมาก เมื่อจะเพ่งเอาเพื่อนที่รักมากมาตั้งไว้ในฐานะเป็นคนกลาง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเช่นเดียวกัน แม้เพียงแต่เขาได้ประสบทุกข์นิดหน่อยก็เป็นเหตุให้โยคีบุคคลถึงกันเสียใจ ร้องไห้ได้เสียแล้ว เมื่อจะเพ่งเอาคนที่เป็นกลาง ๆ มาตั้งไว้ฐานะเป็นที่รักเล่า ก็ย่อมจะเป็นการยากแก่ใจทำนองเดียวกัน และเมื่อระลึกถึงคนที่เป็นคู่เวรกัน ความโกรธแค้นก็จะเกิดขึ้นมา เมตตาภาวนาย่อมบังเกิดขึ้นไม่ได้

ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่เกลียดชังเป็นต้นเป็นอันดับแรก

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:26:35 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 7

ห้ามเจริญเจาะจงในคนต่างเพศ

ในกรณีที่คนต่างเพศกันนั้น เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปโดยเจาะจงคือเพ่งเอาคนต่างเพศนั้นมาเป็นอารมณ์โดยเฉพาะ ราคะคือความกำหนัดยินดีในเพศก็จะเกิดขึ้นมาแทนเมตตาภาวนาไม่อาจที่จะเกิดขึ้นได้ เคยมีตัวอย่างมาว่า

บุตรอำมาตย์คนหนึ่งเรียนถามพระเถระที่ตนอุปัฎฐากว่า “พระผู้เป็นเจ้าขอรับ เมตตาภาวนานี้จะต้องเจริญให้บังเกิดแก่ใครจะดี” พระเถระให้คำตอบว่า “ต้องเจริญให้บังเกิดในคนที่รักจึงจะดี คุณโยม” ก็ภริยาของเขาเองเป็นที่รักของบุตรอำมาตย์นั้น เขาจึงได้เจริญเมตตาภาวนาไปในภริยาของเขานั่นเอง ผลจึงปรากฏว่าเขาได้ทำการรบกับฝาเรือนตลอดคืนยันรุ่งทีเดียว ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาโดยเจาะจงในคนต่างเพศ

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:27:29 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 8

ห้ามเจริญในคนตายแล้วตลอดกาล

ในกรณีคนที่ตายแล้ว เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปถึงคนที่ตายแล้ว เขาย่อมไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งอัปปานาสมาธิ หรือแม้เพียงขั้นอุปจารสมาธิได้เลย เคยมีตัวอย่างว่าภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งได้เจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาพระอาจารย์มาเป็นอารมณ์ แม้เธอจะได้เพียรเจริญสักเท่าไร เมตตาฌานก็มิได้บังเกิดขึ้นแก่เธอ ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้อย่างชำนิชำนาญมาก่อนแล้ว เธอจึงได้ไปเรียนถามพระมหาเถระว่า “ใต้เท้าขอรับ กระผมเคยเจริญเมตตาฌานได้อย่างชำนิชำนาญมาแล้ว แต่บัดนี้กระผมไม่สามารถจะเข้าสู่เมตตาสมาบัตินั้นได้จะเป็นด้วยเหตุอะไรหรือขอรับผม”

พระมหาเถระแนะนำว่า “อาวุโส เธอลองตรวจดูอารมณ์กรรมฐานที่เธอเจริญเมตตาไปถึงนั้นว่า จะยังมีชีวิตอยู่หรือหาไม่แล้ว”

เมื่อภิกษุนั้นตรวจดูอารมณ์กรรมฐาน ก็ได้ทราบว่าพระอาจารย์ได้ถึงแก่มรณภาพไปเสียแล้ว จึงได้เปลี่ยนอารมณ์กรรมฐานใหม่ เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาคนอื่นมาเป็นอารมณ์จึงได้สำเร็จเมตตาสมาบัติสมดังประสงค์

ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่ตายแล้วตลอดกาล

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:27:51 น.] ( IP = 203.172.117.46 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณมากครับ ที่นำเรื่องดีมีประโยชน์มาให้ได้อ่าน เพิ่มความรู้ในการที่จะกระทำเมตตาให้เกิดขึ้นในจิต

เพราะถ้าขาดความรู้และความเข้าใจในการปฏิบัติธรรมนี้แล้ว การกระทำก็ไม่เกิดผล โดยเฉพาะทำกับบุคคลที่ทรงห้ามไว้นั่นเอง เพราะถึงจะแผ่เมตตาสักกีครั้งกี่หนก็คงเป็นเพียรการพร่ำบ่นไปเท่านั้น ความเจริญของเมตตาก็หาเกิดที่จิตได้ไม่

เมื่อได้อ่านมาจนจบ ก็รู้ได้เลยถึงการที่จิตใจนั้นยังไม่เป็นเมตตาดั่งที่ปรารถนา เพราะขาดความเข้าใจก่อนกระทำนี่เอง.

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 11:40:35 น.] ( IP = 58.9.148.173 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณค่ะ

ที่ได้นำเรื่องการเจริญเมตตาพรหมวิหาร ว่าจะต้องทำอย่างไร มีข้อห้ามอย่างไรบ้าง

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ต.ค. 2549 , 17:32:57 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org