มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา เล่ม ๒ (๙)






สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา เล่ม ๒ (๙)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ลักษณะรูป ๔


ธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่ารูปหรือนามก็ตาม ใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะเกิดขึ้นมาได้เองก็หามิได้ สรรพสิ่งทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาได้ ก็ด้วยอาสัยเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นมาทั้งนั้น ไม่ว่าอะไรที่ใครต่อใครได้ประสบพบเห็น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติหรือจะสร้างขึ้นมาจากฝีมือของมนุษย์ก็ตาม

มันก็จะต้องมีตัวการที่เป็นผู้ทำให้มี ทำให้เป็นขึ้นมา หรือได้เป็นเหตุทำให้ผลปรากฏเกิดขึ้นมาทุกชิ้นทุกอัน จะมาจากการดลบันดาลของผู้หนึ่งผู้ใดก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ จะเกิดขึ้นมาจากพระผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ หรือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ก็ย่อมจะไม่มีหวังอย่างแน่นอน

ธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่ารูปหรือนามประการใดจะเกิดขึ้นมาได้ก็จะต้องอาศัยเหตุ และเหตุที่จะให้เกิดของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็มีอยู่ ๔ ประการ คือ เกิดจากอำนาจของกรรม เกิดจากอำนาจของจิต เกิดจากอำนาจของอุตุ และในประการสุดท้ายเกิดจากอำนาจของอาหาร นอกจากเหตุทั้ง ๔ ประการเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีเหตุใดอื่นอีกเลย

ธรรมชาติทั้งหลายที่เป็นรูป อันได้แก่ข้าวของ คนหรือสัตว์ หรือที่เป็นนาม อันได้แก่จิต, เจตสิก ก็ล้วนแต่เป็นสังขตธรรม อันหมายถึงต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงตั้งอยู่อย่างมั่นคงไม่ได้ เพราะถูกปรุงแต่งให้เป็นไปต่าง ๆ ด้วยปัจจัยทั้ง ๔ คือ กรรม, จิต, อุตุ และอาหาร

ส่วนพระนิพานกับบัญญัตินั้นมิได้ถูกปัจจัยทั้ง ๔ ปรุงแต่งแต่ประการใดเลย ด้วยเหตุนี้ พระนิพพานกับบัญญัติจึงเป็นอสังขตธรรม อันหมายถึงธรรมที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยเหตุนี้ พระนิพพานกับบัญญัติจึงเป็นอสังขตธรรม อันหมายถึงธรรมที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยทั้ง ๔

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:40:19 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สัตว์ทั้งหลายเมื่อประมวลลงโดยย่อที่สุดแล้ว ก็มีอยู่ ๒ อย่าง ได้แก่รูปกับนาม ทั้งรูปกับนามนี้ก็หาได้ยืนยงคงทนไม่แม้แต่สักวินาทีหนึ่ง ย่อมจะผันแปรเปลี่ยนแปลงอยู่ไปมาตลอดเวลา

รูปทั้งหมดที่ประชุมกันขึ้นมานั้น ประกอบกันขึ้นมาจากหน่วยเล็ก ๆ ที่เรียกว่าปรมาณู และปรมาณูทั้งหมดของมนุษย์ก็ย่อมจะตั้งอยู่อย่างมั่นคงไม่ได้ เพราะด้วยอำนาจของกรรม ทำให้รูปร่างผิด ๆ กันไป (ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เดรัจฉาน) ด้วยอำนาจของจิตทำให้แสดงออกซึ่งอาการต่าง ๆ กัน ด้วยอำนาจของอุตุทำให้รูปแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา และด้วยอำนาจของอาหารทำให้เจริญเติบโตขึ้น เหล่านี้เป็นต้น

แม้จิตกับเจตสิกก็ได้อาศัยเหตุด้วยประการต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เป็นไป จึงตั้งอยู่อย่างมั่นคงไม่ได้ ต้องเกิด ต้องดับ ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หยุดนิ่งไม่ได้เลยแม้แต่สักวินาทีหนึ่ง

ด้วยเหตุดังนี้เอง ท่านจึงได้จัด จิต, เจตสิก, รูป อยู่ในหมวดธรรมที่เรียกว่าสังขตธรรม เพราะถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยต่าง ๆ และจัดนิพพานกับบัญญัติเป็นอสังขตธรรม เพราะปัจจัยทั้ง ๔ ประการนั้นเข้ามาปรุงแต่งไม่ได้

ธรรมดาของรูปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นภูเขา แม่น้ำ หรือส่งใด ถ้าได้ชื่อว่าเป็นรูปแล้ว ก็หนีไปพ้นจากการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ย่อมจะมีการเกิดขึ้น ซึ่งได้แก่ ชาติ ย่อมจะมีการตั้งอยู่อันได้แก่ชรตา และจะต้องสลายตัวเปลี่ยนแปลงไป คือ อนิจจตา ซึ่งสภาพธรรมทั้ง ๓ เหล่านี้จะปรากฏแก่รูปทั้งหลายหลีกพ้นไปไม่ได้เลย เพราะเป็นธรรมชาติที่มีประจำตัว ซึ่งในปรมัตถธรรมเรียกชื่อว่า ลักขณะ จากบาลีว่า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:46:32 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

รูปสฺส อุปจโย สนฺตติ ชรตา อนิจฺจตา ลกฺขณ รูปํ นาม
ความเกิดของรูป ความเจริญของรูป ความเสื่อมของรูป และความแตกดับของรูป ย่อมมีนามว่า ลักขณะรูป

ลกฺขียนฺติ วินิจฺฉียนฺติ ธมฺมา อิเม สงฺขตาติ เอเตนาติ = ลกฺขณํ
ธรรมทั้งหลาย อันบัณฑิตกำหนดวินิจฉัยได้ว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นสังขตะด้วยการอาศัยรูปนี้ ฉะนั้น รูปที่เป็นเหตุแห่งการกำหนดวินิจฉัยได้นั้น จึงชื่อว่า ลักขณะ

ด้วยเหตุนี้เอง คำว่า ลักษณะ จึงได้แก่ธรรมชาติที่มีประจำตัว และธรรมชาติที่มีประจำตัวนี้จะไม่มีเสียแล้วก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีธรรมชาติประจำตัวก็ย่อมจะไม่มีสิ่งนั้น

ดังนี้เอง รูปทั้งหลายจึงมีความเกิด มีความเจริญ และมีความเสื่อมไป ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจของปัจจัยที่มาปรุงแต่ง คือ กรรม, จิต, อุตุ, อาหาร อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างนั่นเอง

เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดหรือก่อให้ผลปรากฎมีขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ ความเกิดความเจริญ และความเสื่อม อันเรียกว่า สังขตธรรม แต่สำหรับธรรมที่มิได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยทั้ง ๔ นี้ ก็ย่อมไม่มีเครื่องหมายประจำตัวทั้ง ๓ ประการ เรียกว่า เป็นอสังขตธรรม ลักษณะของรูปธรรมนั้นก็ย่อมเป็นดังนี้

ส่วนลักษณะของนามธรรม คือ จิต เจตสิก นั้นมีการเกิดขึ้น มีการตั้งอยู่ และมีการดับไป แต่ลักษณะของรูปธรรม แยกออกเป็น ๔ อย่าง ได้แก่ อุปจยะ การเกิดขึ้นในครั้งแรก สันตติ รูปที่เกิดสืบต่อไป ชรตา ความเสื่อมสลายของรูป และอนิจจตา ความดับของรูป หรือเรียก รูปัสสอุปจย รูปัสสสันตติ รูปัสสชรตา และรูปัสสอนิจจตา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:47:09 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

อุปจยรูป


"อาทิโต อุปวิโต จ จโยติ = อุปจโย"
การเกิดขึ้นในครั้งแรก และการเกิดขึ้นในครั้งหลัง ๆ จนครบรูปที่ควรเกิดขึ้นได้ของ นิปผันรูป ชื่อว่า อุปจยะ

การปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย ถือเอาขณะแรกเกิดเท่านั้นที่ชื่อว่าปฏิสนธิ แล้วหลักจากปฏิสนธิเป็นต้นมาเรียกว่าปวัตติ์ อันเป็นเวลาหลังจากปฏิสนธิแล้วไปจนถึงจุติคือความตายได้มาถึง ซึ่งปฏิสนธินั้นถือเวลาขณะจิตเดียว แต่ปวัตตินี้อาจจะเป็นเวลายืนยาวนานเท่าใดก็ได้ ซึ่งแล้วแต่จะเป็นสัตว์ชนิดไหนจนกว่าจะตายลงไป

เมื่อการปฏิสนธิของสัตว์ได้เริ่มขึ้นในขณะแรกนั้น กรรมชรูป คือรูปที่อำนาจของกรรมผลิตสัตว์ให้เป็นประสาทกาย หรือเพศหญิงเพศชาย เป็นต้น ก็ได้ถูกกรรมผลิดให้อุบัติขึ้นมาในทันทีทันใด กรรมชรูปที่เกิดขึ้นในครั้งแรกนั้น ชื่อว่า อุปจยะ ซึ่งเป็นรูปที่เรียกว่า นิปผันนรูป คือ รูปปรมัตถ์โดยแท้ (นิปผันนรูปมี ๑๘ ขอให้ดูจากตอนต้น) แต่ละอันล้วนเป็นรูปที่ละเอียดมากเป็นรูปปรมาณู ทั้งนี้ หมายถึงการเกิดของสัตว์ประเภท คัพภเสยกะ สัตว์ที่เกิดจากครรภ์ของมารดาเท่านั้น

ต่อจากปฏิสนธิขณะเป็นต้นไป รูปทั้งหลายก็หาได้หยุดยั้งการเกิดเพียงแต่เท่านี้ไม่ กรรมชรูปที่ทำให้รูปเหล่านี้เกิดขึ้นมานั้น เกิดขึ้นมายังไม่ครบบริบูรณ์ เช่น ยังไม่มีประสาท ตา ประสาทหู เป็นต้น กรรมชรูปก็ย่อมผลิตรูปขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะครบบริบูรณ์ ฉะนั้น การเกิดขึ้นของกรรมชรูปในตอนหลัง ๆ ที่ต่อจากปฏิสนธิขณะเป็นต้นมา จนกว่ากระทั่งจะเกิดรูปครบบริบูรณ์ เหล่านี้ ก็ชื่อว่า อุปจยะ ด้วย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:47:32 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

ตามที่ได้กล่าวมานี้ สำหรับสัตว์ที่เกิดเรียกว่า คัพภเสยกะ แต่ถ้าเป็นสัตว์ที่เรียกว่า สังเสทชะกำเนิด และโอปปาติกะกำเนิด ในขณะเกิดคือในขณะปฏิสนธินั้น กรรมชรูปเกิดครบอยู่แล้ว(ทั้งรูปทั้งนามเกิดพร้อมกันทันที) มี ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และอื่น ๆ ครบบริบูรณ์ ฉะนั้น รูปที่เกิดตั้งแต่ครั้งแรกที่เรียกว่า กรรมชรูปในปฏิสนธิขณะเหล่านั้น จึงเรียกว่า อุปจยะ

อย่างไรก็ดี เมื่อรูปทั้งหลายของสังเสทชะและของโอปปาติกะเกิดนั้น เกิดครบบริบูรณ์ดังได้กล่าวมาแล้ว แม้รูปที่เกิดทดแทนสืบต่อจากนั้นมา หรือรูปต่าง ๆ ทีเกิดต่อจากปฏิสนธิขณะเป็นต้นมา ไม่เรียกว่า อุปจยะ เพราะว่าเป็นรูปที่มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง

อุปจยะรูป หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ชาติรูป นี้ ในวิภาวนีฎีกาได้แสดงเอาไว้ว่า

ปฏิสนฺธิโต ปฏฺฐาย ยาว จกฺขาทิทสฺสกานํ อุปตฺติ เอตฺตนฺตเร รูปุปฺปาโต อุจโย นาม
นับแต่เริ่มตั้งครรภ์ (ปฏิสนธิ) ตราบถึงจักชุทสกะ เป็นต้นเกิดนั้นรูปที่แรกเกิดในกาลนั้น ย่อมมีนามว่า อุปจยะ

อุปจยะรูปนั้น ตามเทศนาที่แสดงไว้ใน สํยุตฺตนิกาย ก็ได้แต่ตอนที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงเทศนาแก่อินทยักษ์ ในขณะนั้นประทับอยู่ ณ อินทกูฎบรรพตในนครคธรัฐ เรื่องนี้มีว่า

อินทยักษ์มีความเชื่อมั่นว่า คนเราตายลงไปแล้ว วิญญาณหรือที่เรียกกันว่าตัวชีวิต อันสิงสถิตอยู่ในร่างกายนั้น ก็จะต้องยายไปสู่ร่างกายใหม่ต่อไป ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายสอนว่า รูปไม่ใช่ชีวิตเสียแล้ว สัตว์โลกทั้งหลายจะได้กายมาแต่ไหน และกระดูก, ตลอดจนเส้น, เอ็น ฯลฯ จะได้มาจากอะไร

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:48:05 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเทศนาว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อจะกล่าวโดยประมวลลงไปแล้ว ก็ย่อมมีการเกิดได้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

๑. สังเสทชะ ได้แก่ สัตว์ที่เกิดจากที่เปียกชื้น ฯลฯ

๒. โอปปาติกะ ได้แก่ สัตว์ที่เกิดเป็นตัวตนทันที

๓. คัพภเสยกะ ได้แก่ สัตว์ที่เกิดโดยอาศัยครรภ์มารดา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ยกเอาสัตว์จำพวกคัพภเสยกะขึ้นมาเป็นที่ตั้ง เพื่อให้อินทยักษ์หายข้องใจว่า การปฏิสนธินั้น เริ่มตั้งแต่น้ำใส ๆ ที่เรียกว่า กลละ แล้วจึงค่อย ๆ เจริญเติบใหญ่ขึ้นมาทีละน้อย ๆ ตามสัตตาหะที่ผ่านไป สัตตาหะหรือสัปดาห์หนึ่งมี ๗ วัน เมื่อครบ ๔๒ สัปดาห์ ได้แก่ ๙ เดือน กับ ๒๔ วัน (ที่คนไทยเรานิยมเรียกกันว่า ครบทศมาส) ทารกจึงจะได้คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:48:43 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

ความเป็นไปของสัตว์จำพวกคัพภเสยกะตลอดที่อยู่ในครรภ์ของมารดา ๔๒ สัปดาห์ นั้น เป็นไปดังนี้

กลลสตฺตาหะ มีความเป็นอยู่ในสภาพของน้ำใส ๆ จำนวน ๑ สัปดาห์

อพฺพุทสตฺตาหะ มีความเป็นอยู่ในสภาพของฟองน้ำ จำนวน ๑ สัปดาห์

เปสิสตฺตาหะ มีความเป็นอยู่ในสภาพของเมือกไข จำนวน ๑ สัปดาห์

ฆนสตฺตาหะ มีความเป็นอยู่ในสภาพของปุ่ม ๕ ปุ่ม จำนวน ๑ สัปดาห์

ปริปากสตฺตาหะ มีความเป็นอยู่ในสภาพของการขยายตัวของทั้ง ๕ ปุ่ม ซึ่งได้แก่ ศีรษะ ๑ แขน ๒ ขา ๒ จำนวน ๕ สัปดาห์

จกฺขาทิสตฺตาห อายตนะ ได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น เกิด ๑ สัปดาห์

ปริปากสตฺตาห อายตนะทั้งหมดอยู่ในระยะเจริญ ๓๐ สัปดาห์

เกสาทิสตฺตาห โกฎฺฐาส อันมีผม เป็นต้นเกิดขึ้น ๑ สัปดาห์

รวมทั้งสิ้นเป็น ๔๒ สัปดาห์ ทารกในครรภ์ก็มีความเจริญเติบโตพอที่จะคลอดออกจากครรภ์ของมารดา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:49:13 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 7

ฝ่ายอินทยักษ์ ครั้นได้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้เทศด้วยประการต่าง ๆ เพื่อความเหมาะสมแห่งอัชฌาสัยของตนแล้ว อินทยักษ์ก็ถวายอภิวาทอนุโมทนาสาธุการต่อพระสัพญญตญาณของพระองค์

ลักขณาทิจตฺของอุปจยรูป คือ

อาจย ลกฺขโณ มีการแรกเกิด เป็นลักษณะ

รูปานํ อุมฺมชชาน รโส มีการทำให้บรรดารูปได้เกิด เป็นกิจ

ปริปุณฺณภาว ปจฺจฺปฎฺฐาโน มีสภาพที่บริบูรณ์ของรูป เป็นผล

อุปจิตรูป ปทฎฺฐาโน มีรูปที่กำลังจะเกิด เป็นเหตุใกล้

สำหรับวิการรูป ๓ คือ รูปลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมจะเกิดขึ้นพร้อมกัน จะสังเกตุเห็นได้ในอิริยาบถน้อยใหญ่จากคนที่มีจิตเป็นกุศล เช่นจะไปใส่บาตรพระ ก็ย่อมจะมีอิริยาบถนุ่มนวลสะดวกสบายเรียบร้อยกว่าคนที่กำลังมีความโกรธซึ่งย่อมจะมีอิริยาบถแข็งหรือหยาบกระด้าง เป็นต้น และรูปทั้ง ๓ นี้จะเกิดกับสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 08:49:45 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

นับว่าป็นความรู้อันละเอียดและลึกซึ้ง

ดูไปแล้วหมวดธรรมต่างๆเมื่อนำมารวบรวมลักษณะการเกิดขึ้น
ตลอดทั้งอำนาจแห่งการเกิดย่อมมีความพิเศษ
และมีลำดับแห่งการเกิดขึ้นที่หลากหลาย

ไม่ว่าเวลาจะเนิ่นเพียงใด
สัจจธรรมนี้ก็คงไว้ซึ่งความปรากฏได้อย่างแท้จริง

ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของวิทยาศาสตร์
ที่มิอาจจะดำรงความเที่ยงแท้เหล่านี้ไว้ได้
แปรเปลี่ยนไปตามข้อพิสูจน์ที่พอจะมองเห็นได้

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 12:55:23 น.] ( IP = 202.28.181.9 : : 10.6.129.65 )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ ที่ได้กรุณาอธิบายธรรมที่ยากนี้มาให้เข้าใจรู้ตามได้ง่ายครับ

ความโดดเด่นเฉพาะตนๆนั้น ที่ใช้คำว่าลักษณะนี้ มีรายละเอียดปราณีตมากจริงๆนะครับ สามารถกระทำให้เกิดการเจริญขึ้นๆไปตามลำดับ จนกระทั่งหมดอายุไป

ยิ่งเข้าใจเรื่องรูปมากขึ้นครับผม และจะติดตามอ่านเพื่อเกิดความรู้ความเข้าใจยิ่งขึ้นต่อไปครับผม.



โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ต.ค. 2549 , 16:13:43 น.] ( IP = 58.9.145.131 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org