มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา เล่ม ๒ (๑๓)






สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา เล่ม ๒ (๑๓)
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

รูปวิภาคนัย


นัยที่ ๑ ที่ได้ศึกษาผ่านมาแล้ว เป็นการแสดงเรื่องของรูปธรรมโดยย่อ เรียกว่า รูปสมุทเทส เป็นการศึกษาเรื่องรูปแต่ละรูป เพื่อเข้าถึงลักษณะพิเศษที่มีประจำตัวของรูปนั้นๆ ตลอดจนกิจการหน้าที่ของรูปเหล่านี้เป็นต้น

สำหรับนัยที่ ๒ ที่จะได้บรรยายต่อไปนี้ เรียกว่า รูปวิภาค เป็นการแสดงเรื่องของรูปธรรมโดยพิสดารกว้างขวางละเอียดลออขึ้น เพื่อเข้าถึงความจริงของรูปทั้ง ๒๘ โดยจัดแยกออกเป็นส่วนเดียว หรือแยกออกเป็นสองส่วน ดังมีคาถาสังคหะแสดงเอาไว้ว่า

อิจฺเจวมฏฺฐวีสติ วิธมฺปิ จ วิจกฺขนา
อชฺฌตฺติกาทิเภเทน วิภชฺชนฺติ ยถารหํ ฯ

แปลความว่า บัณฑิตผู้เห็นประจักษ์ ย่อมจำแนกรูปแม้ทั้ง ๒๘ รูป ออกไปโดยประเภทมีอัชฌัตติกรูปเป็นต้น ตามควรอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

ในรูปวิภาคนี้ แสดง ๒ มาติกา(แม่บท) คือ

ก. เอกมาติกา คือ แม่บทอันเดียว หมายความว่า รูปธรรมที่มีอยู่ทั้งหมดทั้ง ๒๘ รูปนั้น มีแม่บทที่เหมือนหรือเป็นอย่างเดียวกัน มีสภาพส่วนรวมเป็นอันเดียวกัน หรือมีแม่บทเหมือนกัน

ข. ทุกมาติกา คือ แม่บทคู่ หมายความว่า รูปธรรมที่มีอยู่ทั้งหมดทั้ง ๒๘ รูปนั้น มีสภาพที่สามารถแยกเป็นคู่ คือเป็น ๒ ส่วน ซึ่งได้แก่แม่บทมีความหมายต่างกันออกไปเป็นคู่ๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ต.ค. 2549 , 08:37:54 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อธิบายเอกมาติกา ที่กล่าวว่า รูปทั้ง ๒๘ รูปนั้น มีแม่บทอันเดียว หรือมีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน หรือเป็นประเภทเดียวกันนั้นมีอธิบายดังนี้

๑. เป็นอเหตุกรูป เป็นรูปที่ปราศจากเหตุ หรือไม่สัมปยุตกับเหตุ คือไม่มีเหตุเข้าประกอบ และไม่มีเหตุประกอบทั้ง ๒๘ รูปเลยทีเดียว

คำว่า "เหตุ" นั้น ได้แก่ธรรมชาติที่ทำให้ผลเกิดขึ้นมา แต่ผลที่เกิดขึ้นมานั้น เกิดขึ้นมาจากเหตุอันเป็นแดนเกิดหลายอย่างด้วยกัน เช่น ผลที่เกิดขึ้นมาจากบุญจากบาป ผลที่เกิดขึ้นมาจากความร้อน แล้วทำให้รูปเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ

ความมุ่งหมายในคำว่า "เหตุ" ในที่นี้ มุ่งหมายเฉพาะเหตุ ๖ ประการ คือ โลภะเหตุ โทสะเหตุ โมหะเหตุ และอโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ต.ค. 2549 , 08:39:36 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

ธรรมดารูปทั้งหลายไม่สัมปยุตกับเหตุ คือรูปทั้ง ๒๘ รูปนั้น มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแน่นอนอย่างหนึ่งว่า บาปหรือบุญเข้าประกอบไม่ได้ ดังนั้นจึงพูดว่า รูปทั้งหมดไม่มีความสามารถที่จะเป็นโลภ โกรธ หลง หรือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เพราะหาใช่วิสัยของรูปที่จะเป็นเช่นนั้น

ยกตัวอย่าง เช่น รูปประสาทตา ประสาทหู เป็นต้น แม้ว่ากรรมจะเป็นผู้ผลิตสร้างขึ้นมา หรือด้วยอำนาจของกรรม ทำให้มีประสาทตา ประสาทหู ก็ดี แต่ก็เป็นเพียงสถานที่ทำการงานของจิตใจเท่านั้น ประสาทตา ประสาทหู ไม่มีหน้าที่ทำการเห็น ทำการได้ยินได้

เมื่อทำการเห็นทำการได้ยินไม่ได้เช่นนี้ ประสาทตาและประสาทหูก็พ้นจากสัมปยุตด้วยเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุบาปหรือเหตุบุญก็ดี สรุปก็คือ รูปทั้งหลายเป็นบาปเป็นบุญไม่ได้

แต่อย่างไรก็ดี รูปหลายชนิดก็เกิดจากบาปจากบุญได้เหมือนกัน เช่น คนที่ทำไม่ดีไม่มีกุศลมาจากในอดีต จึงมีประสาทตา ประสาทหูที่ไม่ค่อยจะบริบูรณ์ คนที่ทำดีมีกุศลมาจากอดีต จึงได้มีประสาทตา ประสาทหูที่ดี ดังนี้เป็นต้น

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสรุปลงได้ว่า รูปทั้งหลายไม่มีความสามารถที่จะสัมปยุตเหตุ คือประกอบด้วยบาปหรือด้วยบุญไม่ได้นั่นเอง ทั้งนี้เหมือนกันหมดทั้ง ๒๘ รูป

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ต.ค. 2549 , 08:40:39 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

อย่างไรก็ดีในวิทยาการทางโลกมีหลายคนพูดว่า มันสมองเป็นผู้สั่งการงานให้ร่างกายเป็นไป มันสมองเป็นตัวเกิดความรู้สึกนึกคิด เพราะการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าก็ปรากฏผลขึ้นมาเช่นนั้น หรือเพราะความเสียหายเกิดขึ้นกับมันสมองส่วนนี้ จึงเป็นเหตุทำให้เกิดเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ มันสมองส่วนนั้นได้ถูกกระทบกระเทือนบุคคลจึงได้เกิดการหลงลืมนึกเรื่องราวอะไรไม่ออกเลย เหล่านี้เป็นต้น

เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องลึกซึ้งยิ่งนัก ดังนั้น จึงได้เป็นเหตุก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับนักวิชาการทั้งหลายที่ค้นคว้าเรื่องของชีวิตจิตใจ แล้วหลงเข้าใจไปว่ามันสมองนั้นคือจิตใจ

"ด้วยเหตุที่มันสมองเป็นตัวจิตใจสั่งให้ร่างกายทำการงานต่างๆ ทั้งดีทั้งชั่วดังนี้ จึงเกิดบาปเกิดบุญกับมันสมองซึ่งเป็นรูปหรือเป็นสสารมิได้ เมื่อตายลงไปแล้วก็จะต้องสูญโดยถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ไม่ต้องรับผลของกรรมอีกต่อไป" การสั่งสอนกันโดยไม่ถูกสภาวะเช่นนี้ นับได้ว่าเป็นตัวอันตรายแก่ผู้ที่เชื่อถือผิดๆ มากเหลือเกิน ทั้งกว้างขวางเป็นอย่างยิ่งด้วย

เพราะความเห็นผิดว่ารูปคือมันสมองเป็นตัวจิตใจนั้น จะเป็นเหตุให้คนส่วนมากนำพาต่อความประพฤติของตนน้อยลงไป เพราะจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องของผลดีผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคต ด้วยชาติหน้ามิได้มีเสียแล้ว จะระวังก็แต่การกระทำที่ผู้อื่นจะรู้เห็นแล้วตนเสียหาย หรือการที่จะผิดกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ต.ค. 2549 , 08:41:22 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อนักเรียนทั้งประเทศถูกสอนให้เชื่อว่าจิตใจคือมันสมอง ฉะนั้น จึงไม่ต้องได้รับผลจากการกระทำของตนในอนาคตเสียแล้ว ผู้ที่รั้งจิตใจของตนเอาไว้ไม่อยู่ ผู้ที่อดทนอยู่ไม่ไหวต่อสิ่งที่มารบเร้าดึงเหนี่ยวให้นำตนเข้าไปสู่ความปรารถนาของหัวใจ หรืออดทนต่อความทะยานอยากเอาไว้ไม่ได้ที่จะให้ได้อารมณ์ที่ดีเข้ามา จึงไขว่คว้าหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

จึงเป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนและช่วงชิงผลประโยชน์กันอยู่ทั่วไป ผลร้ายนี้ก็จะกระจายออกไปอย่างกว้างขวางทั่วทุกทิศ ต่างก็จะพากันได้รับความทุกข์ยากลำบาก กระทบกระเทือนมากและน้อยไปทั่วกัน

วิทยาการอันไม่ถูกต้องดังกล่าวนี้ นอกจากจะก่อผลร้ายให้ได้เห็นดังแสดงมาย่อๆ แล้ว ยังจะชักพาให้ผู้ประพฤติผิดคิดมิชอบให้ไปเสวยความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส ชาติแล้วชาติเล่าในอบายภูมิอีกด้วย จึงนับว่าเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทีเดียว

สำหรับในพระพุทธศาสนาเฉพาะอย่างยิ่งในพระอภิธรรมปิฎกนั้น ได้แสดงถึงว่ารูปทั้งหลายไม่ว่ารูปอะไรเหมือนกันหมดทั้ง ๒๘ รูป ล้วนแต่เป็นอเหตุก ไม่มีเหตุอันเป็นบาปหรือเป็นบุญเข้าประกอบได้ เป็นอนารัมณัง ทำความรู้สึกนึกคิดไม่ได้ด้วย แม้ว่ารูปนั้นจะวิวัฒนาการมานานสักเท่าใดก็ตาม

สำหรับที่ผมได้บรรยายมาเป็นการแสดงถึงเอกมาติกา ที่กล่าวว่าแม่บทอันเดียว หรือมีความหมายเป็นอย่างเดียวอันเป็นหัวข้อที่ ๑ คือ รูปทั้งหมดเป็นอเหตุกรูป

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ต.ค. 2549 , 08:42:05 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

มาศึกษาต่อค่ะ ..เห็นได้ว่ารูปนั้นทำบุญทำบาปไม่ได้ ทำความรู้สึกนึกคิดก็ไม่ได้ด้วย หากแต่เป็นจิตใจที่เป็นตัวสั่งให้ทำ สังให้คิด

เมื่อก่อนนี้ก็เคยมีความคิดว่าสมองนี่แหละทำทุกอย่าง สั่งทุกอย่าง ไม่เคยทราบเรื่องจิตใจและเรื่องรูปเลย

รูปมีตั้ง ๒๘ รูป น่าอัศจรรย์มาก ตัวเราเองแท้ๆ แต่ไม่เคยทราบความจริงเลย

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงที่ช่วยเสริมสร้างปัญญาให้ค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ต.ค. 2549 , 14:33:49 น.] ( IP = 58.9.136.160 : : )


  สลักธรรม 6

ผมเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ทำให้ไม่สามารถอดทนพอที่จะทำความเข้าใจที่อาจารย์กล่าวมาได้ จึงขอสรุปเอาจากหัวข้อเทียบกับหลักวิชาทางวิทยาศาสตร์
ดังนี้
1.ธาตุดิน=ธาตุ สารประกอบ ของผสมต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วกว่า90ธาตุและสารประกอบของผสมมากมายจนนับจำนวนไม่ได้มีสถานะเป็นของแข็งที่สภาวะปกติ(ที่มนุษย์อยู่ได้ปกติ)
2.ธาตุน้ำ=ธาตุ สารประกอบ ของผสมต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วไม่ถึง10ธาตุและสารประกอบของผสมมากมายจนนับจำนวนไม่ได้มีสถานะเป็นของเหลวที่สภาวะปกติ
3.ธาตุลม=ธาตุ สารประกอบ ของผสมต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วประมาณเกือบ10ธาตุและสารประกอบของผสมมากมายมีสถานะเป็นแก๊สที่สภาวะปกติ
4.ธาตุไฟ=พลังงานความร้อน แสง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อยู่ในของแข็งก็ร้อนมีมากก็ร้อนแดงเช่นเหล็กเผาไฟตีมีด(ที่คนโบราณก็สังเกตุได้) ร้อนขึ้นไปอีกจนหลอมละลายกลายเป็นธาตุน้ำที่มีไฟ(สมัยพุทธการก็มีการหลอมโลหะแล้ว) ส่วนเปลวไฟเปลวเทียน
ก็คือแก๊สร้อนจนเป็น"พลาสมา"พลังงานสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ
ที่ผมเทียบเคียงกับวิทยาศาสตร์เช่นนี้เพื่อให้พุทธศาสนาอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มิใช่เป็นสิ่งวิเศษพิสดาร อันเกิดจากพระเจ้าองค์ใดที่ศาสดาแอบอ้างสร้างมาก็หาไม่
กฏแห่งกรรม ปัจจัย(วัตถุดิบ)+กรรม(การกระทำหรือปฏิกริยา)=ผลิตพันธ์(ผลแห่งการกระทำ กรรม)
ถูกผิดท่านผู้รู้ช่วยด้วยนะครับ ช่วยทำให้พุทธศาสเป็นวิทยาศาสตร์คือความจริงที่พิสูจน์ได้

โดย find (find) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [18 ต.ค. 2549 , 14:47:26 น.] ( IP = 124.120.61.112 : : )


  สลักธรรม 7

อาจารย์กรุณาเอาหลักวิชาทางวิทยาศาสตร์ที่หยาบและง่ายกว่าหลักพุทธศาสมาเทียบเคียงจัดหมวดหมู่
เป็นทางวิทยาศาสตร์เสียก่อนได้ไหมครับ เมื่อเข้าใจแล้วจึงค่อยแยกย่อยโดยพิสดารเป็นพุทธศาสตร์ทีหลังคงจะง่ายและน่าเชื่อถือสำหรับคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา ที่เขาเชื่อถือวิทยาศาสตร์มากกว่า การที่เริ่มต้นมาก็เข้าลึกถึงหลักธรรมเลยคงจะสร้างความเชื่อถือ และเข้าใจเข้าถึงได้ยาก และนี่อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจพุทธศาสตร์ ประพฤติปฏิบัติ
ตัวโดยไม่เกรงกลัวผลแห่งกรรมที่ทำให้เกิดผลิตผลอันไม่พึงปรารถนาเป็นปัญหาสังคมมากมาย

โดย find (find) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [18 ต.ค. 2549 , 15:09:33 น.] ( IP = 124.120.61.112 : : )


  สลักธรรม 8

คุณ find ครับ คุณfind คงยังไม่รู้ว่าอาจารย์บุญมีท่านเสียชีวิตไปนานมากแล้ว คงทำตามที่คุณfind ขอมาไม่ได้แล้ว

โดยทัศนะส่วนตัวแล้วเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้อยู่แล้ว แม้จะไม่มีวิชาวิทยาศาสตร์มาช่วยยืนยันก็ตาม ดูกันง่ายๆ ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพไม่เห็นจะมีวิชาวิทยาศาสตร์ที่ไหน แต่มีพระอรหันต์และพระอริยบุคคลขั้นอื่นๆ ได้ดวงตาเห็นธรรมกันมากมาย ผู้คนในสมัยนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธากันล้มหลาม เด็กๆที่ได้บวชเณรก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก็มี ตามที่มีเล่าไว้ในพระสูตร ไม่เห็นจะต้องเอาวิชาวิทยาศาสตร์มาเป็นหลักเพื่อนำไปช่วยพิสูจน์ ท่านก็ถึงมรรคผลนิพพานกันไปเรียบร้อยแล้ว ความไม่เข้าใจตรงนี้คิดว่าเป็นเรื่องของ "บัวสี่เหล่า" ที่ชัดเจนเอามากๆเลยครับ

โดย pop (pop) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ต.ค. 2549 , 21:24:24 น.] ( IP = 203.172.117.37 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org